ตอนที่ 72
ความสำเร็จของหลิวเชี่ยน
นับตั้งแต่ได้ทำสเปรย์เติมความชุ่มชื้นขึ้นมาด้วยตัวเองในห้องแล็บเคมี หลิวเชี่ยนก็หลงใหลในการสร้างสรรค์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
เมื่อก่อนเธอเคยทุ่มเงินทั้งกระเป๋าให้กับเครื่องสำอางเหล่านั้นโดยไม่เสียดาย แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
เธอเริ่มเกิดความสงสัยในเครื่องสำอางเหล่านั้น เธอไม่พอใจแค่การรู้ว่ามันใช้ดีอีกต่อไป แต่เธออยากรู้ว่าทำไมมันถึงใช้ดีต่างหาก
ภายใต้การอนุญาตโดยนัยของหยางหมิงอวี่และการสนับสนุนจากครูโจว ครูสอนวิชาเคมี กลุ่มการเรียนรู้ “เคมีและสุนทรียศาสตร์ในชีวิตประจำวัน” ก็กลายเป็นจุดสนใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้งระดับชั้น
กลุ่มการเรียนรู้อื่นๆ อาจถกเถียงกันเรื่อง “วิธีใช้ทฤษฎีบทค่าเฉลี่ยของลากรานจ์แก้โจทย์คณิตศาสตร์ข้อปราบเซียน” แต่กลุ่มของพวกเธอคุยกันเรื่อง “ความแตกต่างของประสิทธิภาพการซึมซาบของกรดไฮยาลูโรนิกที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่างกัน”
ในขณะที่เพื่อนคนอื่นท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่โถงทางเดินช่วงพัก พวกเธอกลับล้อมวงถกเถียงกันไม่หยุดเรื่องโครงสร้างโมเลกุลของ “เรสเวอราทรอล” สารต้านอนุมูลอิสระที่เพิ่งค้นพบใหม่
หลิวเชี่ยนแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเรียนรู้และทักษะความเป็นผู้นำที่น่าทึ่ง
เธอจัดทำ “ตารางติดตามความคืบหน้าโครงงานวิจัยกลุ่ม” อย่างละเอียด ตั้งแต่เรื่องการเติมความชุ่มชื้น การทำให้ผิวขาว ไปจนถึงการชะลอวัยและการป้องกันแสงแดด เธอถึงกับจัดตั้งคลังข้อมูลของกลุ่มอย่างจริงจัง โดยรวบรวมงานวิจัยและรายงานการวิเคราะห์ส่วนประกอบที่เธอหามาได้ไว้เป็นระเบียบ
แน่นอนว่าการวิจัยที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนโดยตรงนี้ย่อมใช้เวลาว่างไปไม่น้อย ในตอนแรกสมาชิกบางคนในกลุ่มก็กังวลว่ามันจะส่งผลกระทบต่อการเรียน
แต่ไม่นานนัก พวกเธอก็พบความจริงที่ทำให้ตัวเองต้องประหลาดใจ นั่นคือผลการเรียนวิชาเคมีของทุกคนกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
เหตุผลนั้นง่ายมาก
เมื่อในตำราเคมีพูดถึง “ปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน” เพื่อนคนอื่นอาจเห็นเพียงสมการเคมีที่แห้งแล้งในหัว แต่หลิวเชี่ยนและเพื่อนๆ กลับนึกถึงอิมัลซิไฟเออร์ที่ต้องเติมลงไปเพื่อให้ส่วนผสมน้ำและน้ำมันรวมตัวกันอย่างสมบูรณ์ในการทำครีม
เมื่ออาจารย์สอนเรื่องแนวคิด “คอลลอยด์” เพื่อนคนอื่นอาจกำลังท่องจำคุณสมบัติของมัน แต่หลิวเชี่ยนและกลุ่มเพื่อนกลับนึกถึงสารสกัดจากยีสต์ในน้ำตบพิเทร่าที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถส่องสว่างได้ด้วยปรากฏการณ์ทินดอลล์
พวกเธอเชื่อมโยงความรู้ทางเคมีที่เป็นนามธรรมเข้ากับสิ่งที่พวกเธอคุ้นเคยที่สุด
ความสนใจคือครูที่ดีที่สุด คำกล่าวนี้ได้รับบทพิสูจน์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดจากพวกเธอ
หลังจากประสบความสำเร็จในการทำลิปบาล์มในห้องแล็บอีกครั้ง ความทะเยอทะยานของหลิวเชี่ยนก็เริ่มขยายตัวมากขึ้น
เธอต้องการที่จะสร้างสรรค์
เธอเข้าไปหาครูโจวและเสนอไอเดียที่กล้าหาญยิ่งกว่าเดิม “ครูโจวคะ เราพอจะวิจัยหัวข้อที่ซับซ้อนกว่านี้ได้ไหมคะ? อย่างเช่น เรื่อง ‘สารลดแรงตึงผิว’?”
