ตอนที่ 332
การสอบจำลองครั้งที่สอง
ถึงแม้การแข่งขันกระชับมิตรที่ดุเดือดครั้งนั้นจะผ่านไปหลายวันแล้ว แต่ผลกระทบที่ทิ้งไว้กลับเหมือนเหล้าเก่า ยามแรกสัมผัสอาจจะร้อนแรง แต่รสสัมผัสที่ตามมากลับยาวนานและนุ่มลึก
ช่วงไม่กี่วันนี้หากคุณเดินเข้ามาในอาคารเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนมัธยมเจียงเฉิงแห่งที่หนึ่ง คุณจะพบกับบรรยากาศที่แปลกตาไปบ้าง
ตามหลักแล้ว เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงการสอบจำลองครั้งที่สองระดับเมือง ทุกคนควรจะใช้เวลาทุกวินาทีให้คุ้มค่าเหมือนปีก่อนๆ ที่นักเรียนมักจะพากันท่องหนังสืออย่างบ้าคลั่งในโถงทางเดิน หรือไม่ก็เถียงกับเพื่อนข้างโต๊ะจนหน้าดำหน้าแดงเพื่อโจทย์ข้อสุดท้าย
แต่ปีนี้ อาคารเรียนกลับเงียบจนน่าประหลาดใจ
โดยเฉพาะห้อง 14 และห้อง 1 ที่อยู่ติดกัน ทั้งสองห้องดูใจเย็นกันอย่างมาก
หยางหมิงอวี่ถือแก้วน้ำเดินเอื่อยเฉื่อยไปที่ประตูหลังของห้อง 14
ในห้องเรียน หลินเทียนกำลังนั่งไขว่ห้างเหม่อมองข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์รวมตรงหน้า หากเป็นเมื่อก่อนหยางหมิงอวี่คงเข้าไปตักเตือนให้เขานั่งให้เรียบร้อยไปแล้ว แต่ตอนนี้หยางหมิงอวี่เพียงแค่ปราดตามองก็มองออกถึงสภาวะของเจ้าเด็กนี่ เขากำลังใช้ความคิดคำนวณอยู่ในหัว
สำหรับหลินเทียนแล้ว การจรดปากกาคำนวณเป็นงานใช้แรง เขากำลังเพลิดเพลินกับความรู้สึกที่ได้พบทางออกในเขาวงกต ไม่ใช่เพื่อคะแนนสอบ
มองไปที่โจวเทาในมุมห้อง เขากำลังถือหนังสือภาษาจีนพึมพำกับตัวเอง หยางหมิงอวี่ขยับเข้าไปฟังใกล้ๆ พบว่าเจ้าเด็กนี่ไม่ได้กำลังท่องตำราเรียน แต่กำลังพยายามใช้ทฤษฎีในเล่ม 'เหวินซินเตียวหลง' มาตีความแนวคิดสำหรับการเขียนเรียงความในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
“อาจารย์ครับ” จางเหว่ยที่นั่งอยู่หน้าประตูเงยหน้าขึ้นเห็นหยางหมิงอวี่ จึงถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกวนๆ ว่า “มาตรวจงานเหรอครับ? วางใจได้เลย พวกเราคุมจังหวะได้อยู่หมัดครับ”
“คุมจังหวะได้ก็ดีแล้ว” หยางหมิงอวี่มองผ่านหน้าต่างเข้าไปดูแผ่นหลังอันสงบนิ่งเหล่านั้น “อย่าตึงเกินไปและอย่าหย่อนเกินไป การสอบจำลองครั้งที่สองคือการจำลองสถานการณ์จริงเต็มรูปแบบครั้งสุดท้ายก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย (ไม่รู้ว่าที่อื่นเป็นอย่างไร แต่การสอบจำลองครั้งที่สามของเราส่วนใหญ่จะเป็นการสอบที่ไม่ได้ตรวจข้อสอบและไม่ออกคะแนน เป็นเพียงการให้เด็กๆ ได้รักษาความรู้สึกมือไม่ให้ฝืดช่วงปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน) และเป็นโอกาสสุดท้ายที่พวกเธอจะทำผิดพลาดได้ จงมองว่ามันคือการตรวจสอบ ไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย”
“รับทราบครับ” จางเหว่ยทำมือเป็นสัญลักษณ์โอเค “หลังจากผ่านแมตช์บอลเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมรู้สึกว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็แค่เรื่องปกติ แล้วเราจะกลัวข้อสอบแค่ไม่กี่แผ่นไปทำไมล่ะครับ?”
