ตอนที่ 321
พ่างต้าไห่แสนอบอุ่น
ความวุ่นวายจากการถกเถียงในช่วงเวลาอาหารเย็นได้สงบลงบ้างแล้ว
หยางหมิงอวี่ยืนอยู่หน้าหน้าต่างบานสูงชั้น 3 ของอาคารพักครู มองลงไปยังด้านล่างอย่างเงียบๆ
จากมุมนี้เขาสามารถมองเห็นลานกว้างระหว่างสนามโรงเรียนและอาคารเรียนได้ทั้งหมด
ถ้าคุณสังเกตให้ดี คุณจะพบว่าลานกว้างในวันนี้ดูแตกต่างไปจากเดิมเป็นพิเศษ
ในเวลานี้ของทุกวัน นักเรียนมักจะรีบร้อนมุ่งหน้าไปที่โรงอาหาร หรือไม่ก็รวมกลุ่มกันสองสามคนเพื่อบ่นเรื่องข้อสอบจำลองที่ยากสุดขีด
แต่วันนี้กลับไม่เหมือนเดิม เขาเห็นหลินเทียนกำลังถือกิ่งไม้ขีดเขียนอะไรบางอย่างในกระบะทรายข้างบาร์คู่ที่สนามโรงเรียน โดยมีนักเรียนล้อมรอบเป็นวง ทั้งเด็กห้อง 14 และห้อง 1 แม้กระทั่งรุ่นน้องที่สวมชุดนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก็ยังมามุงดูด้วย
ไม่ไกลนัก ซูเสี่ยวหมานนั่งอยู่บนขั้นบันไดกับเพื่อนนักเรียนหญิงอีกสองสามคน เด็กสาวที่ปกติห่วงภาพลักษณ์คนนี้กลับเอาเสื้อนอกของชุดนักเรียนมาผูกไว้ที่เอวอย่างไม่สนใจมาด ในมือถือชานมและกำลังเล่าเรื่องตลกให้เพื่อนที่ร้องไห้เพราะความวิตกกังวลก่อนสอบฟังด้วยท่าทางออกรสออกชาติ ในช่วงเวลานั้น เธอช่างเป็นคุณหนูที่แสนอบอุ่นเหลือเกิน
มองไปที่ใต้แป้นบาสเกตบอล จางเหว่ยกำลังถูกล้อมรอบด้วยกลุ่มเด็กเรียนที่วันๆ เอาแต่อ่านหนังสือ เด็กพวกนั้นกำลังถามเขาเรื่องการใช้เวลาช่วงสั้นๆ ในการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย ในขณะที่จางเหว่ยก็กำลังถามพวกเขากลับเรื่องการใช้ประโยคอนุพากย์ขยายคำนามในภาษาอังกฤษ
ยังมีหวังฮ่าว เจ้าหนุ่มคนนี้กำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างแปลงดอกไม้พร้อมสมุดเล่มเล็กในมือ กำลัง “เจรจา” กับพ่อครัวที่โรงอาหาร ดูเหมือนจะตกลงเรื่องการเพิ่มไข่ในชุดอาหารจอหงวนช่วงอี้โม่
หยางหมิงอว่มองภาพเหล่านั้นแล้วมุมปากก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้น
นี่คือภาพที่เขาอยากเห็นหลังจากได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในชาตินี้
หลายคนคิดว่าการศึกษาคือการยัดเยียดความรู้จากตำราเรียนทีละเล่มเข้าไปในหัวนักเรียน จากนั้นก็ส่งพวกเขาเข้าสู่สายพานการสอบ แล้วประทับตราผ่านเกณฑ์ “985” หรือ “211” ในตอนท้าย
แต่ในมุมมองของหยางหมิงอวี่ นั่นไม่ใช่การศึกษา แต่นั่นเรียกว่าการขุนเลี้ยง
