ตอนที่ 21
ตอนพิเศษ หลี่ฟู่กุ้ย บทที่ 1
ตอนพิเศษ หลี่ฟู่กุ้ย บทที่ 1
ในฐานะขันทีป้ายทองข้างพระวรกายของฮ่องเต้ ประสบการณ์การทำงานของหลี่ฝูกุ้ยสามารถสรุปได้ด้วยคำเพียงคำเดียวว่า "ไม่พูด"
นี่มิใช่ว่าหลี่ฟู่กุ้ยจะเข้าใจสัจธรรมที่ว่า "ความเงียบคือทองคำ" ทว่าสืบเนื่องมาจาก——
เขาเป็นใบ้
ยามที่ฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์ และยังเป็นเพียงองค์ชายเก้าผู้ตกอับ ข้างกายมีเพียงหลี่ฝูกุ้ยผู้กระโดดโลดเต้นและนางกำนัลจี๋เสียงเท่านั้น หนทางแห่งการพลิกกลับมาทวงอำนาจขององค์ชายเก้าช่างน่าตื่นเต้นและบีบคั้นใจยิ่งนัก ยามที่ฝุ่นผงแห่งความวุ่นวายสงบลง หลี่ฝูกุ้ยก็กลายเป็นใบ้ไปเสียแล้ว
การเป็นใบ้ก็มิได้มีสิ่งใดไม่ดี เรื่องราวมากมายในวังหลัง ฟังอย่างเดียวมิอาจเอื้อนเอ่ย แม้จะมีถ้อยคำบางคำที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากเผลอหลุดปากชีวิตก็คงมลายสิ้น ยามที่กูกู (นางกำนัลอาวุโส) จี๋เสียงคุกเข่าลงตรงหน้าฮ่องเต้ที่ยังเป็นไท่จื่อ (องค์รัชทายาท) โขกศีรษะคำนับอย่างนอบน้อมสามครั้งแล้วหันหลังเดินจากไป หลี่ฝูกุ้ยก็เหมือนกับไท่จื่อ ทั้งคู่ไม่มีน้ำตาหลั่งรินแม้แต่หยดเดียว ในพระทัยของไท่จื่อคิดอ่านสิ่งใดมิอาจล่วงรู้ได้ ทว่าหลี่ฝูกุ้ยในยามนั้นกลับรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ตนเองเป็นใบ้ไปเสียแล้ว
มิฉะนั้น ผู้ที่ต้องสิ้นชีพย่อมต้องเป็นตนเองเป็นแน่ อย่างไรเสียเขาก็ทำใจดูไท่จื่อเฟย (พระชายารัชทายาท) ต้องเผชิญกับภัยพิบัติไม่ได้ยิ่งกว่ากูกูจี๋เสียงเสียอีก
ไท่จื่อเฟยคือแม่หนูน้อยที่หลี่ฝูกุ้ย "เฝ้ามอง" จนเติบใหญ่ เป็นหลานสาวสุดที่รักของเสิ่นเหลาเฉิงเซี่ยง (อัครเสนาบดีเฒ่าแซ่เสิ่น) และเป็นหลานสาวคนเล็กของเฉินกุ้ยเฟย เฉินกุ้ยเฟยในวังหลังที่กินคนแห่งนี้ยากนักที่จะมีใจเมตตา การที่หลี่ฝูกุ้ยรักษาชีวิตน้อยๆ นี้ไว้ได้ล้วนเป็นเพราะนาง ยามที่กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงผู้มีเมตตาสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันในตำหนักฉางเล่อโดยไร้สาเหตุ บ่าวไพร่ทั่วทั้งวังต่างไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงสะอื้นไห้
เสิ่นอวิ๋นเหยาคล้ายคลึงกับท่านอาหญิงของนางมาก ทั้งงดงาม ฉลาดเฉลียว และอ่อนโยน ยังมิทันเอ่ยคำพูดนางก็ส่งยิ้มให้ก่อน ยามที่นางยังเป็นเด็ก เข้าวังมาเพื่อคารวะเฉินกุ้ยเฟย ยังแอบยัดขนมหวานให้แก่หลี่ฝูกุ้ยด้วย
เรื่องที่ฉู่อ๋องปรารถนาจะแต่งงานกับเสิ่นอวิ๋นเหยานั้น หลี่ฝูกุ้ยล่วงรู้มาตั้งนานแล้ว เขาเฝ้ามองดูเจ้านายของตนวางแผนการร้ายกาจคิดคำนวณทั้งวันทั้งคืน ทว่านอกจากขมวดคิ้วต่อหน้ากูกูจี๋เสียงแล้วก็มิได้แสดงท่าทีอันใด กูกูจี๋เสียงกลับมีใจกว้าง ตบไหล่เขาพลางเอ่ยปลอบประโลมว่า
"หากเจ้านายสามารถแต่งงานกับคุณหนูสามตระกูลเสิ่นได้สมปรารถนา ต่อให้ข้าต้องสิ้นใจในทันทีก็ยอมละโลกนี้ได้อย่างสงบ ไปถึงยมโลกก็นับว่ามีคำอธิบายให้แก่เหนียงเหนียงได้ ไอหยา ข้าจะไปจุดธูปกราบไหว้พระโพธิสัตว์เสียหน่อย..."