นี่คือผลลัพธ์ที่หยางหมิงอวี่ต้องการ
การศึกษานี่บางทีมันก็ลึกลับนะ ต่อให้คุณคอยพร่ำบอกทุกวันว่า “ทำใจให้สบาย” นักเรียนก็แค่จะรู้สึกว่าคุณพูดส่งๆ ไปงั้น แต่ถ้าคุณปล่อยให้พวกเขาได้ลองสู้จริงจัง ได้ลองปะทะกับสิ่งที่เรียกว่า “คู่แข่งที่น่ากลัว” สักครั้ง พวกเขาจะเข้าใจด้วยตัวเอง
แม้แต่คนที่ถูกเรียกว่า “ผู้เป็นเลิศ” พอถอดชุดนักเรียนออก ทุกคนก็มีไหล่สองข้างและหัวหนึ่งหัวเหมือนกันหมด วิ่งเยอะก็หอบ แพ้บอลก็ร้อนใจ ในเมื่อทุกคนก็เป็นแค่ปุถุชนคนธรรมดา แล้วยามเผชิญหน้ากับข้อสอบแผ่นนั้น ใครจะสูงส่งกว่าใครกัน?
ความกลัวเกิดจากสิ่งที่ไม่รู้และเกิดจากการยกย่องจนเกินจริง เมื่อคุณนำคู่แข่งและความยากลำบากกลับคืนสู่ความเป็นจริง ความกลัวก็จะจางหายไปกว่าครึ่ง
……
การสอบจำลองครั้งที่สองมาถึงตามกำหนด
ครั้งนี้จัดเต็มยิ่งกว่าการสอบอี้โม่เสียอีก เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนแตกตื่นก่อนสอบ สำนักงานการศึกษาประจำเมืองได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่อง “การออกข้อสอบสุดหินและหักมุม” มาเป็นผู้ออกข้อสอบ ว่ากันว่าระดับความยากของชุดนี้ตั้งเป้าให้ค่าเฉลี่ยของทั้งเมืองลดลงไป 10 คะแนน แต่แน่นอนว่าต่อให้ลดลง ก็ยังสูงกว่าคะแนนอี้โม่มาก เพราะอย่างไรเสียการสอบจำลองครั้งที่สองก็ยังเน้นการให้กำลังใจเป็นหลัก
หากเป็นเมื่อครึ่งเดือนก่อน ในห้องสอบคงเต็มไปด้วยเสียงโอดครวญ นักเรียนที่จิตใจไม่เข้มแข็งอาจจะร้องไห้ออกมากลางทางเดินทันทีที่สอบวิชาภาษาจีนวิชาแรกเสร็จ
แต่ในขณะที่หยางหมิงอวียืนตรวจตราห้องสอบ เขากลับได้เห็นภาพที่ทำให้เขารู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างที่สุด
นี่คือสถานที่สอบวิชาวิทยาศาสตร์รวม
ข้อสอบยากจริง ยากจนน่าโมโห โจทย์ฟิสิกส์ข้อใหญ่ที่เป็นกลศาสตร์มีแบบจำลองเป็น “การเคลื่อนที่ของวัตถุหลายชิ้นในกรอบอ้างอิงไม่เฉื่อย” ที่ไม่ค่อยคุ้นเคย แค่การวิเคราะห์แรงก็ทำให้คนทำต้องวาดรูปจนมือเป็นตะคริวแล้ว ส่วนโจทย์เคมีให้สารอินทรีย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยมาเป็นกอง จนรู้สึกเหมือนกำลังถอดรหัสลับ
หยางหมิงอวี่มองผ่านหน้าต่างด้านหลัง สายตาจับจ้องไปที่จ้าวหมิ่น
