ตอนที่ 100
บทที่ 101: หลู่หยางเลเวลยี่สิบ พลังต่อสู้ทัดเทียมขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิด
บทที่ 101: หลู่หยางเลเวลยี่สิบ พลังต่อสู้ทัดเทียมขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิด
ในใจของทุกคนในตระกูลหลู่ ฐานะของเสิ่นว่านซานนั้นสามารถทัดเทียมกับหลิวป๋อเวินได้แล้ว
อย่างไรเสีย แม้หลิวป๋อเวินจะเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง ทว่าความสามารถของเขากลับโดดเด่นในด้านอื่น มิอาจช่วยเหลือตระกูลหลู่ในด้านการค้าได้
แต่เสิ่นว่านซานทำได้ ภายในเวลาเพียงห้าปีสั้นๆ เสิ่นว่านซานทำให้ตระกูลหลู่มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า
นี่คือความสามารถที่ยิ่งใหญ่เพียงใดกัน?
ความมั่งคั่งสองเท่าของตระกูลหลู่เชียวนะ?
ความมั่งคั่งของตระกูลหลู่คือสิ่งที่สะสมมานับพันปี ตลอดพันปีที่ผ่านมา ตระกูลหลู่มิใช่มีเพียงรายจ่ายโดยไม่มีรายรับ ความมั่งคั่งของตระกูลหลู่เพิ่มพูนขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว
ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังสามารถขยายเพิ่มขึ้นได้ถึงสองเท่า!
ความมั่งคั่งระดับนี้หากอยู่ในมือผู้อื่น ย่อมเท่ากับว่าผู้นั้นได้รับรากฐานของตระกูลขุนนางพันปีมาครองโดยปริยาย
เงินทองคือรากฐาน สิ่งนี้ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย
เสิ่นว่านซานทำให้ตระกูลหลู่เปลี่ยนแปลงไปมากเพียงนี้ มีหรือที่ตระกูลหลู่จะไม่ให้ความสำคัญต่อเขา?
การที่ตระกูลหลู่พยายามผูกมิตรและดึงตัวเสิ่นว่านซานไว้นั้นได้ผลดีมาก ตอนนี้ค่าความจงรักภักดีของเสิ่นว่านซานพุ่งสูงเกินกว่าเก้าสิบห้าแต้มแล้ว ด้วยระดับความจงรักภักดีนี้ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น เสิ่นว่านซานย่อมไม่มีทางทรยศแน่นอน
...
ภายในเวลาห้าปี นอกจากความเปลี่ยนแปลงของตระกูลหลู่ ตัวหลู่หยางเองก็เปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกัน
เริ่มจากความแข็งแกร่ง ตอนนี้เลเวลของหลู่หยางพุ่งไปถึงระดับ 20 แล้ว
หลู่หยางในเลเวลยี่สิบ มีพลังต่อสู้ปกติทัดเทียมกับระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุด หากใช้พลังพยัคฆ์คำรามร่วมกับผลของสุราวานร ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิดที่แท้จริง หลู่หยางก็ย่อมมีกำลังพอจะต่อสู้ด้วยได้
นี่มิใช่การกล่าวเกินจริง ทว่ามีหลักฐานอ้างอิง
การที่จางซานฟงคิดค้นวิชาไทเก๊กขึ้นมาตามเนื้อเรื่องควรจะเป็นเวลาหลังจากนี้อีกสิบกว่าปี ทว่าหลู่หยางเกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน เขาจึงวาดภาพมวยไทเก๊กยุคปัจจุบันส่งไปให้จางซานฟง
มวยไทเก๊กยุคปัจจุบันแม้จะเป็นเพียงท่ารำเพื่อสุขภาพ ทว่าย่อมต้องมีจุดร่วมที่เหมือนกัน สำหรับคนอย่างจางซานฟง เพียงแค่ได้รับแรงบันดาลใจเพียงนิด ย่อมสามารถบรรลุสิ่งที่ควรจะเป็นของเขาออกมาได้
ในปีที่สาม จางซานฟงประสบความสำเร็จในการทะลวงขอบเขตครึ่งก้าว เข้าสู่ขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิดได้สำเร็จ
หลู่หยางใช้พลังต่อสู้ในขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิดของจางซานฟง เป็นเกณฑ์ในการประเมินพลังต่อสู้ของตนเอง