ครูโจวขยับแว่นพลางมองลูกศิษย์คนเก่งตรงหน้าแล้วถามยิ้มๆ ว่า “หือ? ทำไมถึงเป็นสารลดแรงตึงผิวล่ะ?”
หลิวเชี่ยนหยิบสมุดเล่มเล็กออกมา “เพราะหนูพบว่า สารลดแรงตึงผิวคือหัวใจของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทุกชนิด อย่างเช่น โฟมล้างหน้าหรือออยล์ล้างเครื่องสำอาง แต่ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดมักจะมีพลังทำความสะอาดแรงเกินไปจนทำลายปราการผิว หรือไม่ก็อ่อนโยนเกินจนล้างไม่สะอาด หนูอยากวิจัยดูว่าจะเป็นไปได้ไหมที่จะหาจุดสมดุลที่สามารถทำความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน?”
แววตาของครูโจวฉายแววชื่นชม
ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความสนใจธรรมดาแล้ว แต่เป็นการแตะเข้าสู่ปัญหาทางเทคนิคที่เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ในครัวเรือน
“ความคิดดีมาก” ครูโจวยืนยัน “แต่ว่างานวิจัยหัวข้อนี้มีความยากสูงมาก ต้องอาศัยข้อมูลการทดลองจำนวนมากมาสนับสนุน พวกเธอแน่ใจนะว่าจะท้าทายกับมัน?”
“แน่ใจค่ะ!” หลิวเชี่ยนและเพื่อนร่วมกลุ่มตอบเป็นเสียงเดียวกัน
ดังนั้นภายใต้การชี้แนะของครูโจว พวกเธอจึงเริ่มโครงการวิจัยอย่างเป็นทางการ พวกเธอตระเวนไปตามร้านเครื่องสำอางและซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วเมืองเพื่อกว้านซื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าทุกประเภท
ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ถัดมา ห้องแล็บเคมีแทบจะกลายเป็นบ้านหลังที่สองของพวกเธอ
พวกเธอเรียนรู้วิธีใช้เครื่องวัดค่าความเป็นกรด-ด่างที่แม่นยำเพื่อทดสอบค่า pH ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ เรียนรู้วิธีใช้งานเครื่องเหวี่ยงแยกสารเพื่อแยกส่วนประกอบต่างๆ ในผลิตภัณฑ์ และพวกเธอยังใช้หนังหมูมาจำลองผิวหนังมนุษย์เพื่อทดสอบระดับความเสียหายที่สารลดแรงตึงผิวแต่ละชนิดมีต่อชั้นขี้ไคลอีกด้วย
ในระหว่างกระบวนการนี้ย่อมเต็มไปด้วยอุบัติเหตุชวนหัวเราะทั้งน้ำตามากมาย
พวกเธอเคยผสมน้ำยาทำความสะอาดผิดชนิดจนเกิดฟองจำนวนมหาศาลล้นออกมาจากบีกเกอร์ท่วมโต๊ะทดลอง