การศึกษาที่แท้จริงคือการทำให้หลินเทียนรู้จักแบ่งปัน ให้ซูเสี่ยวหมานรู้จักความเห็นอกเห็นใจ ให้จางเหว่ยรู้จักคิด และให้หวังฮ่าวรู้จักความรับผิดชอบ คือการทำให้กลุ่มดาวเคราะห์ที่โดดเดี่ยวซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในวงโคจรของตัวเองได้ส่องสว่างและมอบความอบอุ่นให้แก่กัน
“อาจารย์หยาง ดูอะไรอยู่ครับ? ยิ้มเป็นดอกไม้บานเลย”
เสียงที่ดูผ่อนคลายดังมาจากด้านหลัง คือซุนเหว่ย
ซุนเหว่ยถือปึกข้อสอบจำลองวิชาวิทยาศาสตร์รวมที่เพิ่งพิมพ์เสร็จเดินมาข้างๆ หยางหมิงอวี่ เขาหันไปมองตามสายตาของอีกฝ่ายแล้วก็ต้องชะงักไป
“ให้ตายสิ” ซุนเหว่ยอุทาน “ไอ้เด็กพวกนี้ พลังงานล้นเหลือจริงๆ ผมสมัยสอบเข้ามหาวิทยาลัยวันก่อนสอบน่ะตื่นเต้นจนฉี่ไม่ออกเลยล่ะ”
“นั่นเพราะตอนนั้นคุณไม่ได้เจอครูแบบผมน่ะสิ” หยางหมิงอวี่หยอกล้ออย่างไม่เกรงใจ “ถ้าผมเป็นครูประจำชั้นคุณตอนนั้น รับรองว่าคุณฉี่ได้สบายปร๋อแน่”
“ไปตายซะ!” ซุนเหว่ยด่ากลับพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนจะถอนหายใจและเปลี่ยนน้ำเสียงให้ดูสะเทือนอารมณ์ขึ้น “แต่พูดจริงนะคุณหยาง ผมนับถือคุณจริงๆ เมื่อก่อนผมคิดว่าการคุมนักเรียนเหมือนนักโทษในคุก แม้แต่ไปเข้าห้องน้ำยังต้องขออนุญาต นั่นแหละถึงเรียกว่าการบริหารจัดการ นั่นแหละถึงจะทำผลงานได้ ตอนนี้ดูเหมือนว่า... ผมคงแก่แล้วจริงๆ”
ซุนเหว่ยมองกลุ่มนักเรียนที่กำลังให้กำลังใจกันและบรรยากาศที่กลมเกลียวโดยไม่แบ่งแยกห้องเรียนที่อยู่ข้างล่าง แววตาของเขาเผยให้เห็นความอิจฉา
“คุณดูพวกเขาสิ แม้จะใกล้ต้องขึ้น ‘ลานประหาร’ แล้ว แต่ในตาพวกเขากลับไม่มีความกลัวเลย สภาพแบบนี้ผมสอนหนังสือมา 20 ปี แทบไม่เคยเห็นมาก่อน”
หยางหมิงอวี่หันหน้ามาพูดอย่างจริงจัง “คุณซุน จริงๆ แล้วไม่ใช่เพราะคุณแก่หรอก แต่เป็นเพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว สังคมในวันข้างหน้าไม่ต้องการเครื่องจักรที่ทำได้แค่ทำข้อสอบ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือคนที่เข้าใจการทำงานร่วมกันเป็นทีมแบบนี้ต่างหาก”
ซุนเหว่ยพยักหน้าอย่างใช้ความคิด ครู่ต่อมาเขาก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงขยับเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางมีลับลมคมใน “จริงสิ ได้ยินมาว่าเมื่อวานมีครูจากโรงเรียนอื่นมาถามหา ‘เคล็ดลับเฉพาะตัว’ ของคุณ คุณไม่ได้เปิดเผยอะไรไปใช่ไหม?”
หยางหมิงอวี่ยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง
เปิดเผยเหรอ? อะไรคือสิ่งที่เรียกว่าความลับกัน?