"เจ้าขมวดคิ้วทำไมกัน? เลอะเลือนแล้วหรือ? คุณหนูสามตระกูลเสิ่นดีปานนั้น ผู้ใดพบเจอก็ล้วนยินดีใช่หรือไม่? ข้าเห็นท่านอ๋องมีใจให้แก่คุณหนูสามนัก วันนี้ยังสั่งให้ข้าเปลี่ยนฟูกและผ้าห่มเป็นสีชมพูอ่อน ไอหยา ข้าเอ่ยถามว่า ท่านอ๋อง เหตุใดอยู่ๆ จึงเลือกสีเช่นนี้เล่า เจ้าเดาดูเถิดว่าท่านตอบว่าอย่างไร ท่านเอ่ยว่า กูกู เจ้าก็เปลี่ยนให้เถิด เจียวเจียวชอบสีนี้ที่สุด เจ้าดูเถิด เจ้าดูสิ ไอหยา..."
หลี่ฝูกุ้ยยังคงเงียบงันไม่เอ่ยสิ่งใด เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเจ้านายมีใจรักมั่นต่อคุณหนูสามตระกูลเสิ่น? เจ้านายเอาแต่แอบยิ้มทั้งวัน ในห้องหนังสือมีภาพวาดของคุณหนูสามตระกูลเสิ่นสะสมไว้ถึงสามหีบใหญ่ เขาจะไม่รู้ใจของเจ้านายอีกหรือ?
ทว่า… มันจะมีประโยชน์อันใด
ฮ่องเต้เองก็ทรงมีใจรักมั่นต่อเฉินกุ้ยเฟยอยู่บ้าง ยามที่กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงสิ้นพระชนม์ มีผู้คนบอกว่าเคยแว่วเสียงร้องไห้อันโศกสลดดังมาจากตำหนักหย่งอันในยามดึกสงัดอยู่หลายครั้ง
เสียงร้องไห้นี้แม้จะไม่มีประโยชน์ แต่อย่างไรเสียก็นับว่าหาได้ยากยิ่ง มารดาแท้ๆ ของเจ้านายคือหลิวเหม่ยเหริน (พระสนมขั้น 4 ชั้นเอก) เดิมทีเป็นเพียงนางกำนัลปัดกวาด อาศัยรูปโฉมงดงามจึงได้รับความโปรดปรานอยู่ไม่กี่วัน สุดท้ายก็สิ้นใจไป นอกเหนือจากเสื่อผืนหนึ่งแล้วเคยได้รับสิ่งใดอีกเล่า?
