ตอนที่ 89
บทที่ 13 การเลือก
บทที่ 13 การเลือก
มูนเตรียมจะยกธงขาวถอยทัพ รอโอกาสหน้าค่อยมาสู้กันใหม่สักสามร้อยยก แต่หางตาเหลือบไปเห็นป้ายเล็กๆ บนชั้นหนังสือที่ช่วยให้เขาหาหนังสือเจออย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้
จู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า:
“ป้ายเล็กๆ พวกนั้น...”
“หืม?”
“ป้ายพวกนั้น รุ่นพี่เป็นคนติดเหรอครับ?”
“ใช่จ้ะ”
แอนนาเหลือบมองไป พูดอย่างไม่ใส่ใจ:
“ของเล่นเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำตอนว่างๆ น่ะ”
“รุ่นพี่อ่อนโยนจังเลยนะครับ” มูนอุทาน
“หือ?”
แอนนามองมูนด้วยสีหน้าแปลกใจ “นายว่าพี่อ่อนโยนเหรอ?”
“ใช่ครับ”
มูนกระพริบตา “ทั้งช่วยรักษาแผลให้คนชื่อเสียงไม่ดีอย่างผม ทั้งติดป้ายช่วยหาหนังสือบนชั้น แถม... รุ่นพี่น่าจะร่ายเวทเก็บเสียงไว้ตลอดเลยใช่ไหมครับ เพื่อไม่ให้รบกวนคนอื่นในห้องสมุด
สิ่งเหล่านี้เรียกว่าความอ่อนโยนไม่ได้เหรอครับ?”
“อ่อน... โยนเหรอ?”
แอนนาหัวเราะเบาๆ “ไม่ค่อยมีใครพูดแบบนั้นหรอกนะ”
“โอ้? แล้วคนอื่นส่วนใหญ่เขาพูดถึงรุ่นพี่ยังไงเหรอครับ?” มูนเริ่มสนใจ
“พวกเขาบอกว่า...”
แอนนาพูดทีละคำ เหมือนจะหลุดออกมาแล้ว แต่พอถึงจุดสำคัญกลับเปลี่ยนเรื่อง ยื่นนิ้วไปดีดหน้าผากมูน หัวเราะอย่างหมั่นไส้:
“คิดจะหลอกถามพี่เหรอ เจ้าเด็กนิสัยเสีย”
“จิ๊ๆ”
มูนเดาะลิ้นอย่างเสียดาย
“อีกนิดเดียวแท้ๆ”
“แต่ว่านะ..." แอนนาเอียงคอพูด "เห็นแก่ที่น้องชมว่าพี่อ่อนโยน จะบอกให้ก็ได้”
“เหอะ! รุ่นพี่คิดว่าผมจะหลงกลเหรอ? จะบอกให้นะ เซนต์เซย่า...”
มูนชะงัก
เพราะแอนนาขยับเข้ามาใกล้เขาอย่างกะทันหัน
ใกล้มาก
ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย
ใกล้จนสามารถมองผ่านดวงตาใสกระจ่างคู่นั้น เข้าไปเห็นมุมมืดที่ลึกล้ำสุดหยั่งคาด
“งู”
“พวกเขาบอกว่าพี่เป็นงู” ริมฝีปากแดงระเรื่อของรุ่นพี่แอนนาขยับเอื้อนเอ่ยออกมาแบบนั้น
“อ้อๆ”
มูนพยักหน้าอย่างเหม่อลอย แต่พอได้สติ รุ่นพี่แอนนาก็ถอยกลับไปอยู่ในระยะปกติแล้ว
ราวกับไม่เคยขยับเข้ามาใกล้เลย
“งูเหรอครับ”
มูนพยักหน้า:
“ก็ไม่เลวนะครับ”
“ไม่เลว?”
