ตอนที่ 347
งานเลี้ยงสำเร็จการศึกษา
เขาขยับคอเล็กน้อย ก่อนจะหยิบแก้วเหล้าขึ้นมา
"สวัสดีนักเรียนทุกคนและอาจารย์ทุกท่านครับ ผมเป็นพ่อของหวังฮ่าว เป็นคนบ้านๆ หยาบๆ ครับ"
ทั้งห้องเงียบกริบลงทันที
"เมื่อก่อนผมคิดว่าการเลี้ยงลูกชายก็เหมือนเลี้ยงหมู ขอแค่ให้อาหารอิ่มๆ เลี้ยงให้ตัวขาวอ้วนท้วนสมบูรณ์ก็พอ ส่วนเรื่องเรียนน่ะเหรอ? นั่นเป็นหน้าที่ของครู ไม่เกี่ยวกับผมหรอก อย่างแย่ที่สุดก็แค่เอาเงินฟาดหัวซื้อใบปริญญาให้ แล้วกลับมาสืบทอดกิจการของผมก็จบ"
หวังเจี้ยนกั๋วหัวเราะเยาะตัวเองเล็กน้อย พลางเหลือบมองลูกชายที่นั่งอยู่ข้างๆ
"แต่ว่าตลอดปีกว่าที่ผ่านมา ผมพบว่าเจ้าเด็กนี่เปลี่ยนไปแล้ว เขาเริ่มมาพูดคุยเรื่องการบริหาร เรื่องตลาดกับผม แถมยังกล้าชี้หน้าบอกในที่ประชุมคณะกรรมการว่าการตัดสินใจของผมมันผิด"
พูดมาถึงตรงนี้ ขอบตาของหวังเจี้ยนกั๋วก็เริ่มร้อนผ่าว
"วันนั้นเขาพูดกับผมว่า 'พ่อครับ พ่อหาเงินมาเหนื่อยมาก ผมอยากช่วยลดภาระให้พ่อบ้าง' วินาทีนั้นผมก็รู้เลยว่าลูกชายของผมโตแล้ว และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะเขาได้พบกับครูที่ดี"
เขาหันไปทางหยางหมิงอวี่แล้วโค้งคำนับให้ด้วยความเคารพอย่างสูง
การให้เกียรติอย่างกะทันหันนี้ทำให้หยางหมิงอวี่ตกใจจนรีบลุกขึ้นไปประคองตัวเขาไว้ "คุณหวังครับ ทำอะไรครับเนี่ย เกรงใจผมเกินไปแล้วครับ"
"ไม่ครับ การคำนับครั้งนี้คุณรับได้" หวังเจี้ยนกั๋วยืดตัวตรง มือใหญ่โบกไปมาพลางหยิบเช็คใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
"ผมมันคนธรรมดาทั่วไป ไม่รู้จะให้อะไรดี ได้ยินมาว่าอาจารย์หยางตั้งกองทุนการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนและอาจารย์รุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์ เรื่องนี้ดีครับ! เป็นการสร้างบุญสร้างกุศล!"
เขาวางเช็คใบนั้นลงบนโต๊ะเสียงดังปัง
"นี่คือเงินหนึ่งหมื่น ถือเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากผมหวังเจี้ยนกั๋ว ต่อไปถ้ากองทุนขาดแคลนเงินเมื่อไหร่ ติดต่อผมได้ตลอด! ผมหวังเจี้ยนกั๋วไม่มีอะไรมาก นอกจากเงิน! ได้ใช้เงินเพื่อการศึกษา และได้ใช้กับคนอย่างอาจารย์หยาง คุ้มค่าครับ!"
"ว้าว——"
ทั้งห้องระเบิดเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ
หนึ่งหมื่น! ในยุคนั้นถือเป็นเงินก้อนโตมหาศาลทีเดียว
"พ่อ! พ่อเท่มาก!" หวังฮ่าวตื่นเต้นจนกระโดดขึ้นไปกอดพ่อของเขา "พ่อคือไอดอลของผมเลย!"