พวกเธอยังเคยลืมสวมถุงมือแล้วใช้มือเปล่าสัมผัสวัตถุดิบที่เป็นเบสแก่ในการทำผลิตภัณฑ์สูตรสบู่ ผลคือมือทุกคนแห้งและสากไปหมด สุดท้ายต้องให้ครูโจวมาช่วยปรับสภาพด้วยกรดอะซิติกเจือจางถึงจะค่อยยังชั่ว
แต่ความล้มเหลวและอุปสรรคทั้งปวงไม่ได้ทำให้ความกระตือรือร้นของพวกเธอมอดดับลง กลับทำให้พวกเธอเกิดความเกรงขามและเข้าใจวิชาวิทยาศาสตร์เชิงทดลองอย่างเคมีได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
หลังจากต่อสู้กันมาเกือบหนึ่งเดือน พวกเธอได้รวบรวมข้อมูลการทดลองจนได้เป็นปึกหนา หลิวเชี่ยนได้สรุปข้อมูลและสิ่งที่ค้นพบทั้งหมดเข้าด้วยกัน
เธอพบว่าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสูตรสบู่ที่มีพลังทำความสะอาดสูงล้วนมีฤทธิ์เป็นเบสแก่ทั้งสิ้น ส่วนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสูตรกรดอะมิโนที่อ่อนโยน แม้ค่า pH จะใกล้เคียงกับผิว แต่ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดกลับต่ำกว่าโดยทั่วไป
หรือว่าความอ่อนโยนกับความสะอาดจะเป็นความขัดแย้งที่ไม่อาจประสานกันได้จริงๆ?
ในขณะที่งานวิจัยกำลังติดขัด หลิวเชี่ยนได้พบ “สารลดแรงตึงผิวชนิดประจุผสม” ชนิดใหม่ขณะค้นคว้าเอกสารต่างประเทศ ส่วนประกอบนี้สามารถแสดงคุณสมบัติที่ต่างกันในสภาพแวดล้อมที่มีค่า pH ต่างกัน ราวกับเป็น “กิ้งก่าเปลี่ยนสี”
การค้นพบนี้ทำให้คนทั้งกลุ่มตื่นเต้นกันมาก!
พวกเธอรีบปรับทิศทางการวิจัยทันที โดยมุ่งเน้นไปที่การทดสอบประสิทธิภาพของสารลดแรงตึงผิวชนิดใหม่นี้
ในที่สุดพวกเธอก็สรุปผลงานวิจัยทั้งหมดเป็นบทความวิจัยขนาดสามสิบหน้า ในหัวข้อ “การศึกษาแนวโน้มการประยุกต์ใช้สารลดแรงตึงผิวชนิดประจุผสมกลุ่มอัลคิลเบทาอีนในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าแบบอ่อนโยน”
ภาษาในบทความอาจยังดูอ่อนหัดและเงื่อนไขการทดลองค่อนข้างจำกัด แต่ข้อมูลที่ครบถ้วนและข้อสรุปที่ชัดเจนก็เพียงพอที่จะทำให้ครูสอนเคมีทุกคนต้องหันมาให้ความสนใจ
ครูโจวตื่นเต้นจนนอนไม่หลับทั้งคืนหลังจากอ่านบทความนี้ วันรุ่งขึ้นเธอจึงนำบทความไปหาหยางหมิงอวี่
“หมิงอวี่ คุณรู้ไหม? โรงเรียนเราอาจจะมี ‘มาดามคูรี’ คนใหม่ในอนาคตแล้ว!”