แอนนาเผยสีหน้าประหลาดใจออกมาเป็นครั้งแรก "สำหรับผู้หญิงแล้ว งูไม่ใช่คำเรียกที่ดีหรอกนะ”
“งั้นเหรอครับ?”
มูนกอดอก พยักหน้าอย่างจริงจัง:
“แต่ผมกลับคิดว่าดีออก ก็แหม... งูกินหนู และผมก็กลัวหนูที่สุดด้วย”
“...”
แอนนาจ้องมูนเขม็ง จนมูนเกือบจะหลุดมาดเคร่งขรึม เธอก็หลุดขำออกมา
“น้องมูนนี่ เป็นคนน่าสนใจจริงๆ”
“งั้นเหรอครับ ทำให้รุ่นพี่หัวเราะได้ก็ดีแล้วครับ”
มูนถูมืออย่างตื่นเต้น "มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะคุยกับรุ่นพี่ครับ คือว่า..."
“น้องอยากให้พี่สอนหนังสือให้ใช่ไหมล่ะ” แอนนาพูดเหมือนรู้อยู่แล้ว
“เอ๊ะ?”
มูนชะงัก แล้วเกาหัวแก้เก้อ:
“รุ่นพี่รู้ด้วยเหรอครับ?”
“พี่ไม่ได้หูหนวกนะ เรื่องที่น้องคุยกับรุ่นน้องคนนั้นพี่ก็ได้ยินหมดแหละ อีกอย่าง...”
แอนนาจ้องมูน ยิ้มล้อเลียน:
“ผู้ชายที่จู่ๆ ก็เข้าไปคุยกับผู้หญิงแปลกหน้าตั้งนานสองนาน ถ้าไม่ใช่เพราะหน้ามืดตามัว ก็ต้องมีจุดประสงค์แอบแฝงจริงไหมล่ะ?"
“เหลวไหลครับ!”
มูนปั้นหน้าขรึม ตบโต๊ะเสียงดัง:
“บางทีผมอาจจะโดนเสน่ห์ของรุ่นพี่ดึงดูดก็ได้นะครับ?”
“...มูน แคมป์เบล”
“ครับ?”
“บางทีน้องอาจจะมีพรสวรรค์ในการเป็นคนเจ้าชู้จริงๆ ก็ได้นะ” รุ่นพี่แอนนาหรี่ตาสวยลง กล่าวออกมา
...
...
“งั้นคำตอบของรุ่นพี่ล่ะครับ?”
มูนถามอย่างคาดหวัง ท่าทางประหม่าเหมือนเด็กประถมที่กำลังจะตอบคำถามครู
“เรื่องนี้เหรอ...”
แอนนาเอานิ้วแตะริมฝีปาก ครุ่นคิด:
“ก็ได้อยู่หรอก แต่... พี่คงสอนให้น้องฟรีๆ ไม่ได้นะ”
“ผมมีเงินครับ!”
มูนตะโกนเสียงดัง:
“หนึ่งล้าน!”
แอนนาอึ้งไปนิด แล้วมองมูนด้วยสายตาแปลกๆ:
“น้องมูนรู้ไหม? ครูสอนพิเศษที่เก่งที่สุดในเบลแลนด์ ยังจ้างไม่ถึงหนึ่งล้านเลยนะ”
“ความรู้ประเมินค่าไม่ได้ครับ” มูนกล่าว
“คิกๆ... ไม่อยากเชื่อเลยว่าน้องจะพูดคำพูดไร้เดียงสาแบบนี้ออกมาได้”
แอนนาหัวเราะเบาๆ เท้าคางพิจารณามูนอย่างละเอียด
จนกระทั่งสายตานั้นจ้องจนมูนรู้สึกขนลุก เธอถึงลุกขึ้นพูดว่า:
“เงินช่างเถอะ ในเมื่อเรียกพี่ว่ารุ่นพี่แล้ว จะเก็บเงินน้องก็รู้สึกแปลกๆ”
“งั้นค่าตอบแทนที่ผมต้องจ่าย...”
