คนไร้นาม เรียกขานไม่ตอบ · โลกของผมกลายเป็นเกมออนไลน์ไปแล้ว

ตอนที่ 90

บทที่ 91: ระหว่างทางพบหลิวป๋อเวิน

บทที่ 91: ระหว่างทางพบหลิวป๋อเวิน

สุดท้าย ไต้ซือคงบุ๋นเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินเป็นคนแรกที่ก้าวออกมามองหลู่หยางพลางกล่าวว่า “ในเมื่อท่านผู้นำหลู่บอกว่าเรื่องนี้ให้เลิกรากันไป เช่นนั้นวัดเส้าหลินของข้าก็จะไม่ขอยุ่งเกี่ยวอีก ประเดี๋ยววัดเส้าหลินของข้าก็จะลงจากเขา”

สำหรับอำนาจของตระกูลหลู่ ไต้ซือคงบุ๋นย่อมทราบดีกว่าผู้อื่น เพราะวัดเส้าหลินของเขาก็เป็นสำนักที่สืบทอดมาหลายพันปีเช่นกัน

ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา วัดเส้าหลินมีการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับตระกูลหลู่ไว้เสมอ ทุกบันทึกล้วนระบุว่าต้องผูกมิตรกับตระกูลหลู่ ห้ามเป็นศัตรูโดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นเส้าหลินอาจต้องเผชิญกับภัยพิบัติถึงขั้นล่มสลายได้

สำหรับเจี่ยซุ่น วัดเส้าหลินก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องได้ตัวมาขนาดนั้น แม้การได้ดาบฆ่ามังกรมาจะทำให้ได้รับชื่อเสียงมหาศาล ทว่าเมื่อเทียบกับการล่วงเกินตระกูลหลู่แล้ว มันช่างห่างไกลกันเหลือเกิน

หากดาบฆ่ามังกรมีความสามารถในการสั่งการทั่วหล้าได้จริง พวกเขาก็อาจกล้าล่วงเกินตระกูลหลู่ แต่ดาบฆ่ามังกรมันเป็นของพรรค์ไหน วัดเส้าหลินของเขามีหรือจะไม่รู้แจ้ง?

หลังจากไต้ซือคงบุ๋นก้าวออกมาแล้ว แม่ชีมิกจ้อก็ก้าวออกมากล่าวว่า “ง้อไบ๊ของข้าก็จะถอยไปเช่นกัน”

สำหรับเจี่ยซุ่น แม่ชีมิกจ้อคือผู้ที่มีความแค้นฝังลึกที่สุดในบรรดาผู้คนที่อยู่ที่นี่ ไม่เพียงเพราะความลับของดาบฆ่ามังกรเท่านั้น แต่ยังมีหนี้เลือดที่ฆ่าพี่ชายของนางด้วย

น่าเสียดาย นางคือเจ้าสำนักง้อไบ๊ นางมิอาจทำให้ง้อไบ๊ต้องประสบภัยเพียงเพราะเจี่ยซุ่นคนเดียวได้ การสืบทอดของง้อไบ๊จะมาสิ้นสุดในมือนางไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นต่อให้จะไม่ยินยอมเพียงใด นางก็ต้องก้าวออกมาแสดงเจตนารมณ์ของง้อไบ๊

สำนักเส้าหลินกับง้อไบ๊ซึ่งถือเป็นสำนักระดับสูงสุดของยุทธจักรต่างก็ยอมแพ้แล้ว สำนักที่เหลือที่เหลืออยู่จึงยิ่งไม่กล้าเป็นศัตรูกับหลู่หยางเข้าไปใหญ่

ต่างพากันก้าวออกมาทีละคนเพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่จะถอยไปต่อหลู่หยาง

สุดท้าย ทุกสำนักโดยไม่มีข้อยกเว้น ล้วนเลือกที่จะถอยไปทั้งหมด

เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม

บนเขาบู๊ตึ๊งก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน บรรดาสำนักต่างๆ ต่างพากันเดินทางลงจากเขาบู๊ตึ๊งไปจนหมดสิ้น