ถ้าจะบอกว่าเขามีไพ่ตาย นั่นไม่ใช่เทคนิคการเก็งข้อสอบหรือเอกสารทบทวนบทเรียนพิเศษอะไรหรอก
ไพ่ตายของเขาอยู่ในหัวของเขา ในความเข้าใจสถานการณ์ภาพรวมของสามสิบปีข้างหน้าอย่างแม่นยำต่างหาก
ในขณะนั้น โทรศัพท์ของหยางหมิงอวี่ก็สั่นขึ้น เป็นข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร
เขาหยิบมันขึ้นมาดูผ่านๆ นั่นเป็นข้อความแจ้งเตือนเงินปันผลจากทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เขาซื้อไว้หลังจากทำกำไรได้จากหุ้นอินเทอร์เน็ตช่วงเริ่มต้นที่เขาลงทุนวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นปี
แต่เขาก็แค่กวาดตามองอย่างเฉยเมยก่อนจะปิดหน้าจอไป
สำหรับหยางหมิงอวี่ในตอนนี้ ความมั่งคั่งไม่ใช่เป้าหมายที่เขาใฝ่หาอีกต่อไป แต่มันคือความมั่นใจ เป็นความมั่นใจที่ทำให้เขาไม่ต้องก้มหัวเพื่อเงินเพียงน้อยนิด ไม่ต้องแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตำแหน่งวิชาการ และไม่ต้องทำลายจรรยาบรรณครูเพื่อค่าสอนพิเศษเพียงเล็กน้อย
เพราะมีอิสรภาพทางการเงิน จึงมีอิสรภาพทางจิตวิญญาณ
เพราะมีอิสรภาพทางจิตวิญญาณ เขาถึงสามารถเป็นผู้เฝ้ามองที่บริสุทธิ์ในสภาพแวดล้อมการศึกษาที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ได้ เพื่อคอยปกป้องความฝันด้านการเขียนโปรแกรมของหลินเทียน ความฝันที่จะเป็นหมอของจ้าวหมิ่น และความฝันด้านศิลปะของหม่าลี่
นี่คือยุคสมัยที่ดีที่สุด
ไม่เพียงเพราะเขามีความสามารถในการเปลี่ยนโชคชะตา แต่ที่สำคัญกว่าคือเขามีกลุ่มนักเรียนที่คุ้มค่าต่อการที่เขาจะเปลี่ยนโชคชะตาให้
“ติ๊ง——”
โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ข้อความธนาคาร แต่เป็นข้อความธรรมดาๆ
ผู้ส่ง: เวินจิ้ง
ใจของหยางหมิงอวี่เต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย เขาจึงกดเปิดข้อความดู
มีข้อความสั้นๆ เพียงประโยคเดียวว่า:
“เพิ่งเห็นแสงเย็นสวยงามมาก เหมือนกับโรงเรียนที่คุณสร้างมากับมือที่เต็มไปด้วยความหวัง อย่าเหนื่อยเกินไปนะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นของพวกเขา แต่คุณก็เป็นของคุณเองด้วย บนโต๊ะในห้องพักครูมีพ่างต้าไห่ที่ฉันเพิ่งชงไว้ ดื่มตอนอุ่นๆ นะคะ”
หยางหมิงอวี่เดินเข้าไปในห้องพักครู พบแก้วน้ำหนึ่งใบวางอยู่บนโต๊ะจริงๆ และข้างๆ ยังมีลูกอมรสมินต์ที่เขาชอบวางอยู่สองเม็ด
ชีวิตนี้จะต้องการอะไรอีก?
หยางหมิงอวี่ยกแก้วพ่างต้าไห่ขึ้นดื่มหนึ่งอึก รสชาติขมเล็กน้อยแต่มีรสหวานที่ติดปลายลิ้นยาวนาน ชุ่มคออย่างยิ่ง
“คุณหยาง ดื่มอะไรน่ะ? หอมจัง?” ซุนเหว่ยเดินตามเข้ามาด้วย เขาทำจมูกฟุดฟิดด้วยสีหน้าสงสัย “อย่าบอกนะว่าแอบกินรวบอยู่คนเดียว?”