“ติดไว้ก่อนแล้วกัน”
“ติดไว้?”
“ใช่ ติดไว้ก่อน”
รุ่นพี่แอนนาไพล่มือไว้ข้างหลัง จู่ๆ ก็โน้มตัวลงมาสบตามูนตรงๆ
ความเย้ายวนที่หางตา ทำให้จิตใจหวั่นไหว
“เพราะงั้น วันไหนที่พี่ต้องการ น้องห้ามปฏิเสธนะ”
น้ำเสียงยั่วยวน ราวกับพันธสัญญาปีศาจ
แต่ราวกับต้องมนต์สะกด มูนพยักหน้าลงไป
“ตกลงครับ รุ่นพี่”
...
...
“เอาล่ะ ถึงแล้วจ้ะ”
เมื่องานบรรณารักษ์เสร็จสิ้น แอนนาพามูนมาที่มุมหนึ่งสุดขอบของตึกชมรม
มูนเงยหน้าขึ้น มองป้ายชื่อเหนือประตู
“ชมรม... ปรุงยาโบราณ? สถาบันเรามีชมรมแบบนี้ด้วยเหรอครับ?”
“มีสิ แต่น้องไม่เคยได้ยินก็ไม่แปลกหรอก”
แอนนาผลักประตูห้องเรียน
ในชั่วพริบตานั้น ลมแรงพัดปะทะหน้า แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ตรงหน้าเข้ามาโดยตรง ทำเอามูนลืมตาไม่ขึ้นไปชั่วขณะ
ชั่วขณะที่สายตาเริ่มปรับสภาพ มูนมองเห็นเลือนรางว่า รุ่นพี่แอนนาที่เหมือนปีศาจน้อยคนนั้น ในวินาทีนี้ ทัดผมยาวที่ยุ่งเหยิงไว้หลังหู เผยสีหน้าที่ดูเหงาหงอยเล็กน้อย:
“ก็แหม— ชมรมนี้ มีพี่อยู่แค่คนเดียวนี่นา”
“คนเดียว?”
มูนตกตะลึง:
“ชมรมที่มีคนเดียวเขาอนุญาตให้ตั้งด้วยเหรอครับ?”
“แน่นอนว่าไม่อนุญาต แต่ระยะเวลาผ่อนผันก่อนยุบชมรมคือหนึ่งปี หมายความว่า ถ้าภายในหนึ่งปีนี้พี่ยังหาสมาชิกใหม่ไม่ได้ ชมรมนี้ก็จะถูกยุบ”
“อย่างนี้นี่เอง...”
ชมรมที่มีคนเดียว... รู้สึกโดดเดี่ยวจัง
“ดังนั้น...”
แอนนาหันกลับมา ยิ้มบางๆ:
“น้องมูน น้องจะเข้าชมรมปรุงยาโบราณของเราไหม?”
“ผม?”
มูนอึ้งไปนิด แต่แล้วสีหน้าก็จริงจังขึ้น
“นี่คือค่าตอบแทนที่รุ่นพี่ต้องการให้ผมจ่ายเหรอครับ?”
“เปล่า นี่คือทางเลือก”
แอนนาทำหน้าจริงจังอย่างที่หาได้ยาก จ้องตามูนแล้วพูดว่า:
“ต่อให้ชมรมปรุงยาโบราณจะใกล้ถูกยุบแค่ไหน พี่ก็จะไม่บังคับใครให้เข้าชมรมเด็ดขาด เพราะฉะนั้น มูน แคมป์เบล น้องลองสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วตัดสินใจเอาเองเถอะ
ว่าจะเข้าร่วมชมรมปรุงยาโบราณของเราหรือไม่”
...
...
“ชมรมปรุงยาโบราณงั้นเหรอ?”
เดินกลับหอพักตามทางเดินเล็กๆ มูนเอามือกุมหัวถอนหายใจเบาๆ
“ไม่รู้เลยว่าทำอะไรกันบ้าง?”