ไม่รู้ว่าคุณหนูสามตระกูลเสิ่นจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่ปี
เสิ่นอวิ๋นเหยาแต่งเข้าสู่จวนฉู่อ๋องในวันที่หนึ่งเดือนสิบสอง หลี่ฝูกุ้ยยังคงจำได้ว่าคืนนั้นหิมะโปรยปราย ต้นดอกเหมยหน้าตาบิดเบี้ยวสองต้นในจวนฉู่อ๋องเต็มไปด้วยดอกตูมสีเหลืองอ่อนหนาแน่น มีดอกไม้เล็กๆ ที่อ่อนแอและไร้เรี่ยวแรงผลิบานออกมาสองสามดอก กลิ่นหอมโชยแผ่วเบาราวกับความฝันในคืนฤดูใบไม้ผลิ เขาช่วยพยุงฉู่อ๋องที่มีอาการมึนเมาสุราเดินผ่านใต้ต้นไม้ ฉู่อ๋องพลันหยุดชะงัก ชี้ไปที่ดอกเหมยพลางตรัสเสียงเบาว่า
"อา เจ้าดูสิ ดอกเหมย"
เอ่ยจบก็ผลักฝูกุ้ยออกแล้วยื่นมือไปเด็ดด้วยตนเอง ถือกิ่งเหมยที่ประดับไปด้วยดอกตูมเล็กๆ ส่งยิ้มให้แก่ฝูกุ้ยราวกับคนโง่เขลา หลี่ฝูกุ้ยยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใด ฉู่อ๋องก็สะบัดตัวเดินก้าวยาวๆ ตรงไปยังห้องหอ หลี่ฝูกุ้ยได้แต่วิ่งเหยาะๆ ตามหลัง ได้ยินเพียงฉู่อ๋องกล่าวว่า "ข้าจะนำไปให้เจียวเจียวดู!"
เสิ่นอวิ๋นเหยาจะได้ดูดอกเหมยกิ่งนี้หรือไม่ หลี่ฝูกุ้ยมิอาจล่วงรู้ได้ เขารู้เพียงตั้งแต่วันที่ฉู่อ๋องเฟย(ชายาฉู่อ๋อง) ก้าวพ้นประตูจวนเข้ามา ทั่วทั้งจวนก็อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความหวานชื่นจนแทบฟันผุ ในสายตาของหลี่ฝูกุ้ย ฉู่อ๋องเดิมทีเป็นองค์ชายที่แบกรับชะตากรรมของแผ่นดินและอดทนต่อความยากลำบาก ทว่าหลังจากแต่งงานมีภรรยากลับกลายเป็นคนโง่เขลา ยามที่ไม่มีคนนอกก็เอาแต่แอบยิ้ม ยามว่างเว้นก็คอยเฝ้ามองฉู่อ๋องเฟยแต่งหน้าอย่างเพลิดเพลิน ยามคลั่งรักขึ้นมาถึงกับขอฝากตัวเป็นศิษย์เรียนรู้วิธีการเกล้าผมจากกูกูจี๋เสียง เรียนรู้ได้ไม่ถึงวันก็กระตือรือร้นอยากจะเกล้าผมให้แก่ฉู่อ๋องเฟยด้วยตัวเอง
แต่ฉู่อ๋องเฟยเพิ่งจะแต่งเข้ามา ผิวบางและขัดเขินยิ่งนัก ใช้มือทั้งสองข้างกุมศีรษะพลางหัวเราะพลางหลบหลีก ใบหูแดงระเรื่อด้วยความขัดเขิน ฉู่อ๋องย่อมไม่ยินยอมละความพยายาม พร่ำเรียก "เจียวเจียว" "ยอดรัก" คำแล้วคำเล่า ขยับเข้าไปรวบตัวภรรยาตัวน้อยไว้ในอ้อมพระอุระ วุ่นวายพยายามจะจับศีรษะของแม่หนูน้อยที่คอยส่ายหัวปฏิเสธ สุดท้ายฉู่อ๋องเฟยก็มุดออกมาจากใต้รักแร้ของพระองค์ กุมศีรษะพลางหัวเราะพลางวิ่งออกไปที่ลานบ้าน หอบหายใจพลางเอ่ยกลั้วหัวเราะว่า
"ท่านอ๋อง ท่านอย่าเล่นซนสิเพคะ!"
นางยืนอยู่กลางลานบ้าน ท่าทางกุมศีรษะหัวเราะช่างดูน่าขันราวกับนกกระจอกตัวน้อย บ่าวไพร่ในจวนต่างพยายามกลั้นหัวเราะกันสุดชีวิต ฉู่อ๋องประทับยืนอยู่ใต้ชายคาแย้มพระสรวลอย่างเบิกบานใจ ทอดพระเนตรมองฉู่อ๋องเฟยพลางเอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า "ตกลง ไม่เล่นซนแล้ว"
ท่านอ๋องค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปหานาง ฉู่อ๋องเฟยยังคิดจะหลบหลีก ฉู่อ๋องจึงเอ่ยดุเบาๆ "บอกว่าไม่เล่นซนแล้วอย่างไรเล่า หิมะตกหนักห้ามวิ่งเล่น ประเดี๋ยวจะลื่นล้มเอาได้!"
