ให้ผมมาคุมห้องบ๊วย แต่ดันช่วยให้กอดคอกันติดมหาลัยได้ยกชั้น!

ตอนที่ 324

เรียงความรวมพลังของห้องเรียน

มุมหนึ่งในห้องสอบที่ 14

โจวเทากำลังถือปากกาแน่น ในดวงตาเป็นประกาย

เมื่อก่อนเวลาเขียนเรียงความสำหรับเขาเหมือนการเบ่งถ่ายไม่ออก เค้นอยู่นานกว่าจะได้สองบรรทัด แถมมีแต่คำเพ้อเจ้อไร้สาระ เพราะเขาคิดว่าโลกความเป็นจริงมันน่าเบื่อเกินไป

แต่ทว่าวันนี้ แรงบันดาลใจของเขากำลังพลุ่งพล่าน

เขานึกถึงคำพูดของหยางหมิงอวี่ที่ห้องพักครูในวันนั้น หยางหมิงอวี่ไม่ได้ตำหนิเขา แต่หยิบหนังสือ "เพียวเหมี่ยวจือลวี่ (การเดินทางสู่ความว่างเปล่า)" ออกจากมือแล้วถามว่า "เธอคิดว่าอะไรคือวีรชน?"

โจวเทาอึ้งไปในตอนนั้น ก่อนจะตอบติดอ่างว่า "วิทยายุทธล้ำเลิศ? ฆ่าคนเป็นผักปลา? สะใจกับความแค้น?"

หยางหมิงอวี่ส่ายหน้าแล้วชี้ไปที่โรงเรียนนอกหน้าต่าง "วีรชนที่แท้จริงไม่ใช่คนที่ฆ่าคนเป็นผักปลา แต่คือคนที่มีสิ่งที่อยากปกป้องอยู่ในใจ วีรชนผู้ยิ่งใหญ่ย่อมทำเพื่อชาติเพื่อราษฎร์ วีรชนผู้เล็กน้อยย่อมทำเพื่อมิตรเพื่อเพื่อนบ้าน เธอเห็นคนอื่นเป็นวีรชนในหนังสือ ทำไมไม่เป็นวีรชนของตัวเองในชีวิตจริงล่ะ?"

เขานึกถึงตอนที่ตัวเองยอมพลิกตำราโบราณเพื่อหาสูตรเครื่องสำอางสมัยก่อนมาช่วยหลิวเชี่ยนหาข้อมูลวิชาเคมี นั่นคือ "ความเป็นวีรชน" นึกถึงตอนอยู่ในการแข่งขันโต้วาทีที่พวกเขาต่อสู้ราวกับนักรบเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของเพื่อนร่วมชั้นอย่างหลี่ฮ่าว นั่นคือ "ความรับผิดชอบและภาระหน้าที่"

ที่แท้ความฮึกเหิมในนิยายแฟนตาซีก็สามารถปรากฏอยู่บนกระดาษคำตอบในความเป็นจริงได้

เขาจรดปากกาเขียนหัวข้อลงบนกระดาษทดว่า "ดาบยังไม่ทันคาดเอว ก้าวพ้นประตูไปก็คือยุทธภพ"

"...อะไรคือความรับผิดชอบและภาระหน้าที่? ไม่ใช่การไร้เทียมทานหลังจากฝึกวิชาสำเร็จ แต่คือความกล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่รู้ว่าอาจทำไม่ได้ คือการมีคนยอมเป็นร่มคันนั้นในยามที่พายุโหมกระหน่ำ คือการมีคนยอมเป็นเสียงฟ้าร้องในยามที่ทุกคนต่างนิ่งเงียบ..."

เขาอ้างถึงกิมย้ง อ้างถึงโก้วเล้ง และยังอ้างถึงภาพเพื่อนร่วมชั้นทั้งห้องที่วิ่งไปพร้อมกันเพื่อเป้าหมายเดียวกันในคืนที่ฝนตก

ความฮึกเหิมของวัยรุ่นพุ่งพล่านออกมา หากครูผู้ตรวจข้อสอบมาเห็นเรียงความบทนี้เข้า คงต้องตบเข่าฉาด: เจ้าเด็กนี่ไม่ธรรมดา!

...