ด้วยเวลาที่จำกัด รุ่นพี่แอนนาแค่พาเขาไปดูที่ตั้งชมรม ส่วนกิจกรรมชมรมทำอะไรบ้างนั้น... มูนยังไม่ได้สัมผัสเลย
ดูจากชื่อและเครื่องมืออุปกรณ์ละเอียดอ่อนในห้องเรียน ก็พอเดาได้ว่าเป็นชมรมที่ปรุงยาโบราณนั่นแหละ
ก็ดูเป็นงานเป็นการดี
“แต่เรื่องชมรมอะไรนั่น ตอนนี้ช่างมันก่อน”
ที่สำคัญคือ...
“ในที่สุดฉันก็หาครูสอนทฤษฎีเวทมนตร์เบื้องต้นได้แล้ว!”
ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนเดินผ่านไปมา มูนคงกระโดดโลดเต้นร้องตะโกนไปแล้ว
ในที่สุด!
ในที่สุด!
หลังจากลำบากมาตั้งนาน ในที่สุดก็กำจัดอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดบนเส้นทางสู่การเป็นนักเรียนดีเด่นได้สำเร็จ!
จากการคุยกับรุ่นพี่แอนนาหลังจากนั้น ทำให้รู้ว่ารุ่นพี่แอนนาถึงจะอยู่ปีห้า แต่ก็เป็นนักเรียนหัวกะทิอันดับต้นๆ มีเธอสอน คิดว่าเกรดจะไม่ดีขึ้นเหรอ?
ที่น่าห่วงอย่างเดียวคือ รุ่นพี่แอนนาสวยขนาดนั้น อาจจะทำให้เสียสมาธิในการเรียนได้
“แต่สำหรับฉัน มูน แคมป์เบล เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อย”
มูนยิ้มอย่างมั่นใจ:
“ลูกผู้ชายที่รักการเรียนอย่างแท้จริง จะมาไขว้เขวกับความสวยงามแค่นี้ได้ยังไง?”
คอยดูเถอะ ฉันจะโชว์สกิลพระอิฐพระปูนให้ดู
“ฮื้อๆ อือ~”
คิดได้ดังนั้น มูนก็ฮัมเพลงเดินกลับหอพัก
...
วันนี้ฉันมีความสุขจังเลย
ไม่มีอะไรมาขวางกั้น หัวใจที่แสนเบิกบานของฉันได้
...
“ขอเชิญนักเรียนมูน แคมป์เบล มาที่ห้องสภานักเรียนด้วยค่ะ”
“ขอย้ำอีกครั้ง ขอเชิญนักเรียนมูน แคมป์เบล มาที่ห้องสภานักเรียนด้วยค่ะ”
“หา?”
ได้ยินเสียงประกาศจากเสียงตามสายเวทมนตร์ มูนชะงักกึก
ความสุขก็หายวับไปในพริบตา
“เรียกไปสภานักเรียนเวลานี้... รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลยแฮะ”
นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกลางวัน มูนก็เกิดลางสังหรณ์ร้ายขึ้นมาในใจ
...
...
“ฉันขอพูดตรงๆ เลยนะ”
ในห้องสภานักเรียน เซลีเซียนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ประสานมือรองคาง มองมูนที่นั่งตัวสั่นอยู่ไม่ไกล แล้วถามเสียงเข้ม:
“มูน แคมป์เบล เกี่ยวกับคดีลวนลามที่มีคนแจ้งเข้ามาเมื่อครู่ นายพอจะรู้อะไรบ้างไหม?”
“ไม่รู้! ไม่รู้เลยสักนิด!”
มูนปฏิเสธเสียงแข็ง “ผมตั้งใจเรียนหัวมุดโต๊ะมาตลอดบ่าย ไม่รู้เรื่องเลยว่ามีเหตุการณ์เลวร้ายแบบนั้นเกิดขึ้น”
“จริงเหรอ?”