น้ำเสียงที่ดุนี้ช่างดูจริงจังนัก แม้แต่หลี่ฝูกุ้ยยังหลงเชื่อ ฉู่อ๋องเฟยผู้น่าสงสารได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มือที่กุมศีรษะยังมิทันวางลง ก็ถูกฉู่อ๋องช้อนตัวอุ้มขึ้นมาเสียก่อน
"เด็กดี เจียวเจียว เด็กสาวต้องเกล้าผมให้เรียบร้อยก่อนจึงจะออกไปเล่นข้างนอกได้นะ"
...
คู่สามีภรรยาใหม่คู่นี้ คนหนึ่งไร้ยางอาย อีกคนขัดเขินแสนงอน หลี่ฝูกุ้ยต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนโง่สองคนที่คนหนึ่งเอาแต่ยิ้มอย่างโง่เขลา อีกคนก้มหน้าแอบยิ้มจนผ่านพ้นปีใหม่ไป ในปีนั้นยามเทศกาลหยวนเซียว ฉู่อ๋องและฉู่อ๋องเฟยก็เกิดการขัดแย้งกันเป็นครั้งแรก
แท้จริงแล้วก็มิรู้ว่าขัดแย้งกันด้วยเรื่องอันใด ในเช้าวันเทศกาลหยวนเซียวท้องฟ้าแจ่มใสยิ่งนัก ฉู่อ๋องกุมมือฉู่อ๋องเฟย นั่งเคียงคู่กันที่หน้าต่างห้องหนังสือ บีบนิ้วมือของนางพลางถามว่า
"เจียวเจียว ยามเทศกาลหยวนเซียวในกาลก่อนเจ้าทำสิ่งใดอยู่หรือ?"
ฉู่อ๋องเฟยมักจะมีความสุขยามเอ่ยถึงเรื่องเล่นสนุก เริ่มหักนิ้วมือนับอย่างยินดี "ท่านแม่จะทำบัวลอยห้าสี ท่านพ่อจะทำโคมไฟให้เจียวเจียวด้วยตนเองเพคะ! โคมไฟในลานบ้านของพวกเราล้วนเป็นฝีมือของท่านพ่อทั้งสิ้นเพคะ! ท่านปู่จะร่วมทายปริศนาโคมไฟกับพวกเรา พวกเรายังร่วมกันทายด้วยนะเพคะ! หากทายผิดต้องถูกลงทัณฑ์ด้วยเพคะ! บางครั้งพี่ใหญ่กับพี่รองก็พาเจียวเจียวออกไปเล่นข้างนอกด้วยเพคะ! ไปดูดอกไม้ไฟที่ตึกชิ่งเต๋อ พี่ใหญ่หญิงพี่เขยใหญ่ยังพาหยวนหยวนน้อยนำตุ๊กตาดินเหนียวมามอบให้เจียวเจียวด้วยเพคะ!"
นางเอ่ยอย่างตื่นเต้น ส่ายหัวไปมาอย่างมีความสุขยิ่ง ทว่าหลี่ฝูกุ้ยยิ่งฟังก็ยิ่งอยากจะหัวเราะ ยังเป็นเพียงแม่หนูน้อยคนหนึ่ง พูดถึงเรื่องเล่นสนุกก็มีความสุขแล้ว พลางแอบมองดูฉู่อ๋องร่วมกับกูกูจี๋เสียง พบว่าสีหน้าของท่านยิ่งวันยิ่งหม่นหมองลงตามคาด
เสิ่นอวิ๋นเหยาเอ่ยไปพลางก็พบว่าสามีดูไม่ค่อยพอใจ จึงใช้นิ้วมือเรียวงามสะกิดเขาคราหนึ่ง "ท่านอ๋องเป็นอะไรไปเพคะ?"
ฉู่อ๋องซบหน้าลงบนไหล่นางพลางเอ่ยเสียงเบา "ไม่มีอะไร"
ท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจของท่านอ๋องราวกับเด็กน้อย หลี่ฝูกุ้ยกับกูกูจี๋เสียงแอบสบตากันแล้วยิ้มบางๆ ทว่าเสิ่นอวิ๋นเหยากลับเกิดความกังวลใจ ดึงแขนเสื้อของฉู่อ๋อง "ท่านไม่มีความสุขหรือเพคะ? ข้าทำให้ท่านขัดเคืองหรือเพคะ?"