“สูตรลับเฉพาะครับ ไม่เปิดเผยให้ใครรู้” หยางหมิงอวี่ยักคิ้วอย่างภูมิใจ “นี่คือ ‘การบำรุงด้วยความรัก’ เชียวล่ะ”
“อึ๋ย——” ซุนเหว่ยแกล้งทำตัวสั่นเหมือนขนลุก “เปรี้ยว! เปรี้ยวชะมัด! ผมว่าคุณคงถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว เลยเริ่มเพ้อฝันเข้าแล้วสิ”
ทั้งสองมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมาดังลั่น
“แปะ!”
เสียงดังฟังชัดหนึ่งครั้ง
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนกดสวิตช์ ไฟที่อาคารเรียนสว่างขึ้นในทันที
นักเรียนชั้นล่างเริ่มทยอยกลับเข้าห้องเรียน ไม่มีครูคนไหนเร่ง ไม่มีเสียงกริ่งบังคับ พวกเขาเก็บความรู้สึกสนุกสนานเล่นหัวไปเองโดยอัตโนมัติ
หลินเทียนปัดทรายที่มือแล้วโอบไหล่หัวหน้าวิชาฟิสิกส์ของห้อง 1 เดินกลับไปด้วยกัน ทั้งสองคนดูเหมือนจะยังเถียงกันเรื่องพื้นที่ของรูปทรงเมื่อกี้อยู่ ซูเสี่ยวหมานทิ้งแก้วชานมลงถังขยะ จูงมือเพื่อนสาวที่ร้องไห้เมื่อครูวิ่งขึ้นบันไดไปด้วยฝีเท้าเบาหวิว จางเหว่ยสวมชุดนักเรียนไปพลางทวนคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เพิ่งเรียนมาไปพลาง...
พวกเขาเดินไปอย่างมั่นคงและสงบนิ่ง
หยางหมิงอว่มองดูพวกเขาค่อยๆ หายเข้าไปในช่องบันได แล้วปรากฏตัวขึ้นหลังหน้าต่างห้องเรียนทีละคน
“คุณซุน” หยางหมิงอวี่หันกลับมาวางแก้วเก็บอุณหภูมิที่ว่างเปล่าไว้บนโต๊ะแล้วพูดขึ้น “พร้อมหรือยังครับ?”
“พร้อมอะไร?” ซุนเหว่ยชะงัก
“พร้อมที่จะต้อนรับปาฏิหาริย์น่ะครับ”
หยางหมิงอวี่เดินไปข้างผนัง ซึ่งเป็นที่ที่เขาแปะปฏิทิน “นับถอยหลังการสอบเข้ามหาวิทยาลัย” เอาไว้
“ยุคสมัยที่ดีที่สุดไม่ใช่เพราะอนาคตมันงดงามเพียงใด” หยางหมิงอวี่กล่าวเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเองและราวกับพูดกับคนอื่น “แต่เป็นเพราะเราได้เตรียมตัวพร้อมแล้วที่จะสร้างอนาคตนั้นด้วยมือของเราเอง”
นอกหน้าต่าง ยามค่ำคืนกำลังเข้มข้น
แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าความมืดก่อนรุ่งสางมักก่อให้เกิดแสงสว่างที่เจิดจ้าที่สุดเสมอ
“ไปกันเถอะ ไปที่ห้องเรียนกัน” หยางหมิงอวี่จัดปกเสื้อให้เรียบร้อย กลับคืนสู่ภาพลักษณ์อาจารย์หยางผู้เก่งกาจและทำได้ทุกอย่างอีกครั้ง
“ไปอยู่เคียงข้างพวกเขาเพื่อคว้าชัยชนะในศึกแรกนี้กัน!”