ตอนที่ 348
คำแนะนำหลังการสอบ
ช่วงเวลากว่าครึ่งเดือนหลังการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสิ้นสุดลง เป็นช่วงเวลาที่น่าอัศจรรย์สำหรับนักเรียนจีนครับ มันเต็มไปด้วยทั้งความกังวลและความคาดหวัง แน่นอนว่าในช่วงไม่กี่วันแรกหลังสอบเสร็จ ทุกคนคงเอาแต่ชดเชยการนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม แต่พอได้นอนจริงๆ คุณจะพบว่าหลังจากผ่านไปสองวันแรก คุณก็นอนไม่หลับยาวอย่างที่คิดไว้แล้วครับ ช่วงเวลานี้ผู้ปกครองก็น่าสนใจมาก พวกเขาจะไม่ถามเรื่องคะแนนของคุณ ปล่อยให้คุณทำอะไรก็ได้ตราบเท่าที่ไม่เกินเลยไป แต่แน่นอนครับว่าผู้ปกครองจะมาคิดบัญชีกันทีหลัง เมื่อคะแนนของคุณประกาศออกมา สิ่งที่ต้องมามันก็ต้องมา ดังนั้นผมขอเตือนทุกคนไว้เลยนะครับว่า อย่าเพิ่งดีใจร่าเริงไปตอนนี้ ระวังวันข้างหน้าจะโดนเช็คบิลนะครับ
ตอนหกโมงเช้า นาฬิกาชีวิตปลุกให้คุณตื่นตรงเวลา คุณลุกพรวดขึ้นมา หัวใจเต้นรัวในวินาทีนั้นเพราะนึกว่าต้องไปเข้าแถวอ่านหนังสือเช้าสายเสียแล้ว จึงรีบควานหานาฬิกาปลุกข้างเตียงอย่างลุกลี้ลุกลน จนกระทั่งคุณเห็นเข็มนาฬิกาชี้ไปที่หกโมงครึ่ง และได้ยินเสียงนกร้องอย่างสบายอารมณ์แทนที่เสียงกระดิ่งเร่งเร้าที่หน้าต่าง คุณถึงได้นึกขึ้นมาอย่างเลือนลางว่า อ๋อ... ฉันสำเร็จการศึกษาแล้วนี่นา
จากนั้นคุณก็ทิ้งตัวลงนอนหงายบนเตียง จ้องมองเพดาน แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกว่าเพดานสีขาวนั้นช่างดูน่าใจหายเหลือเกินครับ
มันเป็นความรู้สึกเหมือนกับคนที่ชักดาบออกมาแต่กลับเคว้งคว้างไร้จุดหมาย
แต่สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 14 แห่งโรงเรียนมัธยมเจียงเฉิงแห่งที่หนึ่ง ความใจหายที่น่าเบื่อหน่ายนั้นไม่ได้คงอยู่ยาวนานนักครับ เพราะบริการของพวกเขานั้นดูแลดีจริงๆ
ห้องพักครูของหยางหมิงอวี่กลายเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาการเลือกคณะและมหาวิทยาลัยในวันที่สามหลังการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสิ้นสุดลงครับ
ในเวลานี้แหละครับ ที่แสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการที่เขาเป็นครูประจำชั้นผู้มีการเกิดใหม่
ครูคนอื่นให้คำแนะนำเรื่องการเลือกคณะโดยอาศัยคู่มือการสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยและประสบการณ์คะแนนสอบย้อนหลัง ซึ่งมันก็เหมือนการงมเข็มในมหาสมุทร ทุกอย่างต้องอาศัยโชคชะตา แต่หยางหมิงอวี่นั้นต่างออกไป ในหัวของเขามีประวัติศาสตร์ความรุ่งเรืองและร่วงโรยของอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงแผนผังการพัฒนามหาวิทยาลัยในอีกยี่สิบปีข้างหน้า นี่มันคือการโกงชัดๆ เลยครับ
บ่ายวันนี้ ในห้องพักครูเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ แต่ผู้คนกลับเบียดเสียดกันจนเต็มแน่นไปหมด
“อาจารย์ครับ ผมกะคะแนนไว้ประมาณ 580 คะแนน ผมอยากเรียนวิศวกรรมโยธาครับ” นักเรียนชายสวมแว่นคนหนึ่งเบียดเข้ามาที่โต๊ะทำงานด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความหวัง “ได้ยินมาว่าเรียนจบไปไปทำงานที่ไซต์ก่อสร้างจะได้เงินเยอะ ไม่ต้องลงมือทำเอง แถมยังเป็นหัวหน้าผู้รับเหมาได้ด้วย ได้เงินเยอะ ไม่ต้องเหนื่อย แถมยังสั่งงานคนอื่นได้ด้วย โลกนี้จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีกล่ะครับ!”