ตำแหน่งกลางห้องสอบที่ 3

ซูเสี่ยวหมานสูดหายใจลึกเบาๆ ปากกาในมือถูกเธอจับจนซีดขาว

เมื่อเห็นหัวข้อนี้ ขอบตาของเธอก็เริ่มชื้น ไม่ใช่เพราะมันยาก แต่เพราะมันเจ็บปวดเหลือเกิน ทว่าก็อบอุ่นเหลือเกินเช่นกัน

ครึ่งปีก่อน เธอเคยคิดว่าโลกนี้หมุนรอบตัวเธอ จนกระทั่งฟ้าถล่มลงมา

ในวินาทีนั้น เธอคิดว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความมุ่งร้าย ทุกคนต่างเฝ้าดูเรื่องตลก "เพื่อน" ทุกคนที่เคยรู้จักต่างพากันหลบหน้า เธอเหมือนยืนอยู่บนหน้าผาที่แทบจะตกลงไป

แต่ทว่า มีมือคู่หนึ่งมารองรับเธอไว้ ตามมาด้วยคู่ที่สอง คู่ที่สาม...

นั่นคือบะหมี่ไข่ชามหนึ่งของหยางหมิงอวี่ แม้รสชาติจะจืดไปหน่อย แต่นั่นคืออาหารที่ร้อนระอุที่สุดที่เธอเคยทาน

คือสมุดจดบันทึกที่เฉินจิ้งยอมลุยฝนมาส่งให้ ถุงพลาสติกที่ห่อมันไว้สำคัญยิ่งกว่าตัวสมุดบันทึกเสียอีก

คือเสียงของหลินเทียนที่แม้จะดูรำคาญตอนอธิบายโจทย์ฟิสิกส์ยามดึก แต่กลับยอมพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ้าคนปากแข็งนั่นจริงๆ แล้วใจอ่อนที่สุด

คือเสียงตะโกนของหวังฮ่าวในโรงอาหารที่ตบโต๊ะลุกขึ้นปกป้องเธอ ในวินาทีนั้น เจ้าคนรวยใหม่นั่นดูเท่ขึ้นมาเสียอย่างนั้น

เธอเข้าใจแล้วว่า ความรับผิดชอบและภาระหน้าที่ไม่ใช่การประทานจากผู้ที่แข็งแกร่งกว่า แต่คือการประคองกันและกันระหว่างผู้ที่อ่อนแอ ความรับผิดชอบที่แท้จริงไม่ใช่การที่มีคนคอยขานรับเมื่อเธออยู่บนที่สูง แต่คือการที่ยังมีคนยอมไม่ทอดทิ้งเธอในยามที่เธอตกต่ำที่สุด

เธอไม่ได้ใช้ประโยคที่สละสลวยหรืออ้างอิงคำคมใดๆ เธอเพียงแค่เขียนเรื่องราวของตัวเองออกมาอย่างสงบ แน่นอนว่าต้องตัดชื่อบุคคลจริงๆ และข้อมูลที่อ่อนไหวออกไป

เธอเขียนถึงบ้านที่สั่นคลอนท่ามกลางพายุฝน เขียนถึงเด็กสาวที่เกือบจะถอดใจในความสิ้นหวัง และเขียนถึงกลุ่มเพื่อนที่จุดไฟส่องทางในความมืดมิด

ในตอนท้ายของบทความเธอเขียนไว้ว่า "...เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่าการเป็นที่รักคือโชคดี ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าการมีความสามารถที่จะรักผู้อื่น และการยอมรับความรับผิดชอบต่อผู้อื่นได้ นั่นคือศักดิ์ศรีที่แท้จริง ร่มคันนั้นไม่เพียงแต่กันฝน แต่ยังช่วยพยุงให้กระดูกสันหลังของฉันกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง"

ตัวอักษรที่เต็มไปด้วยเลือดและน้ำตานี้คือผลึกหลังจากการชำระล้างจิตวิญญาณ ความรู้สึกที่แท้จริงเช่นนี้เพียงพอที่จะสั่นสะเทือนหัวใจของครูผู้ตรวจข้อสอบทุกคน

...

ห้องสอบที่ 21

หวังฮ่าวเห็นหัวข้อแล้วเกือบหลุดหัวเราะออกมา แต่เขาก็อดกลั้นไว้

"ความรับผิดชอบและภาระหน้าที่"? นี่มันไม่ใช่หัวข้อเรื่องการปรับเปลี่ยนบริษัทของคุณพ่อที่อาจารย์หยางให้เขาทำหรอกหรือ?