ห้องสอบที่จ้าวหมิ่นอยู่เป็นห้องสอบรวม มีนักเรียนจากโรงเรียนอื่นนั่งอยู่รอบๆ เด็กสาวที่นั่งอยู่หน้าซ้ายของจ้าวหมิ่นดูเหมือนจะสติแตกเพราะโจทย์ฟิสิกส์ข้อนี้ไปแล้ว
มือที่ถือปากกาของเด็กสาวคนนั้นสั่นไม่หยุด เหงื่อบนหน้าผากไหลลงมาตามแก้มหยดลงบนกระดาษคำตอบ เธอรีบใช้มือเช็ดอย่างลนลานจนรอยดินสอกลายเป็นปื้นดำ เสียงหายใจของเธอถี่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ได้แต่นั่งนิ่งทำอะไรไม่ถูกที่ที่นั่งของตัวเอง
อารมณ์แบบนี้มันติดต่อกันได้ ผู้เข้าสอบคนอื่นๆ รอบข้างที่เดิมทีก็กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก พอเห็นเธอร้องไห้ จิตใจก็พังตามกันไป ทุกคนเริ่มหันมาดูนาฬิกาและถอนหายใจถี่ขึ้น
มีเพียงจ้าวหมิ่นเท่านั้นที่สงบนิ่งจนน่าตกใจ
เธอหยุดปากกาลงโดยไม่มีท่าทีรำคาญใจต่อความวุ่นวายรอบข้าง เธอเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวที่กำลังจะสติแตกคนนั้น
ระเบียบห้องสอบนั้นเข้มงวด ห้ามพูดคุย ห้ามส่งกระดาษโน้ต
แต่การสื่อสารระหว่างมนุษย์ บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูด
จ้าวหมิ่นหยิบน้ำมันหอมระเหยเฟิงโหยวจิงของตัวเองออกมาเบาๆ แล้ววางไว้ที่มุมโต๊ะในตำแหน่งที่ชัดที่สุด จากนั้นเธอมองเด็กสาวคนนั้นที่หันมาด้วยแววตาไร้ที่พึ่ง โดยไม่หลบสายตา แต่กลับใช้ปากขยับเป็นท่าทางหายใจลึกๆ
หายใจเข้า—หายใจออก
ในแววตาของเธอไม่มีความรังเกียจที่ว่า “เธอทำฉันเสียสมาธิ” และไม่มีความสงสารแบบถือตัวเหนือกว่า มีเพียงความนิ่งสงบที่สื่อว่า “ฉันเข้าใจเธอ ไม่ต้องกลัวนะ พวกเราทุกคนอยู่ที่นี่”
เด็กสาวคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อมองเข้าไปในดวงตาที่ใสกระจ่างและหนักแน่นของจ้าวหมิ่น ลมหายใจของเธอก็เริ่มสงบลง เธอทำตามจ้าวหมิ่นด้วยการสูดหายใจเข้าลึกๆ เช็ดน้ำตา แม้มือจะยังสั่นอยู่เล็กน้อย แต่อย่างน้อยเธอก็กลับมาหยิบปากกาอีกครั้ง
หยางหมิงอวี่ที่อยู่นอกห้องสอบรู้สึกคัดจมูกขึ้นมาดื้อๆ
นี่คือลูกศิษย์ของเขา
นี่คือ “จิตวิญญาณกลุ่ม” ของห้อง 14
พวกเขาไม่เพียงแต่เรียนรู้วิธีแก้โจทย์ แต่ยังได้เรียนรู้วิธีปลอบประโลมจิตใจของตัวเองในยามคับขัน และยังมีกำลังใจเหลือพอที่จะไปปลอบโยนผู้อื่น สิ่งนี้ทำให้หยางหมิงอวี่รู้สึกภูมิใจยิ่งกว่าการทำคะแนนเต็มเสียอีก
……