หยางหมิงอวี่ดันแว่นของเขา สายตาฉายแววซับซ้อนขึ้นมาแวบหนึ่ง
ช่วงประมาณปี 2005 วิศวกรรมโยธาเป็นสาขาที่ทองคำจริงๆ และทศวรรษหน้าก็เป็นช่วงเวลาที่เฟื่องฟูของอสังหาริมทรัพย์ แต่ในฐานะครูที่มีความรับผิดชอบ เขาไม่ได้มองแค่สิบปีนี้ แต่ต้องมองไปถึงอีกยี่สิบปีข้างหน้าด้วยครับ
“วิศวกรรมโยธาเป็นสาขาที่ดีครับ แต่สายงานนี้เป็นงานที่เหนื่อยยาก และในอนาคต...” หยางหมิงอวี่หยุดไปครู่หนึ่ง เขาไม่ได้พูดออกมาว่า ‘อนาคตมันคือหลุมดำชัดๆ’ แต่เลือกจะเปลี่ยนคำพูดให้ดูนุ่มนวลขึ้น “แถมสายงานนี้ในอนาคตยังมีความผันผวนเชิงวัฏจักรสูง ผมดูแล้วเธอเป็นคนละเอียดอ่อน มีความอดทนสูง จริงๆ แล้วเธออาจลองพิจารณาสาขาวิศวกรรมสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์หรือวิศวกรรมโทรคมนาคมดูนะครับ ต่อให้เป็นโรงเรียนที่คะแนนต่ำกว่านิดหน่อย แต่ถ้าตรงกับสาขาที่ใช่ อนาคตก็ไปได้ไกลแน่นอนครับ”
นักเรียนชายคนนั้นลังเลเล็กน้อย “แต่ว่า... วิศวกรรมโทรคมนาคมมันไม่ใช่งานต่อสายโทรศัพท์หรอกเหรอครับ?”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบๆ
หยางหมิงอวี่ก็หัวเราะออกมา “ต่อสายโทรศัพท์งั้นเหรอ? เจ้าหนู จำไว้นะ ยี่สิบปีข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติจะเกิดขึ้นบนสายนี้แหละ เชื่อครู เลือกวิศวกรรมโทรคมนาคมเถอะ แล้ววันหนึ่งเธอจะกลับมาขอบคุณครูเอง”
หลังจากส่ง “ว่าที่หัวหน้าผู้รับเหมาในอนาคต” ไปแล้ว ก็ต้อนรับ “ว่าที่มหาเศรษฐีทางการเงินในอนาคต” เข้ามาแทน
หวังฮ่าวเดินเข้ามานั่งอย่างวางมาด ในมือหมุนกุญแจรถไปด้วย เจ้าเด็กนี่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จก็รีบไปสอบใบขับขี่ทันที แม้จะยังไม่ผ่านข้อเขียน แต่ท่าทางเขานี่จัดเต็มมาก เอาแต่ถือลูกกุญแจรถสำรองที่บ้านมาอวดไปทั่วว่าพอได้ใบขับขี่เมื่อไหร่จะซื้อรถทันที
“อาจารย์หยางครับ ผมไม่กะคะแนนแล้วล่ะ ยังไงผมก็พอรู้อยู่ ผมแค่อยากไปเซี่ยงไฮ้ หรือไม่ก็เซินเจิ้น” หวังฮ่าวพูดตรงไปตรงมา “พ่อผมบอกว่าสาขาอะไรก็ได้ ขอแค่เป็นเมืองที่ต้องการ อาจารย์พอจะแนะนำให้หน่อยได้ไหมครับ?”