เขานึกถึงช่วงวันหยุดที่ไซต์ก่อสร้าง มือของเขาพองจนเลือดออก นึกถึงตอนที่เขาอยู่ที่หน้าห้องประชุมบอร์ดบริหาร พร้อมรายงานเรื่อง "วิกฤตอุตสาหกรรมตะวันตกดิน" ในมือที่สั่นเทา

ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์หยางถึงต้องให้เขาไปยุ่งเรื่องของผู้ใหญ่

ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว

ธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องของการทำเงิน แต่คือความรับผิดชอบต่อพนักงาน ต่อสังคม และต่ออนาคต

เขาตวัดปากกาเขียนหัวข้อว่า "ความรับผิดชอบที่เหนือกว่าผลกำไร"

เขาเริ่มเขียนจากการปรับเปลี่ยนโรงงานของคุณพ่อ พูดถึงความเจ็บปวดและความหวังที่เกิดจากนวัตกรรมเทคโนโลยี และพูดถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการ เขาไม่ได้เขียนคำขวัญสวยหรูว่างเปล่า แต่ใช้รายละเอียดที่เขาเห็นจริงในไซต์งาน: เหล่าคนงานที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่น มือคู่ที่โหยหาเงินเดือน และคำสัญญาเรื่อง "จะไม่ปลดพนักงาน"

"...ความรับผิดชอบและภาระหน้าที่ไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่คือตอนที่พายุโหมกระหน่ำ กัปตันไม่เพียงต้องรักษาเรือเอาไว้ แต่ต้องรักษาทุกคนบนเรือให้ปลอดภัยด้วย"

เรียงความบทนี้ไม่เหมือนเด็กมัธยมปลายเขียนเลย มุมมองที่กว้างขวางนั้นน่าทึ่งมาก

...

ห้องสอบที่ 01 หรือที่เรียกกันว่า "ห้องสอบเทพเจ้า"

หลินเทียนนั่งแถวหน้าสุด ความเร็วในการทำข้อสอบของเขาน่าตกใจมาก

สำหรับเขาที่เป็นที่หนึ่งสายวิทย์ วิชาภาษาจีนกลับเป็นจุดอ่อน เพราะเขารู้สึกว่าภาษาจีนขาดตรรกะและใช้อารมณ์มากเกินไป

แต่ทว่าวันนี้ เมื่อมองโจทย์นี้ เขานึกถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่เขาทำให้กับคดีของคุณพ่อหลี่ฮ่าว นึกถึงโมเดลการชู้ตบาสเกตบอลที่เขาทำให้จางเหว่ย และระบบบันทึกข้อผิดพลาดที่เขาทำไว้ให้ทั้งห้อง

เขาเขียนบทความแสดงความคิดเห็นด้วยประเด็นที่แปลกใหม่มาก: การใช้ตรรกะของโปรแกรมมาถอดรหัสความรับผิดชอบต่อสังคม

"...ทุกคนคือโมดูลในระบบสังคม ความเห็นแก่ตัวคือลูปที่ไม่มีวันสิ้นสุด ซึ่งจะทำให้ทรัพยากรของระบบหมดลง ส่วนความรับผิดชอบและภาระหน้าที่คืออินเตอร์เฟซแบบ 'โอเพ่นซอร์ส' ที่ปล่อยให้ข้อมูลไหลเวียน และปล่อยให้ระบบวิวัฒนาการไป..."

แม้สำนวนการเขียนอาจไม่ได้ดีที่สุด แต่ความคิดนั้นแปลกใหม่และคมคาย

...

เวลาสอบสองชั่วโมงครึ่ง สำหรับผู้สอบหลายคนถือเป็นช่วงเวลาที่ทรมาน

แต่สำหรับนักเรียนห้อง 14 มันคือการได้ปลดปล่อยความในใจ

พวกเขาไม่จำเป็นต้องเสแสร้งสร้างความประทับใจ ไม่ต้องมาเพ้อเจ้อไร้สาระ เพราะพวกเขาได้ใช้ชีวิตมาอย่างจริงจัง ได้รักมาอย่างร้อนแรง และได้เจ็บปวดมาอย่างลึกซึ้ง

หยางหมิงอวี่ยืนอยู่ที่สุดทางเดินนอกห้องสอบ แม้จะมองไม่เห็นภาพด้านใน แต่เขาสัมผัสได้ถึงพลังนั้น

"กริ๊งงงงง—"

เสียงกริ่งหมดเวลาสอบดังขึ้น

ครูคุมสอบเริ่มเก็บกระดาษคำตอบ

"ลุกขึ้น! หยุดเขียน!"