“จริงแน่นอน!”
มูนพยักหน้าแรงๆ แล้วพูดด้วยความโกรธแค้นแทน:
“กลางวันแสกๆ ต่อหน้าธารกำนัล กล้าลวนลามผู้หญิงตัวเล็กๆ ถ้าผมเจอเหตุการณ์แบบนี้นะ ผมจะสั่งสอนให้คนร้ายรู้ซึ้งถึงหมัดแห่งความยุติธรรมด้วยมือตัวเองเลย!”
“งั้นเหรอ”
น้ำเสียงของเซลีเซียจู่ๆ ก็แฝงนัยยะลึกซึ้ง
“นายมีใจแบบนี้ก็น่ายินดีนะ มูน แคมป์เบล”
“ฮ่าๆ เรื่องสมควรทำน่ะครับ...”
“แต่ว่า...”
เซลีเซียจ้องมูน สีหน้าเย็นชาลงเล็กน้อย:
“ฉันพูดตอนไหนว่าคนที่ถูกลวนลามเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ?”
“...มะ ไม่ใช่เหรอครับ?”
มูนหน้าตึง ถามกลับ
“แน่นอนว่าไม่ใช่”
เซลีเซียโยนเอกสารฉบับหนึ่งไปตรงหน้ามูน มูนหันไปดู พบว่าเป็นบันทึกเหตุการณ์กางเกงในหายที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในหอพักชายช่วงนี้
ผู้ชาย?
กางเกงในหาย?
ทำไมสองคำนี้มาอยู่ด้วยกันแล้วมันพิลึกจังวะ?
“ฉันคิดว่านายก็อยู่หอพักชาย อาจจะรู้อะไรบ้าง เลยเรียกนายมา แต่ดูจากตอนนี้แล้ว...”
เซลีเซียหรี่ตาลง กวาดสายตามองมูนไปทั่ว:
“มูน แคมป์เบล นายเหมือนจะไปทำเรื่องไม่ดีอย่างอื่นมาสินะ”
“...เปล่า ไม่มีแน่นอน”
มูนส่ายหน้าแรงๆ แล้วฝืนยิ้ม:
“ผมจะทำเรื่องไม่ดีได้ยังไง? ตอนนี้ผมเป็นนักเรียนดีเด่นนะ”
“นักเรียนดีเด่น?”
เซลีเซียเลิกคิ้ว “คำคำนี้มาอยู่ที่ตัวนายนี่แปลกดีนะ”
“ไม่แปลก ไม่แปลกครับ ฮ่าๆ...”
มูนหัวเราะแห้งๆ รับคำ แต่แล้วก็เห็นเซลีเซียลุกจากที่นั่ง เดินตรงมาทางนี้
ทำเอามูนตัวเกร็งไปหมด
เกิดอะไรขึ้น?
เธอจับโกหกฉันได้แล้วเหรอ?
ในที่สุดเธอก็จะลงมือสับฉันเป็นชิ้นๆ แล้วเหรอ?
ช่วยด้วย ภรรยาจะฆาตกรรมสามี...
“นายจะดื่มอะไรไหม?”
“เอ๊ะ?”
“เอ๊ะอะไร?”