“พ่อเธอพูดได้เข้าประเด็นเลยทีเดียว” หยางหมิงอวี่พยักหน้าอย่างชื่นชม
สำหรับนักเรียนอย่างหวังฮ่าวที่มีฐานะร่ำรวยและมีหัวการค้า การไปดันทุรังเรียนสาขาที่ไม่เป็นที่นิยมในมหาวิทยาลัยกลุ่ม 985 นั้นไม่คุ้มค่าเท่ากับการไปเรียนต่อสาขาธุรกิจในมหาวิทยาลัยชั้นนำในเมืองใหญ่ เมืองเป็นตัวกำหนดวิสัยทัศน์ ส่วนสังคมรอบข้างจะเป็นตัวกำหนดเพดานความสำเร็จครับ
“ในเซี่ยงไฮ้มีวิทยาลัยด้านการเงินอยู่หลายแห่ง แม้จะไม่ใช่มหาวิทยาลัยกลุ่ม 985 แต่ได้รับการยอมรับสูงมากในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี” หยางหมิงอวี่เขียนชื่อมหาวิทยาลัยสองสามแห่งลงบนกระดาษ “ด้วยคะแนนของเธอ ลองเสี่ยงที่แห่งนี้ดู แล้วก็เลือกแห่งนี้ไว้เป็นตัวเลือกที่มั่นคง จำไว้นะครับ ไปมหาวิทยาลัยอย่าเอาแต่จีบสาว ให้หาเวลาไปดูงานบริษัทต่างชาติบ้าง ไปดูว่าตลาดการเงินที่นั่นเขาเล่นกันอย่างไร”
“ได้เลยครับ! ฟังอาจารย์ครับ!” หวังฮ่าวรับกระดาษแผ่นนั้นไปด้วยความดีใจ ก่อนจะเดินออกไปเขายังหันมาขยิบตาให้ “อาจารย์หยางครับ ไว้ผมได้ดีที่เซี่ยงไฮ้เมื่อไหร่ จะพาอาจารย์ไปกินอาหารตะวันตกริมแม่น้ำหวงผู่ครับ!”
“รีบไปซะไป๊ เอาให้ผ่านข้อเขียนใบขับขี่ให้ได้ก่อนเถอะ” หยางหมิงอวี่ด่าแบบขำๆ
หลังจากจัดการเจ้าพวก “ตัวตลกประจำกลุ่ม” เหล่านี้แล้ว สายตาของหยางหมิงอวี่ก็หันไปมองเฉินจิ้งที่ยืนเงียบอยู่ในมุมห้องมาโดยตลอด
เด็กสาวที่เคยเป็นเพียง “คนไร้ตัวตน” คนนี้ ปัจจุบันกลายเป็นว่าที่ผู้ทำคะแนนสูงสุดสายศิลป์ที่ใครๆ ก็จับตามอง แต่ในตอนนี้เธอกลับดูประหม่ากว่าตอนก่อนสอบเสียอีก
“เป็นอะไรไปเหรอ ว่าที่จอหงวนสายศิลป์ของเรา?” หยางหมิงอวี่กวักมือเรียกให้เธอเข้ามาใกล้ๆ
“อาจารย์คะ...” เสียงของเฉินจิ้งหนักแน่น “หนูอยากเรียนคณะนิเทศศาสตร์หรือไม่ก็คณะอักษรศาสตร์ค่ะ แต่พ่อแม่หนูอยากให้หนูเรียนครุศาสตร์ ท่านบอกว่าผู้หญิงเป็นครูมันมั่นคงค่ะ”
นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของ “ความขัดแย้งในการเลือกคณะแบบจีน” เลยครับ
คณะที่ผู้ปกครองมองว่าดี: ต้องมั่นคง อยู่ใกล้บ้าน มีตำแหน่งราชการ และแต่งงานง่าย
คณะที่เด็กๆ มองว่าดี: ความฝัน การเดินทางที่ไกลออกไป ความมุ่งมั่น ถึงจะไม่รู้ว่าจะเลี้ยงชีพได้ไหมแต่ฟังดูเท่ดี
หยางหมิงอวี่ไม่ได้คัดค้านในทันที แต่ถามเธอกลับไปว่า “แล้วตัวเธอเองล่ะคิดยังไง?”
