ให้ผมมาคุมห้องบ๊วย แต่ดันช่วยให้กอดคอกันติดมหาลัยได้ยกชั้น!

ตอนที่ 71

การเดินทางตามหารากเหง้า

โจวเทา นักเรียนที่มีปัญหาชื่อดังแห่งโรงเรียนมัธยมเจียงเฉิงแห่งที่หนึ่ง การบ้านของเขาคือการให้ไปศึกษานิยายออนไลน์ต่อ เรื่องนี้ถ้าบอกใครออกไปคงไม่มีใครเชื่อแน่

แต่เรื่องนี้กลับเกิดขึ้นจริง และลึกๆ ในใจของเขานั้นไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกต่อต้าน แต่กลับรู้สึกตื่นเต้นที่ได้รับการยอมรับ

อาจารย์หยางเข้าใจเขา

ตั้งแต่สมัยมัธยมต้น เขาเปลี่ยนครูประจำชั้นมานับไม่ถ้วน ทุกคนต่างพยายามใช้วิธี “อุด” เพื่อดัดนิสัยเขา ทั้งยึดของ ทั้งตำหนิ ทั้งเชิญผู้ปกครอง สามไม้ตายนี้ลงมา นอกจากจะทำให้เขาต่อต้านมากขึ้นแล้ว ก็ไม่ได้ผลอะไรเลย

มีเพียงหยางหมิงอวี่เท่านั้นที่เลือกวิธี “การระบาย”

ความรู้สึกที่ถูกมองว่าเป็นคนพวกเดียวกันนี้ ทำให้โจวเทาเกิดความคิดที่ว่า “จะทำให้อาจารย์หยางผิดหวังไม่ได้”

ดังนั้น ในการเรียนด้วยตนเองตอนเย็นวันหนึ่ง โจวเทาทำในสิ่งที่ผิดวิสัยคือไม่แตะต้องนิยายออนไลน์เล่มนั้นอีก เขาเปิดสมุดการบ้านเล่มใหม่ แล้วเขียนตัวอักษรตัวใหญ่สี่ตัวว่า “การบ้านเฉพาะบุคคล” อย่างตั้งอกตั้งใจ จากนั้นเขาก็เริ่มการเดินทางตามหารากเหง้าของตนเอง

แน่นอนว่าการจะหวังให้เด็กหนุ่มที่จมปลักอยู่กับนิยายออนไลน์ที่มีจังหวะรวดเร็ว หันมานั่งอ่านสื่อจี้อย่างออกรสออกชาตินั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

การเดินทางตามหารากเหง้าของโจวเทาเริ่มต้นขึ้นอย่างยากลำบากผิดปกติ

เขาเปิดสื่อจี้ ไม่มีฉากต่อสู้ที่เร้าใจ ไม่มีสมบัติวิเศษเท่ๆ กระทั่งนางเอกที่ดูดีสักคนก็ยังไม่มี เปิดเรื่องมาก็เป็นพงศาวดารห้าจักรพรรดิ หวงตี้ จวนซวี ตี้คู่... เหล่านี้คือชื่อที่เขาจะเห็นเฉพาะตอนเล่นเกมเท่านั้น

สิบนาทีผ่านไป โจวเทาก็เริ่มหนังตาหนักอึ้ง หัวของเขาสัปหงกเหมือนลูกเจี๊ยบจิกกินข้าว

ไม่ได้! จะหลับไม่ได้! เส้นทางสู่การเป็นอัจฉริยะจะยอมแพ้แค่นี้ได้ยังไง!

โจวเทาหยิกต้นขาตัวเองแรงๆ เพื่อฝืนให้ตื่นตัว เขาตระหนักได้ว่าการอ่านตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนอ่านนิยายคงไม่ได้ผลแน่ เขาต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่

เขานึกถึงคำพูดของหยางหมิงอวี่ คือการมองหนังสือเหล่านี้เป็นหนังสืออ้างอิง

จริงด้วย! หนังสืออ้างอิง!

เขาเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมา จึงหยิบนิยายแฟนตาซีเล่มนั้นออกมาอีกครั้งแล้วเปิดไปยังตอนที่ชอบที่สุด ซึ่งพระเอกได้รับกระบี่วิเศษโบราณที่ชื่อว่า “กระบี่เจ็ดดาวหลงหยวน” ที่มีพลังอำนาจมหาศาล

“กระบี่เจ็ดดาวหลงหยวน” แค่ชื่อก็ฟังดูเท่ไม่เบา โจวเทาตัดสินใจว่าเป้าหมายแรกในการตามหารากเหง้าของเขาคือสิ่งนี้!