เซลีเซียเดินผ่านมูนไป เหลือบมองเขาอย่างเย็นชา:
“ฉันถามว่าจะดื่มอะไร แล้วก็บอกไว้ก่อน ที่นี่ไม่มีชาแดงนะ”
“...ไม่มีก็ดีแล้วครับ ผมก็ไม่ดื่มชาแดงเหมือนกัน”
มูนยิ้มเจื่อนๆ “กาแฟครับ กาแฟก็พอ”
“งั้นก็ได้”
เซลีเซียพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินไปด้านข้าง ชงกาแฟอย่างคล่องแคล่ว
ไม่นาน กาแฟร้อนๆ สองแก้วก็ถูกนำมาวางตรงหน้ามูน
มูนรับมาแก้วหนึ่ง รู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมเตะจมูก
“หอมจัง”
มูนพูดด้วยความประหลาดใจ:
“ไม่นึกเลยว่าคุณจะชงกาแฟเป็นด้วย”
“ก็แค่เอาน้ำร้อนเทใส่เมล็ดกาแฟที่บดแล้ว ใครๆ ก็ทำเป็น”
เซลีเซียคนกาแฟไปพลาง ใส่ก้อนน้ำตาลจำนวนมหาศาลจนมูนตาค้าง
“ทำไม นายจะเติมน้ำตาลไหม?” เซลีเซียถาม
“ไม่ๆๆ”
มูนส่ายหน้าแรงๆ:
“ผมดื่มกาแฟดำก็พอครับ”
“งั้นเหรอ”
เซลีเซียเติมน้ำตาลก้อนลงในกาแฟต่อไป
จนกระทั่งมูนรู้สึกว่ากาแฟที่เซลีเซียคนเริ่มจะหนืดๆ แล้ว เธอถึงยกแก้วกาแฟขึ้นมา จิบไปนิดนึง
“เฮ้อ...”
ชั่วขณะนั้น เป็นครั้งแรกที่มูนเห็นความสุขที่แท้จริงบนใบหน้าของเซลีเซีย
ที่แท้เธอชอบดื่มกาแฟหวานขนาดนี้เหรอเนี่ย ในนิยายไม่เห็นเคยบอกไว้เลยนี่นา
มูนคิดพลางยกกาแฟขึ้นดื่มเงียบๆ แต่จังหวะที่ก้มหน้า เขาก็ได้ยินเสียงเซลีเซีย:
“ขอโทษนะ”
“หือ?”
มูนเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ “คุณพูดว่าอะไรนะ?”
“ฉันบอกว่า ขอโทษ”
ทั้งที่กำลังขอโทษคนที่ตัวเองเคยดูถูก แต่สีหน้าของเซลีเซียกลับไม่มีความเขินอายหรือหวั่นไหวแม้แต่น้อย เธอจ้องตามูนอย่างจริงจัง
“เมื่อเช้าที่ไม่ได้ฟังคำอธิบายของนาย ฉันขอโทษ”
“...”
มูนอึ้งไปนิด เขาไม่คิดว่าเซลีเซียจะขอโทษเพราะเรื่องแค่นี้
“มะ... ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลย”
“ไม่เกี่ยวกับนายจะใส่ใจหรือไม่ ฉันทำผิด ฉันก็ต้องขอโทษ”
เซลีเซียนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง “ก่อนหน้านี้ ฉันไปหาอาจารย์ฟรานกับศาสตราจารย์พรังมา ได้รู้ความจริงจากพวกเขา เรื่องวันนี้ นายไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ตรงกันข้าม นายก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน สาเหตุของเรื่องทั้งหมด เป็นแค่อคติที่ครอบงำนายมาตลอดเท่านั้นเอง”
“นั่นสิครับ”
มูนยิ้มขื่น
ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะสลัดฉายา "คนสารเลว" นี้ทิ้งไปได้เมื่อไหร่
อย่างน้อยก็ขอให้สาวๆ ไม่วิ่งหนีทันทีที่เห็นเขาก็พอ
“เพราะงั้น สำหรับเรื่องนี้ ฉันมีข้อเสนอ”
“หือ? ข้อเสนออะไรครับ?”
“ง่ายมาก”
เซลีเซียวางแก้วกาแฟลง จ้องมองมูน พูดอย่างจริงจัง:
“มูน แคมป์เบล นายสนใจจะเข้าสภานักเรียนไหม”
มูนตะลึง “นี่คือคำสั่งเหรอครับ?”
“เปล่า”
เซลีเซียตอบว่า:
“นี่คือทางเลือก”