“หนูอยากไปปักกิ่งค่ะ” เฉินจิ้งเงยหน้าขึ้น ดวงตามีประกาย “หนูอยากไปดูโลกที่กว้างใหญ่กว่านี้ อยากใช้ปากกาบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง เหมือนกับ... เหมือนกับที่อาจารย์พาพวกเราไปสอนหนังสือในพื้นที่ห่างไกลในตอนนั้นค่ะ”
หยางหมิงอวี่ยิ้ม เขาตระหนักว่าเมล็ดพันธุ์ที่ฝังไว้จากการไปสอนหนังสือในพื้นที่ห่างไกลครั้งนั้นได้หยั่งรากและงอกงาม จนเติบใหญ่กลายเป็นต้นไม้ที่แข็งแกร่งแล้วในที่สุด
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปปักกิ่งเถอะ” หยางหมิงอวี่พูดอย่างเด็ดขาด “คณะนิเทศศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเหรินหมิน หรือไม่ก็คณะอักษรศาสตร์ของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง คะแนนของเธอมากพอที่จะสนับสนุนความทะเยอทะยานของเธอได้ ส่วนเรื่องพ่อแม่ของเธอ...”
หยางหมิงอวี่หยิบเอกสารที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาจากลิ้นชัก ในนั้นระบุถึงอนาคตของอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนไว้อย่างละเอียด (แม้ตอนนั้นจะยังไม่มีสื่อใหม่ แต่สื่อดั้งเดิมก็กำลังอยู่ในจุดสูงสุด) รวมถึงแนวทางการประกอบอาชีพของผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเหล่านี้
“เอาเอกสารนี้กลับไปให้พวกเขานะ บอกพวกเขาว่าลูกสาวของพวกเขาในอนาคตจะต้องเป็นนักข่าวชื่อดัง ไม่ใช่คนที่ถูกจำกัดให้ไปสอนหนังสือในเมืองเล็กๆ ถ้าพวกเขายังมีข้อกังวลอะไร ก็ให้โทรหาครูคืนนี้ได้เลย”
เฉินจิ้งรับเอกสารมา ขอบตาของเธอเริ่มแดงก่ำ เธอโค้งคำนับอย่างลึกซึ้ง “ขอบคุณค่ะอาจารย์!”
มองดูแผ่นหลังของเฉินจิ้งที่เดินจากไป หยางหมิงอวี่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
นี่คืองานที่เขาทำทุกวันตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาคิดอย่างรอบคอบเกี่ยวกับอนาคตในการเลือกคณะของเด็กๆ เหล่านี้ เขาต้องหลีกเลี่ยงความเสียดายจากการที่มีคะแนนสูงแต่เลือกเรียนต่ำกว่าศักยภาพ และต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการพลาดอันดับการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ยิ่งไปกว่านั้น เขาต้องต่อสู้กับแนวคิดเดิมๆ ที่ถูกจำกัดโดยยุคสมัยอีกด้วย
งานนี้เหนื่อยกว่าการสอนหนังสือมาก แต่ก็คุ้มค่ามากกว่าเช่นกันครับ