เขาละทิ้งหนังสือสื่อจี้เล่มหนาเตอะที่อ่านไม่ลง แล้วหันไปเปิดพจนานุกรมวิจารณ์บทกวีถังและซ่งฉือแทน เขาค้นหาอย่างบ้าคลั่งในสารบัญ ในที่สุดก็พบเบาะแสในมุมเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตา

ในบทกวีเป่าเจี้ยนของหลี่เฉียว กวีสมัยราชวงศ์ถัง มีประโยคหนึ่งว่า “กระบี่หลงหยวนเจ็ดดาวก่อกำเนิด วิถีงูร้อยถักทอสำเร็จ”

โจวเทาไล่อ่านตามหมายเหตุ ที่แท้กระบี่หลงหยวนหรือกระบี่หลงเฉวียนนั้น เป็นหนึ่งในสิบกระบี่เลื่องชื่อของจีนโบราณ สร้างโดยโอวเย่จื่อ ปรมาจารย์ช่างตีเหล็กในยุคชุนชิว ตำนานเล่าว่าเขาขุดภูเขาฉือซาน ปล่อยน้ำจากลำธารในเขาให้ไหลมายังสระเจ็ดแห่งที่เรียงรายเป็นรูปดาวเหนือข้างเตาหลอม จึงเรียกว่า “เจ็ดดาว” เมื่อตีดาบเสร็จ ก้มมองตัวดาบจะดูเหมือนปีนขึ้นยอดเขาสูงแล้วมองลงไปในห้วงลึก ทั้งดูเลื่อนลอยและลึกล้ำ ราวกับมีมังกรยักษ์ขดตัวอยู่ จึงได้ชื่อว่า “หลงหยวน”

“โอ้โห! ที่มาเป็นแบบนี้นี่เอง!”

โจวเทาสบถออกมาคำหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกเหมือนได้ขุดพบขุมทรัพย์ ที่แท้นักเขียนยอดฝีมือคนที่เขาบูชานั้นไม่ได้จินตนาการขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นการหยิบยืมเอาเรื่องราวที่บรรพบุรุษส่งต่อกันมาหลายพันปีมาใช้อย่างแยบยล

ความรู้สึกนี้มันวิเศษจริงๆ!

เขารู้สึกเหมือนทะลวงจุดชีพจรสำคัญได้ จนเกิดความกระตือรือร้นขึ้นมาทันที เขานึกถึงเม็ดยา “จูกั่ว” ในนิยายที่ตัวเอกกินแล้วเพิ่มพลังลมปราณได้ร้อยปี เขาจึงลองเปิดหนังสือสื่อจี้ดูด้วยความรู้สึกอยากลอง แต่แน่นอนว่าไม่พบข้อมูลอะไรเลย แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ เปลี่ยนไปพึ่งพาคอมพิวเตอร์ในห้องพักครูแทน

ภายใต้การอนุญาตโดยนัยของหยางหมิงอวี่ เขาพิมพ์คำว่า “เรื่องราวของจูกั่ว” ลงในช่องค้นหา

หน้าเว็บเปลี่ยนไป หนังสือโซวเสินจี้บันทึกไว้ว่า “ทางใต้นี้มีต้นไม้สีแดง ต้นหนึ่งเรียกว่า ‘ต้นไม้อมตะ’ กินแล้วจะยืนยาวดุจฟ้าดิน”

สมองของโจวเทาดัง “วิ้ง” ขึ้นมาอีกครั้ง

เขาตามเบาะแสนี้ไป จนพบ “ยาอมตะ” และ “ท้อสวรรค์แห่งเหยาฉือ” ในคัมภีร์ขุนเขาและท้องทะเล กระทั่งเชื่อมโยงไปถึงประวัติศาสตร์การที่จิ๋นซีฮ่องเต้ส่งสวีฝูออกทะเลไปตามหายาอายุวัฒนะ...

เขาพบว่าเบื้องหลังการตั้งค่าแฟนตาซีที่ดูเหมือนแยกจากกันเหล่านี้ กลับเชื่อมโยงกับโลกวัฒนธรรมที่ถักทอด้วยตำนาน ประวัติศาสตร์ และปรัชญาเข้าด้วยกัน

คืนนี้ โจวเทานอนไม่หลับ

เขาไม่ได้อ่านนิยาย ในสมองของเขามีทั้งภาพพระเอกถือกระบี่ออกเดินทางไปทั่วโลกอันแสนสง่างาม สลับกับเรื่องราวและตำนานต่างๆ