"ไปไปไป ไหนเมื่อกี้ใครบอกว่าจะซื้อสถานพักฟื้นผู้สูงอายุให้พ่อ? พ่อยังไม่แก่สักหน่อย!" แม้หวังเจี้ยนกั๋วจะทำปากเสีย แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับบานสะพรั่ง
นี่ไม่ใช่แค่การบริจาค แต่เป็นการยอมรับ และเป็นการแสดงความเคารพสูงสุดจากพลังของสังคมที่มีต่ออุดมการณ์ทางการศึกษา
หยางหมิงอวี่มองเช็คใบนั้นโดยไม่ได้ปฏิเสธ
เขารู้ดีว่านี่คือรากฐานของกิจการด้านการศึกษาในอนาคต
"ดี!" หยางหมิงอวี่ชูแก้วเหล้าขึ้น "ในเมื่อคุณหวังใจถึงขนาดนี้ ผมก็จะขอแสดงจุดยืนบ้าง เงินก้อนนี้ทุกบาททุกสตางค์จะถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เราจะทำให้เด็กๆ อย่างหลินเทียนและจ้าวหมิ่นมีโอกาสเปลี่ยนโชคชะตา และทำให้ครูโง่ๆ อย่างผมมีความกล้าพอที่จะยึดมั่นในอุดมการณ์ต่อไป!"
"ชนแก้ว!"
"ชนแก้ว!!!"
แก้วเหล้าหลายสิบใบกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งก้องกังวาน
งานเลี้ยงสังสรรค์ดื่มกินดำเนินต่อไปจนถึงเวลาห้าทุ่ม
ไม่มีใครอยากจะจากไปไหนเลย
แม้ทุกคนจะอิ่มกันถ้วนหน้าแล้ว แต่ก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม พูดคุยสนทนากัน ราวกับว่าตราบใดที่งานเลี้ยงไม่เลิกรา ช่วงเวลาสามปีนี้จะไม่มีวันสิ้นสุดลง
ซูเสี่ยวหมานนั่งข้างๆ เวินจิ้ง ผู้หญิงสองคนที่เคยมีความสัมพันธ์ที่ "ซับซ้อน" ในตอนนี้นั่งอยู่เคียงข้างกันราวกับพี่น้องแท้ๆ
"ครูเวินคะ ต่อไปถ้าอาจารย์หยางรังแกครู ครูบอกหนูนะคะ" ซูเสี่ยวหมานอาศัยความกล้าจากฤทธิ์แอลกอฮอล์กุมมือเวินจิ้งไว้ "ถึงหนูจะเป็นลูกศิษย์เขา แต่หนูเข้าข้างครูนะคะ หนูจะช่วยครู... ช่วยครู..."
"ช่วยครูไปซ้อมเขาเหรอ?" เวินจิ้งหัวเราะตอบ
"ใช่! ซ้อมเขาเลย!" ซูเสี่ยวหมานแกว่งกำปั้นเล็กๆ ของเธอ ก่อนจะซบลงบนไหล่ของเวินจิ้งแล้วพูดเบาๆ "ครูเวินคะ ครูต้องดีกับเขานะคะ เขา... เขาเหนื่อยมามากจริงๆ ค่ะ"
เวินจิ้งลูบผมของเธอด้วยแววตาอ่อนโยน "ครูรู้ค่ะ วางใจเถอะ"
นี่คือการปรับความเข้าใจ
บนเส้นทางของการเติบโต เรามักจะต้องพบเจอกับคนที่ต้องปล่อยมือ และความรู้สึกที่ต้องเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจ การได้ยิ้มให้คำอวยพรคือจุดจบที่ดีที่สุดแล้ว
ในที่สุด เจ้าของร้านทนไม่ไหวเพราะง่วงมาก จึงเดินเข้ามาบอกใบ้ว่าถึงเวลาปิดร้านแล้ว ทุกคนจึงลุกขึ้นจากโต๊ะด้วยความอาลัยอาวรณ์
เมื่อเดินออกจากร้าน สายลมยามค่ำคืนของฤดูร้อนพัดผ่านอย่างแผ่วเบา ช่วยพัดพาเอาไอเหล้าที่ติดตัวออกไป
บนถนนว่างเปล่า มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟถนนที่ทอดเงาของพวกเขาให้ยาวไกลออกไป
"อาจารย์ครับ ให้พวกเราไปส่งอาจารย์ที่บ้านนะครับ!" นักเรียนชายหลายคนตะโกนแซว
"ส่งอะไรกันล่ะ ครูมีขาเดินเองได้" หยางหมิงอวี่หัวเราะด่า "อีกอย่าง ครูมีครูเวินมาส่งด้วย พวกนายจะมาทำตัวเป็นก้างขวางคอทำไมกัน?"
"อี๋——" ทั้งห้องส่งเสียงโห่ร้องออกมาพร้อมกัน เป็นการหยอกล้อที่เต็มไปด้วยความหวังดี
"พอๆ รีบกลับบ้านกันไปได้แล้ว ถึงบ้านแล้วก็รายงานในกลุ่มด้วย ใครภายในครึ่งชั่วโมงไม่มีข่าวคราว ครูจะโทรหาผู้ปกครองแล้วนะ!" หยางหมิงอวี่หยิบเอามาดครูประจำชั้นครั้งสุดท้ายออกมาขู่
"ทราบแล้วครับ! ขี้บ่นจริงๆ!"
