ให้ผมมาคุมห้องบ๊วย แต่ดันช่วยให้กอดคอกันติดมหาลัยได้ยกชั้น!

ตอนที่ 40

ภายในห้องสอบ

“กริ๊งงงงง——”

เสียงกริ่งเตรียมตัวก่อนสอบ 20 นาทีดังขึ้น เป็นการเร่งให้นักเรียนที่ยังไม่เข้าห้องสอบกลับไปยังห้องสอบของตัวเอง นักเรียนห้อง 14 ต่างทยอยนั่งประจำที่ เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ในห้องมีระดับคะแนนใกล้เคียงกัน คนในห้องจึงกระจายตัวอยู่ตามห้องสอบสามห้องแรกเป็นหลัก พวกเขาต่างหยิบอุปกรณ์เครื่องเขียนออกมา บางคนสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับสภาพ บางคนทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อผ่อนคลายเป็นครั้งสุดท้าย ทว่าสายตาของสมาชิกห้อง 14 ในห้องสอบที่สาม กลับหันไปมองที่นั่งว่างแถวหลังของห้องอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ

เจ้าของที่นั่งนั้น คือซูเสี่ยวหมาน

เธอจะมาไหมนะ?

คำถามนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในใจของนักเรียนห้อง 14 ทุกคน

หวังฮ่าวในตอนนี้กำลังนั่งตัวตรงเป๊ะอยู่ในห้องสอบของตัวเอง พยายามแสร้งทำเป็นนักเรียนระดับหัวกะทิ ทว่าดวงตาที่กรอกกลิ้งไปมากับขาที่สั่นระริกของเขากลับทรยศความไม่สงบในใจ เขาในตอนนี้กำลังต่อสู้กับตัวเองอย่างหนัก หากคุณหนูคนนั้นเกิดปอดแหกขึ้นมาจริงๆ สิ่งที่เขาโพสต์ข่มขวัญไว้ในกลุ่มเมื่อวานก็คงกลายเป็นเรื่องตลกแห่งปีไปเลยน่ะสิ? ชื่อเสียงความเป็น “ครูหวัง” ผู้ชอบสั่งสอนคนอื่นของเขาจะไม่พังพินาศหมดหรือ? ไม่ได้เด็ดขาด เพื่อหน้าตาของเขา เธอต้องมา!

จ้าวหมิ่นยังคงรักษาท่าทางเย็นชาดุจน้ำแข็ง ราวกับไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลยแม้แต่น้อย แต่มีเพียงคนที่นั่งใกล้เธอที่สุดเท่านั้นที่จะสังเกตเห็นว่า สายตาของเธอหันไปมองทางประตูไม่ต่ำกว่าสามครั้งแล้ว เธอเข้าใจความรู้สึกของการถูกโดดเดี่ยวและรายล้อมไปด้วยข่าวลือดีกว่าใคร และเข้าใจดียิ่งกว่าว่า การจะก้าวผ่านจุดนั้นไปในสถานการณ์เช่นนี้ ต้องใช้ความกล้าหาญมากเพียงใด

ส่วนหลินเทียน เขาดูเป็นคนที่จดจ่อที่สุด เริ่มหลับตาพักผ่อนและนึกทบทวนสูตรคณิตศาสตร์ในหัว แต่หากสังเกตให้ดี คุณจะพบว่านิ้วมือที่วางอยู่บนโต๊ะของเขากำลังเคาะเป็นจังหวะ แสดงให้เห็นถึงความกระวนกระวายใจ

สิ่งที่พวกเขารอคอย ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งเท่านั้น แต่เปรียบเสมือนการรอคำตอบ—คำตอบสุดท้ายที่เกี่ยวกับความสามัคคีของห้อง 14

“เอาล่ะ นักเรียนทุกคน เงียบกันหน่อย นักเรียนคนไหนที่ยังอ่านหนังสืออยู่ ช่วยนำหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการสอบทั้งหมดไปไว้นอกห้องเรียนด้วย กำลังจะเริ่มสอบแล้ว”

ครูคุมสอบประจำห้องสอบที่สามเดินถือปึกข้อสอบที่ปิดผนึกเข้ามา เขาเป็นชายวัยกลางคนที่ดูเคร่งขรึมและไม่ยิ้มแย้ม แววตาของเขาเย็นชามาก

ผ่านไปไม่กี่นาที เขากล่าวอีกครั้งว่า “ตอนนี้จะเริ่มแจกข้อสอบ เมื่อได้รับข้อสอบแล้ว ให้กรอกชื่อและรหัสประจำตัวผู้เข้าสอบก่อน ห้ามเริ่มทำข้อสอบก่อนเสียงกริ่งจะดัง”

ข้อสอบถูกส่งต่อจากข้างหน้าไปข้างหลังเสียงดัง “พรึ่บพรั่บ” ซึ่งเสียงนั้นดูชัดเจนเป็นพิเศษในห้องเรียนยามนี้