ในอีกไม่กี่วันต่อมา โจวเทาเหมือนกลายเป็นคนละคน

เขาไม่เอาแต่ดูนิยายทั้งในและนอกเวลาเรียนอีกต่อไป เขาไม่พอใจกับการค้นหาทางเน็ตอีกแล้ว แต่กลายเป็นแขกประจำของห้องสมุดโรงเรียน เขาอ่านตั้งแต่บันทึกประวัติศาสตร์สื่อจี้ไปจนถึงกลยุทธ์รัฐศึกจั้นกั๋วเช่อ อ่านตั้งแต่บทกวีถังและซ่งฉือไปจนถึงตำนาน แม้ว่าจะยังเป็นการอ่านแบบผ่านๆ อยู่ก็ตาม

เพื่อนร่วมโต๊ะของเขาประหลาดใจที่เห็นว่าบนโต๊ะเรียนของโจวเทามีหนังสือเรื่อง “ชื่อซัวซินอวี่” (เรื่องเล่าในโลกแห่งถ้อยคำ) วางอยู่

แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงนี้คือคะแนนวิชาภาษาจีนของเขาเริ่มไต่ระดับขึ้น

ส่วนการบ้านเฉพาะบุคคลก็ถูกเขาเขียนจนหนาขึ้นเรื่อยๆ ข้างในแปะเต็มไปด้วยข้อมูลต่างๆ และความรู้สึกหลังอ่านของเขา

ในที่สุดก็เห็นผลในคาบวิชาภาษาจีนคาบหนึ่ง เป็นคาบเรียนเปิดที่สอนเรื่องงานเขียนอมตะอย่าง “เซียวเหยาโหยว” (อิสระเสรี) ของจวงจื่อ

หยางหมิงอวี่สอนได้อย่างลึกซึ้งแต่เข้าใจง่าย จาก “เป่ยหมิงโหย่วอวี๋” (ปลาในทะเลเหนือ) ไปจนถึง “ถวนฝูเหยาเอ๋อร์ซ่างเจ่อจิ่วว่านหลี่” (ทะยานขึ้นสู่ที่สูงเก้าหมื่นลี้) ถ่ายทอดจินตนาการอันกว้างไกลของจวงจื่อออกมาได้อย่างหมดเปลือก

ตอนที่สอนถึงประโยค “รั่วฟูเฉิงเทียนตี้จือเจิ้ง เอ๋อร์อวี้ลิ่วชี่จือเปี้ยน อี่โหยวอู๋ฉงเจ่อ ปี๋เฉี่ยเอ้อหูไต้ไจ๋” (ผู้ที่อาศัยความถูกต้องแห่งฟ้าดิน ควบคุมความแปรปรวนแห่งหกปราณ เพื่อท่องเที่ยวไปในความไร้ขอบเขต เขาจะยังต้องพึ่งพาสิ่งใดอีกเล่า) หยางหมิงอวี่เพื่อให้นักเรียนเข้าใจได้ดีขึ้น จึงตั้งคำถามที่สมจริงมากคำถามหนึ่งว่า

“นักเรียนทุกคน เราต่างเคยดูนิยายและละครแนวเซียนเซียมาเยอะ ซึ่งในนั้นมีการ ‘เหาะเหินด้วยกระบี่’ กันทั้งนั้น แล้วพวกเธอล่ะคิดว่า การ ‘เหาะเหินด้วยกระบี่’ ในนิยายกับระดับขั้นของการ ‘อาศัยความถูกต้องแห่งฟ้าดิน’ ที่จวงจื่อบรรยายไว้ที่นี่ มีความแตกต่างกันอย่างไรในเชิงแก่นแท้?”

ในห้องเรียนเงียบกริบ

มันยากเกินไป

นี่มันเกินขอบเขตตำราเรียนไปแล้ว ต้องอาศัยทักษะการเชื่อมโยงความรู้และการคิดวิเคราะห์ที่สูงมาก

ในห้องเรียน มีเพียงโจวเทาเท่านั้นที่ตาเป็นประกายเมื่อได้ยินคำว่า “เหาะเหินด้วยกระบี่”

นี่มันเกิดมาเพื่อเขาชัดๆ!

เขารู้สึกว่าเขามีเรื่องอยากจะพูด

แต่ว่า... ยกมือเหรอ?

ท่าทางนี้เขาไม่ได้ทำมาตั้งแต่ ม.2 แล้ว เขากลัว กลัวตอบผิด กลัวถูกหัวเราะเยาะ

เมื่อเห็นบรรยากาศเริ่มอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ โจวเทาก็ตัดสินใจยกมือขึ้น

โจวเทา? เขายกมือเหรอ? พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วหรือไง?

หยางหมิงอวี่เองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเรียกขึ้นว่า “นักเรียนโจวเทา?”