หลังจากสำนักต่างๆ จากไปแล้ว หลู่หยางเองก็ไม่คิดจะรั้งอยู่นาน ตั้งใจจะออกจากบู๊ตึ๊งเช่นกัน

ในตอนที่หลู่หยางกำลังจะจากไป เตียชุ่ยซัวพลันตะโกนเรียกหลู่หยางไว้พลางกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “เตียชุ่ยซัวขอบพระคุณท่านผู้นำหลู่ สำหรับพระคุณอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ขอรับ”

“ไม่ต้องขอบใจข้า ไปขอบใจท่านอาจารย์ของเจ้าเถอะ” หลู่หยางได้ยินคำพูดของเตียชุ่ยซัวก็โบกมือยิ้มกล่าว

พูดจบ เขาก็นำคณะของหลู่เม่าจงออกจากบู๊ตึ๊ง

...

ในระหว่างทาง หลู่เม่าจงมองหลู่หยางพลางถามอย่างนอบน้อมว่า “ท่านผู้นำ เพื่อดึงตัวบู๊ตึ๊งมาเป็นพวก ถึงกับยอมล่วงเกินขุมกำลังยุทธจักรมากมายเพียงนั้น มันคุ้มค่าหรือขอรับ แผนการใหญ่ของท่านผู้นำในอนาคต สำนักยุทธจักรเหล่านี้ย่อมนับเป็นกำลังเสริมที่ไม่น้อยเลยนะขอรับ”

“จางซานฟงได้บรรลุถึงขอบเขตครึ่งก้าวก่อนสวรรค์บังเกิดแล้ว ลำพังเพียงเขาคนเดียวก็เทียบเท่ากับคนทั้งยุทธจักร เมื่อวานข้าได้ทำข้อตกลงกับจางซานฟง ข้าปกป้องเตียชุ่ยซัวไว้ ส่วนเขาจะช่วยเหลือข้าในวันหน้า” หลู่หยางมองหลู่เม่าจงรวมถึงหลู่ซงที่อยู่ข้างกายพลางเอ่ยปากกล่าว

“ครึ่งก้าวก่อนสวรรค์บังเกิดรึ? นึกไม่ถึงเลยว่า จางซานฟงจะบรรลุถึงขอบเขตนี้แล้ว”

เมื่อได้ยินคำพูดของหลู่หยาง หลู่ซงก็แสดงสีหน้าตกตะลึงพลางรำพึงออกมา

“ไม่ใช่แค่ครึ่งก้าวก่อนสวรรค์บังเกิดเท่านั้น จางซานฟงได้พบโอกาสที่จะทะลวงขอบเขตแล้ว คาดว่าเมื่อถึงเวลาที่ข้าเริ่มทำการใหญ่ เขาคงจะเข้าสู่ขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิดเป็นแน่ พวกเจ้าว่า ระหว่างสำนักยุทธจักรที่สามารถจัดการได้ด้วยการลงทุนลงแรงเพียงเล็กน้อย กับจางซานฟงคนเดียว สิ่งใดสำคัญกว่ากัน?” หลู่หยางมองหลู่ซงและหลู่เม่าจงพลางยิ้มถาม

“ขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิดรึ? ท่านผู้นำ ท่านกล่าวจริงหรือขอรับ?” หลู่ซงมองหลู่หยางด้วยความตกตะลึงพลางเอ่ยถาม

หากเป็นเพียงครึ่งก้าวก่อนสวรรค์บังเกิด หลู่ซงแม้จะตกใจแต่ก็ไม่ถึงเพียงนี้ เพราะตระกูลหลู่ของเขามีความแข็งแกร่งพอจะต่อกรกับระดับครึ่งก้าวก่อนสวรรค์บังเกิดได้ ทว่าหากเป็นขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิด ต่อให้เป็นตระกูลหลู่ของเขาก็เกรงว่า คงไม่มีความสามารถพอจะรับประกันเรื่องต้านทานขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิดได้ไหว

ขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิด ย่อมเทียบเท่ากับเซียนปฐพีเลยทีเดียว

ตระกูลหลู่เคยมีผู้บรรลุขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิดมาก่อน จึงมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิดอย่างถ่องแท้ที่สุด ขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิดกับระดับที่ต่ำกว่าขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิดนั้น นับว่าเป็นคนละชั้นกันอย่างสิ้นเชิง

“ย่อมเป็นเรื่องจริงอยู่แล้ว” หลู่หยางมองหลู่ซงกล่าว

ในตอนนี้จางซานฟงยังไม่ได้คิดค้นวิชาไทเก๊ก(ไท่จี๋) ขึ้นมา รอให้จางซานฟงคิดค้นวิชาไทเก๊กได้สำเร็จ เมื่อนั้นคงเป็นช่วงเวลาที่เขาจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิดได้

หลู่หยางที่เคยอ่านต้นฉบับมาก่อน ย่อมมีความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างชัดเจนที่สุด

“นึกไม่ถึงเลยว่า ขอบเขตเซียนปฐพีที่ไม่ได้ปรากฏมานานหลายร้อยปี จะมาปรากฏขึ้นที่บู๊ตึ๊ง” หลู่ซงได้ยินคำพูดของหลู่หยางก็รำพึงออกมาด้วยความทึ่ง

“ไม่เป็นไรหรอก ต่อให้เขาเข้าสู่ขอบเขตเซียนปฐพี เขาก็เป็นฝ่ายเดียวกับเรา ย่อมไม่มีทางเป็นศัตรูกับเราแน่นอน” หลู่หยางมองหลู่ซงกล่าว

ในใจของหลู่หยางยังมีอีกประโยคหนึ่งที่ไม่ได้พูดออกมา นั่นคือต่อให้ต้องเป็นศัตรูกันจริงๆ ถึงตอนนั้นเขาก็คงมีความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิดแล้ว การจะสังหารจางซานฟงอาจจะยาก ทว่าการต่อกรด้วยนั้นคงไม่ลำบากนัก

อีกทั้งจางซานฟงก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาเป็นศัตรูกับเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางปะทะกัน สมมติฐานนี้ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น

“ทราบแล้วขอรับ” หลู่ซงได้ยินคำพูดของหลู่หยางก็พยักหน้าตอบรับ

ในไม่ช้า พวกหลู่หยางก็กลับมาถึงเมืองที่อยู่เชิงเขาบู๊ตึ๊ง

หลังจากพักอยู่ที่เมืองนั้นอีกหนึ่งวัน พวกหลู่หยางก็ออกเดินทางกลับสู่ตระกูลหลู่

ทว่าในระหว่างทางที่พวกหลู่หยางกำลังกลับสู่ตระกูลหลู่นั้น รถม้าของพวกเขาพลันถูกนักพรตผู้หนึ่งขวางทางไว้

“เจ้าเป็นใคร?” หลู่เม่าจงมองนักพรตที่ขวางทางรถม้าอยู่พลางถามเสียงเข้ม

สายตาที่หลู่เม่าจงมองนักพรตเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เพราะเขาสัมผัสได้ถึงอันตรายจากตัวนักพรตผู้นี้ เขามีลางสังหรณ์ว่า หากเขาต้องประมือกับนักพรตผู้นี้ เขาย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้แน่นอน

นักพรตผู้นี้ต้องเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งมากแน่ๆ การที่ยอดฝีมือระดับนี้มาขวางทางรถม้าของพวกเขา คงไม่ใช่เรื่องดีสินะ?

“ไม่ทราบว่า บนรถม้าคือท่านผู้นำตระกูลหลู่หรือไม่ ข้านามว่าหลิวป๋อเวิน ใคร่ขอเข้าพบท่านผู้นำตระกูลหลู่”

นักพรตเมื่อได้ยินคำถามของหลู่เม่าจง พลันประสานมือยิ้มกล่าวออกมา

..

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์