หยางหมิงอวี่อ่านบทความแล้วเผยรอยยิ้มออกมาอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด
เขาเสนอแนะกับครูโจวว่าให้ลองปรับแก้บทความนี้เล็กน้อยเพื่อไปเข้าร่วม “การประกวดนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเยาวชนเมืองเจียงเฉิง” ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
ข้อเสนอนี้ทำให้หลิวเชี่ยนและกลุ่มของเธอตกใจไม่น้อย
“การประกวดนวัตกรรมเหรอคะ? นั่นไม่ใช่เรื่องที่พวกนักเรียนระดับหัวกะทิเขาเล่นกันหรอกเหรอคะ? เรา... เราจะทำได้เหรอคะ?” หลิวเชี่ยนดูไม่ค่อยมั่นใจนัก
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?” หยางหมิงอวี่ถามกลับ “งานวิจัยของพวกเธอมาจากชีวิตจริง ตรรกะรัดกุม ข้อมูลเป็นความจริง และข้อสรุปมีความสร้างสรรค์ นี่สอดคล้องกับจิตวิญญาณของนวัตกรรมเทคโนโลยีอย่างสมบูรณ์ พวกเธอต้องเชื่อมั่นว่าความรู้ของพวกเธอมีคุณค่าอย่างแท้จริง”
ภายใต้การให้กำลังใจของหยางหมิงอวี่และครูโจว ในที่สุดหลิวเชี่ยนและเพื่อนๆ ก็รวบรวมความกล้าส่งบทความเข้าประกวด
วันเวลาหลังจากนั้นคือการรอคอยที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและความคาดหวัง
และหลิวเชี่ยนเองก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเพราะงานวิจัยครั้งนี้
เธอไม่เสียเวลาแต่งหน้าวันละหนึ่งชั่วโมงอีกต่อไป เพราะเธอรู้ว่าความงามที่แท้จริงมาจากปราการผิวที่สุขภาพดี ไม่ใช่รองพื้นหนาเตอะ
เธอไม่หลงเชื่อโฆษณาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าอีกต่อไป เพราะตอนนี้เธอมองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งว่าเบื้องหลังคำโฆษณาที่สวยหรูเหล่านั้นแท้จริงแล้วคือ “เทคโนโลยีและสารพัดเล่ห์เหลี่ยม” หรือเป็นเพียง “ภาษีความเขลา” กันแน่
เธอยังเริ่มศึกษาล่วงหน้าในวิชาฟิสิกส์และชีววิทยาที่เธอเคยเกลียดที่สุด เพราะเธอพบว่าไม่ว่าจะเป็นหลักการการสะท้อนทางกายภาพของครีมกันแดด หรือการเผาผลาญของเซลล์ผิว ล้วนไม่อาจขาดพื้นฐานจากวิชาเหล่านี้ไปได้
คลังความรู้ของเธอกำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุด รายชื่อผู้ได้รับรางวัลจากการประกวดก็ถูกประกาศออกมา
บ่ายวันนั้น หยางหมิงอวี่เดินถือประกาศนียบัตรรางวัลสีแดงเข้ามาในห้องเรียนของห้อง 14
ทุกคนต่างพากันรุมล้อมเข้าไปดู
“ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับนักเรียนหลิวเชี่ยนจากห้อง 14 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และกลุ่มวิจัย ‘เคมีและสุนทรียศาสตร์ในชีวิตประจำวัน’ ที่ได้รับรางวัลที่สาม สาขาเคมี จากการประกวดนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเยาวชนเมืองเจียงเฉิง ครั้งที่ 20!”
เสียงโห่ร้องยินดีระเบิดขึ้นทั่วห้องเรียนทันที!
ถึงจะเป็นแค่รางวัลอันดับสาม แต่สำหรับหลิวเชี่ยนและห้อง 14 แล้ว นี่ถือเป็นรางวัลที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
หลิวเชี่ยนยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนขณะจ้องมองชื่อของตัวเองบนประกาศนียบัตร น้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไป
หยางหมิงอวี่เดินมาข้างๆ เธอแล้วส่งทิชชู่ให้พลางยิ้ม “ยินดีด้วยนะ ว่าที่หัวหน้านักพัฒนาสูตรเครื่องสำอาง ตอนนี้เธอยังคิดว่าการเรียนจะทำให้เด็กผู้หญิงดูแย่ลงอีกไหม?”
หลิวเชี่ยนรับทิชชู่มาเช็ดน้ำตาพลางมองหยางหมิงอวี่
“ไม่ค่ะ” เธอส่ายหน้าแรงๆ “การเรียนมีแต่จะทำให้เราสวยขึ้น และแข็งแกร่งขึ้นค่ะ”