นางเบิกตากว้าง ท่าทางไต่ถามอย่างระมัดระวังช่างน่าเอ็นดูนัก ฉู่อ๋องคงยากจะสะกดกลั้นความรู้สึกไว้ได้ รวบตัวนางเข้ามากอดไว้ เอาคางเกยไว้บนศีรษะของนาง "ไม่มีอะไร... ข้าเดิมทีตั้งใจจะพาเจ้าออกไปเล่นข้างนอก ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่เคยเห็นดอกไม้ไฟที่ตึกชิ่งเต๋อเป็นแน่"
เอ่ยถึงตรงนี้ ไม่รู้ว่าน้อยใจจริงหรือแสร้งทำเป็นน้อยใจเพื่อออดอ้อน "ทว่าเจ้าเคยเห็นเรื่องราวทั้งหมดมาแล้ว! ข้าไม่มีสิ่งใดแปลกใหม่ที่จะพาเจ้าไปเล่นสนุกแล้วล่ะ"
ท่าทางน่าเวทนาของท่านอ๋องราวกับสุนัขตัวโตที่ทำความผิดแล้วทำตัวไม่ถูก เสิ่นอวิ๋นเหยาเป็นเด็กสาวที่มีใจอ่อนโยน รีบละลักละลนปลอบประโลมทันที "ท่านพาข้าไปเล่นสนุกข้าก็มีความสุขยิ่งแล้วเพคะ! ข้าชอบให้ท่านอ๋องพาออกไปเล่นข้างนอก..." เอ่ยพลางหันตัวกลับยื่นมือไปลูบศีรษะของฉู่อ๋อง ฉู่อ๋องคนเจ้าเล่ห์ยังคงทำหน้าเศร้าสร้อยไม่เอ่ยคำ เสิ่นอวิ๋นเหยาร้อนใจนัก กอดคอฉู่อ๋องพลางเขย่าเบาๆ น้ำเสียงแผ่วเบาจนหลี่ฝูกุ้ยแทบไม่ได้ยิน
"พี่ซิว ท่านอย่าได้ไม่มีความสุขเลยนะ..."
ฉู่อ๋องพลันมีความสุขทันที ถือโอกาสนั้นจุมพิตที่มุมปากของแม่หนูน้อยคราหนึ่ง เสิ่นอวิ๋นเหยาขัดเขินจนซบหน้าลงในอ้อมกอดของพระองค์ไม่ยอมลุกขึ้น ฉู่อ๋องโอบกอดนาง พร่ำถามว่ายามอยู่บ้านเดิมทำสิ่งใดบ้าง มีเรื่องสนุกอันใดอีก เสิ่นอวิ๋นเหยาเอ่ยไปพลางก็หลุดปากว่า "อ้อ คนที่บ้านดีต่อข้ามากเลยเพคะ! ข้าชอบพวกเขาที่สุดเลย!"
คำพูดประโยคนี้เองที่ทำให้ฉู่อ๋องระเบิดโทสะออกมาทันที "เจ้ามิได้ชมชอบข้าหรือ?"
หลี่ฝูกุ้ยกับกูกูจี๋เสียงต่างพากันตกตะลึง ฉู่อ๋องราวกับดื่มน้ำส้มสายชูเข้าไปห้าสิบจิน(หึงหวง) ขอเพียงพระชายาตอบคำถามไม่ถูกใจ พระองค์ก็จะทำหน้าบึ้งตึงใส่ทุกคน ทว่าเสิ่นอวิ๋นเหยายังคงพยายามอธิบายเหตุผลให้ฟัง "ไม่เหมือนกันเพคะ ชอบเหมือนกัน ทว่า..."
ฉู่อ๋องเริ่มหาเรื่องไร้เหตุผล "เจ้าชอบคนในครอบครัวมากกว่าหรือชอบข้ามากกว่ากันแน่?"