"ลาแล้วครับอาจารย์หยาง!"
"ลาแล้วค่ะภรรยาอาจารย์เวิน!"
นักเรียนแยกย้ายกันไปเป็นกลุ่มๆ บ้างก็ขึ้นแท็กซี่ บ้างก็ขี่จักรยาน บ้างก็กอดคอกันเดินไปตามถนน
มองดูแผ่นหลังของพวกเขาที่ค่อยๆ หายลับไปในความมืด หยางหมิงอวี่ค่อยๆ เก็บยิ้มบนใบหน้า เปลี่ยนเป็นความสงบที่เหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก
"เป็นอะไรไปคะ? เสียดายเหรอ?" เวินจิ้งควงแขนเขาแล้วถามเบาๆ
"นิดหน่อยครับ" หยางหมิงอวี่ถอนหายใจ "สอนมาสามปี ด่ามาสามปี จู่ๆ จะไม่ให้ยุ่งแล้ว ใจมันโหวงๆ ยังไงไม่รู้"
"นั่นคือโชคชะตาของครูค่ะ" เวินจิ้งพิงหัวลงบนไหล่ของเขา "รับส่งคนไปมา ก็คนแจวเรือนั่นแหละ"
"นั่นสินะ คนแจวเรือ"
หยางหมิงอวี่เงยหน้ามองพระจันทร์บนท้องฟ้า
"ในเมื่อส่งพวกเขาไปถึงฝั่งแล้ว เราก็ควรจะออกไปตามหาจุดหมายต่อไปของเราบ้าง"
"จุดหมายต่อไปของคุณคือที่ไหนคะ?"
"ปักกิ่งครับ" หยางหมิงอวี่หันหน้ามามองตาของเวินจิ้งแล้วพูดอย่างจริงจัง "แต่ก่อนจะไปปักกิ่ง จุดหมายต่อไปของผมคือบ้านของคุณครับ"
เวินจิ้งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหน้าแดงลามไปถึงโคนคอ "ไปบ้านฉันทำไมคะ?"
"ไปขอแต่งงานไงครับ" หยางหมิงอวี่พูดราวกับเป็นเรื่องปกติ "การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจบแล้ว ผมก็น่าจะจัดการปัญหาชีวิตส่วนตัวบ้างแล้วไม่ใช่เหรอ? ไม่งั้นเจ้าเด็กหวังฮ่าวซื้อสถานพักฟื้นผู้สูงอายุให้ผมจริงๆ ผมคงเหงาแย่เลยถ้าต้องอยู่คนเดียว"
"คุณ... ฝันไปเถอะ!" เวินจิ้งค้อนใส่พลางตีเขาเบาๆ แล้วหมุนตัววิ่งหนีไป
"เฮ้ย! อย่าหนีสิครับ! ทะเบียนบ้านผมพกติดตัวมาด้วยนะ!"
หยางหมิงอวี่หัวเราะร่าแล้ววิ่งไล่ตามไป
ภายใต้แสงไฟถนน ร่างสองร่างวิ่งไล่หยอกล้อกัน ราวกับเด็กหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มมีความรัก
ยามค่ำคืนนี้ช่างงดงามเหลือเกิน
ไม่มีข้อสอบ ไม่มีการจัดลำดับ ไม่มีสิ่งที่คาดหวังอันหนักอึ้งเหล่านั้นอีกต่อไป
เหลือเพียงสายลมแห่งอิสระ และความสุขที่เอื้อมมือถึง
นี่คือจุดสิ้นสุดของยุคสมัยหนึ่ง และจุดเริ่มต้นของอีกยุคสมัยหนึ่ง
และสำหรับทุกคนในห้อง 14 ค่ำคืนนี้จะถูกจารึกไว้ในความทรงจำตลอดกาล กลายเป็นประภาคารที่อบอุ่นและสว่างไสวที่สุดในชีวิตอันยาวนานของพวกเขา
ไม่ว่าอนาคตพวกเขาจะเดินไปที่ไหน ไม่ว่าต้องเจอคลื่นลมแรงแค่ไหน เพียงแค่ได้หวนนึกถึงยามเย็นของวันฉลองงานฉลองฉีกหนังสือ หวนนึกถึงงานเลี้ยงสังสรรค์ดื่มกินนี้ พวกเขาก็จะรู้ว่า—ตัวเองเคยครอบครองความเยาว์วัยที่ร้อนแรงและเดือดพล่านเพียงใด เคยมีกลุ่มเพื่อนที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมามากแค่ไหน และเคยมีอาจารย์ที่เป็นดั่งตำนานคนหนึ่งในชีวิต