บนโต๊ะของซูเสี่ยวหมานเองก็ถูกวางข้อสอบไว้หนึ่งชุดเช่นกัน มันวางนิ่งสนิทอยู่ที่ตรงนั้น

เวลาในช่วงเวลานี้ดูช้าลง ทุกเสียง “ติ๊ก” ของเข็มวินาทีบนนาฬิกาแขวนผนัง ทำให้ใจคนฟังกระตุกวูบอย่างหาสาเหตุไม่ได้

หนึ่งนาที

สองนาที

ห้านาที

ที่นั่งตรงนั้นยังคงว่างเปล่า

ห้องสอบของหวังฮ่าวอยู่ข้างบันไดอาคารเรียน เมื่อเขายังไม่เห็นซูเสี่ยวหมานมาถึงสักที หน้าผากของหวังฮ่าวก็เริ่มมีเหงื่อซึม ในใจด่าทอซูเสี่ยวหมานไปหมื่นรอบ “คุณหนู เล่นอะไรอยู่เนี่ย? ถ้ายังไม่มาอีก ฉันจะถือว่าเธอหนีไปแล้วนะ!”

เฉินจิ้งอยู่ห้องสอบเดียวกับหวังฮ่าว แววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเฉินจิ้งกำลังค่อยๆ หม่นแสงลงทีละน้อย

ในขณะที่ครูคุมสอบยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา เตรียมจะประกาศระเบียบห้องสอบ

ทันใดนั้นเอง——

“เอี๊ยด——”

เสียงผลักประตูเบาๆ เสียงหนึ่ง

พรึ่บ!

ทุกคนหันไปทางประตูพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

แม้แต่ครูคุมสอบผู้เคร่งขรึมคนนั้นก็ยังหันมองไปด้วย

ใบหน้าที่ดูซีดเซียวเล็กน้อยแต่คุ้นเคยเป็นอย่างดีปรากฏขึ้น

คือซูเสี่ยวหมาน

เธอมาแล้ว

พูดถึงห้องสอบของหวังฮ่าวที่อยู่ชั้นล่าง เมื่อหวังฮ่าวเห็นร่างหนึ่งวิ่งขึ้นไปชั้นบนอย่างรวดเร็ว เขาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รู้สึกเหมือนตัวเองเกือบจะขาดใจตายไปแล้ว เขาละสายตากลับมาทันที แสร้งทำเป็นหน้านิ่งเก๊กๆ แบบ 'ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องมา' แต่รอยยิ้มที่มุมปากซึ่งห้ามไว้ไม่อยู่กลับฟ้องเขาจนหมดเปลือก

บนใบหน้าของเฉินจิ้งเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริง

จ้าวหมิ่นที่อยู่ใกล้ห้องสอบที่สามเห็นซูเสี่ยวหมานวิ่งผ่านไป แววตาของเธอก็อ่อนโยนลงมาก

หลินเทียนเห็นดังนั้น นิ้วที่เคาะโต๊ะอยู่ก็หยุดลง

ซูเสี่ยวหมานในวันนี้ต่างจากเจ้าหญิงผู้เปล่งประกายเมื่อหนึ่งเดือนก่อนราวกับเป็นคนละคน เธอสวมชุดนักเรียนที่ดูหลวมเล็กน้อย ทำให้เธอดูผอมบางไปถนัดตา เธอไม่ได้แต่งหน้า ใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางมีรอยแดงระเรื่อจากการรีบเร่งและความประหม่าที่ปิดไม่มิด ผมถูกมัดเป็นหางม้าอย่างเรียบง่าย มีปอยผมหลุดลุ่ยติดอยู่ที่ขมับเล็กน้อย

เธอไม่ได้พุ่งเข้ามาทันที แต่ยืนอยู่ที่หน้าประตู สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อน ราวกับกำลังสะสมความกล้าเพื่อก้าวข้ามธรณีประตูนี้ จากนั้นสายตาของเธอก็ผ่านเพื่อนร่วมชั้นทุกคนไปมองยังครูคุมสอบที่หน้าชั้นเรียน

ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมชั้นทั้งห้อง เธอก้าวเท้าเข้าไปในห้องเรียน

จากนั้นเธอก็โค้งคำนับครูคุมสอบอย่างนอบน้อม

"ครูคะ ขอโทษค่ะ หนูมาสาย"

คำพูดนี้มีไว้เพื่อครูคุมสอบเป็นอันดับแรก เพื่อขอโทษที่เธอละเมิดระเบียบห้องสอบ

มันยังเป็นคำพูดที่บอกกับตัวเอง เพื่อปิดฉากการหลีกหนีและความอ่อนแอของตัวเองตลอดเดือนที่ผ่านมา

และที่ยิ่งไปกว่านั้น มันคือคำพูดที่บอกกับห้อง 14 ทั้งห้อง เพื่อแสดงความขอโทษที่เคยทำตัวแปลกแยกและขาดหายไปจากการต่อสู้ร่วมกัน

ครูคุมสอบดูจะไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะมีการเปิดตัวเช่นนี้ เขาชะงักไปเล็กน้อย เมื่อมองนักเรียนที่ท่าทีจริงใจตรงหน้า สีหน้าที่เคร่งขรึมก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาโบกมือ "เอาล่ะ อย่ารบกวนเพื่อนคนอื่น รีบไปหาที่นั่งของเธอแล้วนั่งลงซะ"

"ขอบคุณค่ะคุณครู"

ซูเสี่ยวหมานยืดตัวตรง โค้งให้อีกครั้ง ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับ "สนามรบ" ที่เธอทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า

เพื่อนร่วมชั้นทั้งห้องสอบต่างหันมามองเธอ

เธอสัมผัสได้ถึงอารมณ์ซับซ้อนที่แฝงอยู่ในสายตาเหล่านั้น ทั้งความห่วงใย ความสงสัย ความให้กำลังใจ หรือแม้แต่อาจมีความสงสารเจือปนอยู่บ้าง

แต่กลับไม่มีสิ่งที่เธอหวาดกลัวที่สุดเลย นั่นคือการเยาะเย้ยและดูถูกเหยียดหยาม

สิ่งนี้ทำให้หัวใจที่ตึงเครียดของเธอผ่อนคลายลงได้เล็กน้อย

ระยะทางจากหน้าประตูห้องเรียนไปยังที่นั่งของเธอมีเพียงไม่กี่เมตร แต่ในความรู้สึกของซูเสี่ยวหมาน ระยะทางไม่กี่เมตรนี้ยาวนานราวกับผ่านไปหนึ่งศตวรรษ

เธอก้าวเดิน พยายามทำให้ฝีเท้าของตัวเองดูมั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ให้เซ

เธอเดินผ่านข้างจางเหว่ย เจ้าคนปากพล่อยที่มักจะส่งเสียงดังเอะอะในวันปกติ ตอนนี้กลับก้มหน้าก้มตาดูข้อสอบอย่างจริงจัง มีเพียงหางตาที่เหลือบมอง ส่งสายตามาให้เธอว่า "ฉลาดเลือกนะ"

เธอเดินผ่านข้างโจวหลิงหลิง เด็กสาวอ่อนโยนคนนั้นเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มที่อบอุ่นยิ่งกว่าแสงแดดมาให้เธอ แล้วพูดไร้เสียงด้วยปากว่า "สู้ๆ"

ไม่มีใครหันไปคุยกัน ไม่มีใครกระซิบกระซาบกัน

บรรยากาศโดยรวมเงียบสงัดจนน่าประหลาด

แต่ความเงียบนี้เองที่มอบความเคารพและพลังใจอันยิ่งใหญ่ที่สุดให้แก่ซูเสี่ยวหมาน พวกเขาไม่ได้มองการกลับมาของเธอเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรุมล้อมดู แต่กลับมองว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน เรื่องหนึ่ง—สหายร่วมรบที่พลัดหลงได้กลับบ้านแล้ว

ในที่สุด เธอก็เดินมาถึงที่นั่งของตัวเอง

เธอเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วนั่งลง

เธอกลับมาแล้ว

ในที่สุด เธอก็ได้กลับมาสู่สนามรบที่เป็นของเธอ

“กริ๊งงงง——”

เสียงกริ่งเริ่มสอบดังขึ้นในช่วงเวลานี้พอดี ราวกับกำลังต้อนรับการกลับมาของเธอเช่นกัน

“เริ่มสอบได้!” ครูคุมสอบออกคำสั่ง

ในห้องเรียนเหลือเพียงเสียงปลายปากกาจรดลงบนกระดาษดัง “แกรกๆ” เท่านั้น

ซูเสี่ยวหมานหยิบปากกาบนโต๊ะขึ้นมา แต่ในมือของเธอกลับรู้สึกหนักอึ้งราวกับมีน้ำหนักเป็นพันชั่ง เธอมองดูข้อสอบที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือตรงหน้า โจทย์หลายข้อดูแปลกตาไปหมดสำหรับเธอ

เธอรู้ดีว่านี่จะเป็นการสอบที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของเธอ

และเธอก็รู้ดีว่า เธออาจจะพ่ายแพ้อย่างราบคาบ

แต่เธอไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว

เพราะเพียงแค่เงยหน้าขึ้น เธอก็เห็นแผ่นหลังของเพื่อนร่วมชั้นแถวหน้ากำลังก้มหน้าก้มตาเขียนอย่างมุ่งมั่น และเพียงแค่หันไปข้างๆ เธอก็รับรู้ได้ถึงลมหายใจแห่งความจดจ่อของเพื่อนร่วมชั้นที่นั่งอยู่ข้างๆ

เธอไม่ได้อยู่คนเดียว

เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะบรรจงเขียนชื่อของตัวเองลงในช่องชื่อบนข้อสอบอย่างตั้งใจ

——ซู เสี่ยว หมาน

จากนั้น เธอก็มองไปที่ข้อสอบปรนัยข้อแรก

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์