ทว่าสิ่งที่ทำให้หลู่หยางรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างคือ ในโลกหลักกล่าวว่าขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิดจะมีความสามารถในการเคลื่อนย้ายวัตถุจากระยะไกล หรือการใช้คาถาบอลไฟ ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับไม่ปรากฏในตัวจางซานฟงเลย
(ขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิด หรือก็คือมหายอดคนเสียนเทียนนะคะ เป็นขอบเขตเดียวกัน แต่เรียกต่างกันเล็กน้อย เสียนเทียนความหมายคือ ก่อนที่สวรรค์นี้จะถือกำเนิดขึ้น)
อาจกล่าวได้ว่า จางซานฟงที่เข้าสู่ขอบเขตก่อนสวรรค์บังเกิด นอกจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและพละกำลังที่เพิ่มขึ้น ที่เหลือก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอื่นใดอีก
พลังประเภทเคลื่อนย้ายวัตถุหรือการใช้บอลไฟนั้นไม่มีอยู่จริงเลย
สุดท้ายเมื่อคิดไม่ตกหลู่หยางจึงไม่เก็บมาใส่ใจ บางทีโลกหลักที่ถูกรีเซ็ตใหม่อาจจะต่างจากโลกดันเจี้ยนก็เป็นได้?
เผลอๆ โลกหลักอาจจะมีความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ซ่อนอยู่ ใครจะไปรู้ได้เล่า?
การที่เลเวลของหลู่หยางเพิ่มขึ้นมากเพียงนี้ มีสาเหตุหลักอยู่สองประการ
ประการแรกคือเพื่อการฝึกทหาร กลุ่มโจรป่าของตระกูลหลู่มักจะออกไปสังหารกลุ่มโจรป่าของจริง รวมถึงพวกทหารมองโกลที่ข่มเหงราษฎร คนเหล่านี้มีความจงรักภักดีสูงยิ่ง เมื่อพวกเขาสังหารคน หลู่หยางย่อมได้รับค่าประสบการณ์ตามไปด้วย
ทว่าค่าประสบการณ์เหล่านี้เป็นเพียงส่วนน้อย ส่วนแบ่งก้อนใหญ่จริงๆ นั้นมาจากการที่หลู่หยางได้รับ 'คัมภีร์ลับประสานหยินหยาง' มาเล่มหนึ่ง
นั่นเป็นเหตุการณ์ตอนที่หลู่หยางรู้สึกเบื่อหน่าย จึงพาโจวจื่อรั่ว หรูอวี้ และหรูซิน ออกไปเที่ยวเล่น แล้วบังเอิญดรอปมาจากตัวจอมโจรเด็ดบุปผาคนหนึ่ง(โจรข่มขืนฉุดคร่าสตรี)
โจรเด็ดบุปผาผู้นั้นช่างไม่เจียมตัว บังอาจคิดไม่ดีต่อพวกโจวจื่อรั่วที่หลู่หยางพาออกมาด้วย จึงถูกพวกหลู่เม่าจงที่ติดตามมาพบเข้าและจับกุมตัวไว้ได้ทันควัน
สุดท้ายหลู่หยางเป็นผู้ลงมือสังหารโจรเด็ดบุปผาผู้นั้นด้วยตนเอง
โจรเด็ดบุปผามีวรยุทธ์ไม่สูงนัก อยู่เพียงระดับครึ่งก้าวปรมาจารย์แค่นั้น
ทว่าบนตัวของโจรเด็ดบุปผากลับดรอปคัมภีร์สกิลสีทองออกมาเล่มหนึ่ง ซึ่งก็คือสกิลที่มีนามว่า 'คัมภีร์ลับประสานหยินหยาง'
คัมภีร์ลับประสานหยินหยาง ตามชื่อของมัน ย่อมคือวิชาประสานสัมพันธ์เพื่อเพิ่มพูนพลังวัตร
พลังวัตรสำหรับหลู่หยาง มันก็คือค่าประสบการณ์นั่นเอง
เนื่องจากคัมภีร์ลับประสานหยินหยางเป็นไอเทมที่หลู่หยางดรอปมาได้ด้วยตนเอง เขาจึงสามารถเรียนรู้มันได้
หลังจากหลู่หยางอ่านคำอธิบายสกิลจบ เขาก็เรียนรู้วิชานี้ทันที
เขาเทแต้มสกิลทั้งหมดลงไปในวิชาประสานหยินหยางนี้
สุดท้ายวิชาประสานหยินหยางของหลู่หยางก็พุ่งขึ้นไปถึงเลเวลเจ็ดโดยตรง
เดิมทีหลังจากหลู่หยางเรียนรู้วิชาประสานหยินหยางแล้ว เขายังคิดอยู่ว่าจะไปหาใครมาทดลองวิชาดีหรือไม่
ทว่าสุดท้ายเขาก็พบว่าไม่จำเป็นเลย เพราะข้างกายเขาก็มีสาวงามระดับสุดยอดของยุคสมัยอยู่แล้วมิใช่หรือ?
ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา หลู่หยางจึงมีอนุภรรยาเพิ่มขึ้นอีกหลายคน
หลู่หยางได้รับวิชาประสานหยินหยางมาในปีที่สองของช่วงเวลาห้าปี หลังจากได้รับวิชามาแล้ว เขาก็เริ่มทดลองกับหรูอวี้และหรูซิน ทุกครั้งล้วนได้รับความสุขสำราญถึงขีดสุด ทั้งยังได้รับค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้นในระหว่างที่มีความสุขนั้นด้วย
หลังจากนั้นไม่นาน หลู่หยางจึงเลื่อนฐานะให้หรูอวี้กับหรูซินเป็นอนุภรรยา
ต่อมาอีกไม่นาน จูจิ่วเจินและอู๋ชิงอิงต่างก็ทยอยเข้าสู่ห้องนอนเพื่อปรนนิบัติหลู่หยาง
หลังจากผ่านการเติบโตมาสองปี จูจิ่วเจินและอู๋ชิงอิงก็มีค่าเสน่ห์พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด คือ 9.7 แต้ม
จูจิ่วเจินกับอู๋ชิงอิงที่มีค่าเสน่ห์ถึง 9.7 มาเสนอตัวให้ถึงที่ มีหรือที่หลู่หยางจะปฏิเสธ?
ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลอง หลู่หยางได้ครอบครองหยาดน้ำค้างแรกของทั้งสองนาง ทำให้เขาได้รับค่าประสบการณ์ก้อนโตมาครองโดยตรง
สุดท้ายคือโจวจื่อรั่ว ภายใต้การยั่วยุของพวกจูจิ่วเจิน นางก็แอบมุดเข้าไปในห้องของหลู่หยาง และกลายเป็นสตรีของเขาในที่สุด
ในบรรดาสาวงามทั้งหมด โจวจื่อรั่วมีค่าเสน่ห์สูงที่สุด หลังจากเติบโตมาสองปี ค่าเสน่ห์ของนางพุ่งไปถึง 9.9 เรียกได้ว่าเป็นสาวงามล่มเมืองอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ หลู่หยางจึงรับพวกนางทุกคนเป็นอนุภรรยา
หลู่หยางยังไม่ได้แต่งตั้งภรรยาเอก มิใช่ว่าเขาไม่อยากแต่ง ทว่าพวกโจวจื่อรั่วแต่ละคนหลู่หยางล้วนรักใคร่เอ็นดู การจะยกผู้ใดขึ้นเป็นภรรยาเอกย่อมไม่เป็นผลดี อีกทั้งหากแต่งตั้งแล้วย่อมมีเรื่องยุ่งยากตามมามากมาย เพราะฐานะของพวกนางแต่ละคนไม่ได้สูงส่งนัก หากจะตั้งเป็นภรรยาเอก เหล่าผู้อาวุโสตระกูลหลู่คงต้องมาเซ้าซี้หลู่หยางไม่หยุดหย่อนแน่ๆ
สุดท้ายหลู่หยางจึงตัดสินใจไม่แต่งตั้งผู้ใดเลย รอให้ชิงใต้หล้ามาได้ก่อนค่อยแต่งตั้งเป็นพระสนมให้หมดทุกคน โดยให้มีฐานะเท่าเทียมกัน เช่นนี้ย่อมยุติธรรมที่สุด
...