“อาจารย์ครับ ผมอยากจะลองตอบดูครับ”

โจวเทาลุกขึ้นยืน “ผมคิดว่าความแตกต่างของสองสิ่งนี้ ถ้าจะพูดแบบที่เราอ่านนิยายกันก็คือความแตกต่างของ ‘ระดับขั้น’ ครับ”

พอคำว่า “ระดับขั้น” ออกมา นักเรียนทั้งห้องก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที

โจวเทาเริ่มมั่นใจขึ้น “การ ‘เหาะเหินด้วยกระบี่’ ในนิยาย พูดง่ายๆ ก็ยังเป็นการบินแบบ ‘การมีเงื่อนไข’ ครับ มันต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก นั่นคือตัวกระบี่บินนั้นเอง วัสดุของกระบี่ดีไหม ระดับสูงหรือไม่ เป็นตัวตัดสินความเร็วและความสูงของการบินโดยตรง เหมือนกับนกขนาดเล็กที่จวงจื่อพูดถึงก่อนหน้านี้ ที่ ‘บินขึ้นไปอย่างรวดเร็ว บินไปเกาะต้นไม้เล็กๆ แล้วก็หยุด’ มันบินได้ แต่ความสูงของมันถูกจำกัดด้วยต้นไม้ ดังนั้น ‘การเหาะเหินด้วยกระบี่’ ถึงจะดูเท่ แต่โดยเนื้อแท้แล้วยังถูกผูกมัดด้วยวัตถุภายนอก จึงนับว่าไม่ใช่ความอิสระที่แท้จริงครับ”

คำพูดนี้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างลึกซึ้งแต่เข้าใจง่าย กระทั่งหยางหมิงอวี่เองยังเผยแววตาชื่นชมออกมา

โจวเทายิ่งพูดก็ยิ่งไหลลื่น เขาเริ่มอ้างอิงเรื่องราวที่เขาเพิ่งอ่านเจอมา “ในสื่อจี้ บทชีวประวัติจอมยุทธ์ กล่าวไว้ว่า จอมยุทธ์ ‘ไม่รักตัวกลัวตาย’ เป็นการพูดถึงความหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ แต่พระเอกในนิยายหลายคนปากบอกว่ารักแค้นต้องชำระ แต่จริงๆ แล้วสมบัติวิเศษและพลังบำเพ็ญของตัวเองคือสิ่งที่หวงแหนที่สุด ดังนั้นพวกเขาจึงยังห่างไกลจากคำว่า ‘จอมยุทธ์’ ที่แท้จริงมากครับ”

“ส่วนที่จวงจื่อกล่าวว่า ‘อาศัยความถูกต้องแห่งฟ้าดิน และปรับตัวเข้ากับความแปรปรวนแห่งธรรมชาติทั้งหก’ นี่สิถึงจะเป็น ‘การไร้เงื่อนไข’ ที่แท้จริง เป็นระดับขั้นสูงสุด เขาไม่ต้องการกระบี่ ไม่ต้องการสมบัติวิเศษใดๆ เขาพึ่งพากฎของฟ้าดิน พึ่งพากฎแห่งจักรวาล เขาเป็นหนึ่งเดียวกับวิถี กลมกลืนไปกับธรรมชาติ ซึ่งในนิยายแฟนตาซีก็เทียบเท่ากับการบรรลุถึงระดับขั้นสูงสุดอย่าง ‘วาจาสิทธิ์’ และ ‘การหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดิน’ ดังนั้นสิ่งหนึ่งคือ ‘รูปธรรม’ ที่จับต้องได้ อีกสิ่งหนึ่งคือ ‘วิถี’ ที่ไร้รูปลักษณ์ นี่คือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของทั้งสองสิ่งนี้ครับ”

ไม่กี่วินาทีต่อมา หยางหมิงอวี่ก็เป็นคนแรกที่เริ่มปรบมือ

ต่อจากนั้น ทั้งห้องก็ระเบิดเสียงปรบมืออันกึกก้อง

สายตาที่เพื่อนๆ มองโจวเทาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากเชื่อ นี่คือโจวเทาคนที่เอาแต่นอนในห้องเรียนและในหัวมีแต่เรื่องการต่อสู้ฆ่าฟันจริงหรือ? คำพูดเมื่อครู่นี้เขายกตำรามาอ้างอิงได้อย่างดีเยี่ยม นี่มันนักเรียนระดับหัวกะทิชัดๆ!

ใบหน้าของโจวเทาแดงก่ำ

ความรู้สึกนี้ทำให้เขารู้สึกมีความสุขและพึงพอใจยิ่งกว่าตอนที่พระเอกในนิยายได้รับสมบัติวิเศษโบราณเสียอีก

เขาพบว่าที่แท้การมีความรู้ทางวัฒนธรรมมันเป็นเรื่องที่เท่และยอดเยี่ยมขนาดนี้นี่เอง!

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์