เสิ่นอวิ๋นเหยาคนโง่เขลาทำหน้าเบะ พยายามอธิบายคำว่า "ไม่เหมือนกัน" ให้ท่านอ๋องฟังอย่างสุดความสามารถ เพียงแต่ไม่รู้ว่าบุรุษที่กำลังหึงหวงต้องอาศัยการปลอบประโลม หลี่ฝูกุ้ยที่เป็นใบ้ร้อนใจจนแทบอยากจะเอ่ยปากพูดจา ดีที่กูกูจี๋เสียงผู้สุขุมดึงตัวเขาไว้ พวกเขาแอบอยู่ตามมุมกำแพง มองดูคนหนึ่งมีความหึงหวงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อีกคนทำตัวไม่ถูก ท้ายที่สุดเสิ่นอวิ๋นเหยาก็เริ่มไม่พอใจ "เหตุใดท่านจึงไร้เหตุผลเช่นนี้เล่าเพคะ!"
ฉู่อ๋อง "ข้าไร้เหตุผลตรงไหนกัน!"
...
เด็กโง่ทั้งสองคนโต้เถียงกันสองสามประโยค จากนั้นก็นั่งหันหลังชนกันไม่ยอมพูดจา เสิ่นอวิ๋นเหยากัดริมฝีปาก แอบหันไปมองฉู่อ๋องหลายครั้งแล้วหันกลับมา ฉู่อ๋องปั้นหน้าขรึม นั่งอยู่ครู่หนึ่ง พลันหัวเราะพรืด หันกลับไปโอบกอดชายาตัวน้อย "เจียวเจียว เมื่อครู่เป็นข้าที่ทำตัวโง่เขลา เจ้าอย่าได้โกรธเคืองข้าเลยนะ"
ท่านอ๋องเอ่ยเช่นนี้ เสิ่นอวิ๋นเหยาก็ยิ้มแย้ม ซบศีรษะลงบนไหล่ พลางถูไถออดอ้อน เอ่ยอย่างโง่เขลาว่า "ท่านอ๋องไม่โกรธข้าแล้วนะเพคะ!"
ฉู่อ๋องโน้มพระเศียรลงมาชนหน้าผากนาง "ผู้ใดจะโกรธเจ้าได้ลงกัน!"
เสิ่นอวิ๋นเหยาหน้าแดง ซบหน้าลงในอ้อมกอดของพระองค์ไม่ยอมลุกขึ้น "ท่านห้ามโกรธนะเพคะ... ข้าชอบท่านเพคะ ชอบมากชอบที่สุดเลยเพคะ ข้ายอมให้ท่านเรียกข้าว่าเจียวเจียวแล้วนี่นา! ยามก่อนเคยมีพี่ชายตระกูลฝั่งมารดาคนหนึ่งเรียกข้าว่าเจียวเจียว ข้าไม่ชอบเขา ไม่ยอมให้เขาเรียกเช่นนี้ ทั้งยังสั่งสอนเขาไปยกหนึ่งด้วยนะเพคะ!"
(เจียวเจียวมีความหมายประมาณว่า ความน่ารัก บอบบาง และน่าทะนุถนอม มาจากคำว่า 娇 ที่แปลว่า สวยงาม อ่อนหวาน น่ารัก)
ฉู่อ๋องหัวร่อราวกับคนโง่เขลา ทว่าปากยังคงแข็ง "แต่คนในครอบครัวของเจ้าก็เรียกเจ้าว่าเจียวเจียว ข้าเองก็เรียกเจ้าว่าเจียวเจียว ข้ามิได้เป็นเพียงหนึ่งเดียวเสียหน่อย!"
เสิ่นอวิ๋นเหยาปลอบประโลมอย่างมีน้ำใจ "แล้วท่านอ๋องอยากเรียกข้าว่าอย่างไรเล่าเพคะ?"
ฉู่อ๋องก้มลงจุมพิตที่ดวงตานาง "เจียวเจียว เจ้าต้องชอบข้าที่สุดนะ เพราะข้าชอบเจ้าที่สุดเลย..."