นักเรียนทุกคนลุกขึ้นยืน

ต่างจากผู้สอบคนอื่นในห้องสอบอื่นที่ดูหงอยเหงา นักเรียนห้อง 14 เดินออกจากห้องสอบด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนเดินออกมาแล้วบิดขี้เกียจ

"เป็นไงบ้าง?" จางเหว่ยที่รออยู่หน้าประตูรีบเข้ามาถาม เจ้าคนนี้แม้จะยังต้องเตรียมสอบคณิตศาสตร์ตอนบ่าย แต่เห็นได้ชัดว่าเขาสนใจผลการสอบของเพื่อนมากกว่า

"ก็โอเค" หลินเทียนตอบเรียบๆ "เรียงความเขียนได้ลื่นไหลดี ไม่ได้ใช้ชื่อซือหม่าเชียนอะไรนั่นด้วย"

"เฮ้ย! บังเอิญจัง!" จางเหว่ยตบเข่าฉาด "ฉันก็ไม่ได้ใช้! ฉันเขียนเรื่องตอนที่พวกเราไปสอนหนังสือแล้วช่วยซ่อมแป้นบาสให้หลานหลาน บอกเลยนะว่าเขียนไปเขียนมาเกือบจะร้องไห้เอง มันซึ้งชะมัดเลย"

"เก่งจริงนะ" หลินเทียนเบะปาก แต่กลับมีรอยยิ้มที่มุมปาก

ไม่ไกลนัก ซูเสี่ยวหมานและเฉินจิ้งควงแขนกันเดินออกมา ดวงตาของเด็กสาวทั้งสองแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าพวกเธอใส่ความรู้สึกจริงๆ ลงไปในเรียงความ

"เสี่ยวหมาน เธอเขียนเรื่องอะไรเหรอ?" เฉินจิ้งถามเสียงเบา

ซูเสี่ยวหมานเหลือบมองหยางหมิงอวี่ที่กำลังรออยู่ไกลๆ แล้วตอบเสียงเบา "เขียนเรื่องร่มคันหนึ่ง ร่มสีแดงคันหนึ่ง"

หยางหมิงอวี่สวมเสื้อฮู้ดสีแดงยืนอยู่กลางแสงแดดราวกับร่มคันนั้นจริงๆ

เขามองดูนักเรียนของเขาที่กำลังกรูเข้ามาหา ไม่มีความบ่น ไม่มีความกังวลเรื่องการตรวจคำตอบ มีเพียงความผ่อนคลายหลังสอบเสร็จสิ้น

"อาจารย์หยาง!"

หวังฮ่าวตะโกนมาจากระยะไกล "อาจารย์ครับ ผมบอกเลยว่าเรียงความของผมสุดยอดมาก! วันหลังถ้าผมกลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่ง นี่จะเป็นบทนำในหนังสืออัตชีวประวัติของผม!"

"อย่ามาปากหวาน" หยางหมิงอวี่ยิ้มตอบขณะเดินเข้าไปหา "เขียนไม่นอกเรื่องใช่ไหม?"

"จะนอกเรื่องได้ไงล่ะครับ! โจทย์นี้มันเข้าทางผมสุดๆ!" หวังฮ่าวพูดอย่างร่าเริง

หยางหมิงอวี่มองกลุ่มวัยรุ่นที่ใบหน้าเบิกบานใจเหล่านั้น ก้อนหินใหญ่ในใจที่เคยหนักอึ้งก็ตกลงพื้นอย่างสมบูรณ์

วิชาภาษาจีนสอบอะไร? สอบถึงพื้นฐานความรู้ สอบถึงความรู้สึกนึกคิด และสอบถึงความเข้าใจที่มีต่อโลก

สามปีมานี้ เขาไม่เพียงแต่สอนความรู้ให้พวกเขา แต่ยังพาพวกเขาไปดูโลก และทำความเข้าใจจิตใจคน นี่สิคือวิชาภาษาจีนที่ดีที่สุด

"พอแล้ว ไม่ต้องมาทำเป็นโอ้อวด" หยางหมิงอวี่ปรบมือเพื่อเรียกความสนใจจากทุกคน "สอบภาษาจีนเสร็จก็ผ่านไปแล้ว อย่าไปคิดเรื่องการตีความเรียงความอะไรนั่นเลย และอย่าไปนั่งเทียบคำตอบข้อสอบปรนัยเฮงซวยนั่นด้วย ตอนนี้มีภารกิจเดียวเท่านั้น—"

เขาชี้ไปทางโรงอาหาร

"ไปกิน 'ชุดอาหารจอหงวน'! อิ่มแล้วก็นอนพักสักงีบ ตอนบ่ายวิชาคณิตศาสตร์คือศึกหนักของจริง!"

"รับทราบ!"

เหล่านักเรียนส่งเสียงร้องไชโยแล้วพากันวิ่งไปที่โรงอาหาร

หยางหมิงอวี่เดินรั้งท้าย มองดูแผ่นหลังของพวกเขาแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ

ศึกแรกเรียบร้อยแล้ว

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์