ถ้อยคำหลังจากนั้นหลี่ฝูกุ้ยไม่ได้ยินแล้ว เพราะกูกูจี๋เสียงลากตัวเขาออกไป คืนนั้นเจ้านายทั้งสองคนก็ไม่ได้ออกไปข้างนอก โอบกอดกันยืนดูพระจันทร์อยู่ใต้ชายคา คนหนึ่งดีดพิณคนหนึ่งดื่มสุรา ช่างดูงดงามราวกับภาพวาดจริงๆ
หลังจากผ่านพ้นไปหลายปี หลี่ฝูกุ้ยแก่ชราจนฟันร่วงหมดปาก ยังคงฝันถึงยามที่ฉู่อ๋องพากลุ่มฉู่อ๋องเฟยร่วมกันทำว่าว ฉู่อ๋องเผชิญความยากลำบากมาตั้งแต่เด็ก จะไปมีเวลาว่างและวาสนาทำของเล่นเช่นนี้ได้อย่างไร ว่าวที่ทำเสร็จงดงามก็จริง ทว่ากลับบิดเบี้ยวลอยขึ้นฟ้าไม่ได้ ว่าวผีเสื้อตัวใหญ่ร่วงหล่นลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งยังหักโครงไม้ไผ่ไปอันหนึ่ง เสิ่นอวิ๋นเหยาสวมชุดกระโปรงสีเขียวอ่อน หัวเราะจนตัวงอ "พี่ซิว ท่านปล่อยผีเสื้อตัวนี้ไปเถิดเพคะ" นางเอ่ยพลางช่วยเช็ดเหงื่อที่ขมับให้พระองค์ ฉู่อ๋องสั่งให้คนไปซื้อว่าวที่งดงามมา และสั่งให้โยนว่าวผีเสื้อที่ตนเองทำทิ้งไป เสิ่นอวิ๋นเหยากลับร้อนใจ "ของชิ้นนี้โยนทิ้งไม่ได้นะเพคะ ท่านบอกเองว่าจะทำมอบให้ข้า! ถึงปีกจะหักก็ยังเป็นของข้า!" ฉู่อ๋องยิ้มแย้มจงใจชูว่าวขึ้นสูง เสิ่นอวิ๋นเหยาก็กระโดดโลดเต้นพยายามจะแย่งชิง ทั้งสองคนหยอกล้อกันนัวเนีย
ช่างดียิ่งนัก หลี่ฝูกุ้ยเผยรอยยิ้มออกมา พลันตื่นจากความฝัน
เมื่อครุ่นคิดดู ยามอยู่จวนฉู่อ๋อง วันเวลาช่างผ่านพ้นไปราวกับความฝันจริงๆ มีฉู่อ๋องเฟยอยู่ด้วย ฉู่อ๋องที่เคยสุขุมและมีแผนการลึกซึ้งมาตั้งแต่เด็ก ก็ยังคงมีมุมที่ทำตัวเป็นเด็กอยู่บ้าง ถึงกับเลี้ยงกระต่ายไว้สองตัวในลานบ้าน ทั้งสองคนร่วมกันป้อนอาหารด้วยตนเอง ต่อมาไม่รู้เพราะเหตุใดกระต่ายตายไปตัวหนึ่ง ฉู่อ๋องเฟยต่อหน้าผู้อื่นดูสงบเสงี่ยมและวางตัวเหมาะสม ลงมือฝังกระต่ายด้วยตนเอง ทว่ายามค่ำคืนเมื่อท่านอ๋องกลับถึงจวน นางกลับอดไม่ได้ที่จะซบหน้าลงในอ้อมพระอุระของฉู่อ๋องพลางหลั่งน้ำตาร้องไห้โฮ ยามหลั่งน้ำตาก็ใช้มือเช็ดพลางสะอื้นไห้เอ่ยว่า "พี่ซิว ฮึกๆ ข้าไม่เป็นไร ข้า ข้าเดิมทีมิได้คิดจะร้องไห้..." ท่านอ๋องพยายามกลั้นหัวเราะ ช่วยทัดเส้นผมที่ยุ่งเหยิงไว้ที่หลังใบหูให้แก่นาง "แล้วเหตุใดพอพบหน้าข้าก็ร้องไห้เล่า? เอาล่ะๆ ไม่เป็นไร เจียวเจียวอยากร้องไห้ก็ร้องเถิด ไม่เป็นไร วันพรุ่งนี้ข้าจะหาลูกกระต่ายตัวใหม่มาให้เจ้าอีกตัว อย่าร้องไห้เลยนะ..."
เสิ่นอวิ๋นเหยายังคงไม่ยอมรับกระต่ายตัวใหม่ นางจูงมือท่านอ๋อง ไปที่ใต้ต้นไม้ที่ฝังกระต่ายไว้ แล้วร่วมกันปลูกต้นทับทิมไว้ต้นหนึ่ง