ตอนที่ 90
บทที่ 14 ฉันแคร์เธอมากเลยนะ!
บทที่ 14 ฉันแคร์เธอมากเลยนะ!
“สภานักเรียนเหรอ...”
เมื่อต้องเผชิญกับทางเลือกที่เซลีเซียมอบให้ มูนก็ตกอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ
ในฐานะสถาบันเซนต์แมรีกาที่มีบรรยากาศอิสระเสรี สภานักเรียนได้รับมอบอำนาจอย่างมาก ดูได้จากคาบเรียนแรกที่สภานักเรียนยังต้องมาตรวจความเรียบร้อย
แถมสภานักเรียนยังมีอิทธิพลอย่างมากในหมู่นักเรียน ถ้าได้เข้าสภานักเรียน รัศมี "คนสารเลว" บนตัวเขาต้องจางลงไปเยอะแน่ เผลอๆ อาจจะลบอคติที่คนอื่นมีต่อเขาในอดีตได้หมดสิ้น จนกลายเป็น "นักเรียนดีเด่น" ที่เขาใฝ่ฝันได้จริงๆ
เซลีเซียคงตั้งใจแบบนั้นแหละ
ดูยังไง ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว
แต่ว่า...
“ผมในตอนนี้ มีคุณสมบัติพอจะเข้าสภานักเรียนเหรอครับ?”
มูนมองตาเซลีเซีย ถามอย่างจริงจัง:
“หรือว่า นี่เป็นสิทธิพิเศษที่คุณมอบให้ผมเป็นกรณีพิเศษครับ เซลีเซีย?”
“...ตอนนี้จะมีหรือไม่มีคุณสมบัติ มันไม่สำคัญหรอก”
เซลีเซียหลุบตาลง จ้องมองกาแฟในแก้ว:
“ที่สำคัญคือ นายมีหัวใจที่อยากจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นหรือเปล่า มูน แคมป์เบล นายคิดว่านายมีไหม?”
“ผมมีแน่นอน แต่เรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวกับหัวข้อที่เราคุยกันตอนนี้ไม่ใช่เหรอครับ?”
สถานะพิเศษของสภานักเรียน ทำให้แต่ละปีมีคนอยากเข้าจนหัวกระไดไม่แห้ง ดังนั้นคนที่เข้าสภานักเรียนได้ ต้องเป็นหัวกะทิของแต่ละชั้นปีเท่านั้น
อย่างเช่นแอเรียล บูการ์ด ถ้าเธอจะเข้าสภานักเรียน ก็คงไม่มีใครคัดค้าน เพราะคนที่มีปัญหากับเธอโดนเธออัดไปหมดแล้วเมื่อเทอมก่อน
แต่มูน แคมป์เบลไม่เหมือนกัน
มูน แคมป์เบลเป็นคนสารเลว นักเรียนผลการเรียนแย่ และเพลย์บอยชื่อดังของรุ่น
เขาเรียนมาหนึ่งปี ใช้เวทมนตร์เป็นแค่บทเดียว แถมยังเป็นคาถาแสงสว่างที่ง่ายที่สุด
เทอมที่แล้วเขาสอบวิชาทฤษฎีเวทมนตร์เบื้องต้นได้แค่สามคะแนน
คนแบบนี้ จู่ๆ มาเข้าสภานักเรียน ใครๆ ก็ต้องคิดว่าใช้เส้นสายทั้งนั้น
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า เขากับประธานนักเรียนคนปัจจุบันอย่างเซลีเซีย เป็นคู่หมั้นกัน
นี่จะยิ่งทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ยุติธรรมและเป็นศัตรูมากขึ้น
“มันจะเป็นจุดด่างพร้อยของคุณนะ เซลีเซีย”
“นายคิดว่าฉันจะแคร์เหรอ?”
เซลีเซียเลิกคิ้วเรียว มุมปากยิ้มเยาะเล็กน้อย:
“คนอื่นจะพูดยังไงก็ช่างหัวเขา ฉันเคย...”
“แต่ผมแคร์”
มูนพูดแทรกเซลีเซีย กล่าวอย่างจริงจัง:
“ผมแคร์มากเลยครับ”
“...”
แสงแดดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านสีฟ้าอ่อน ตกกระทบลงบนใบหน้าของมูน ขับเน้นโครงหน้าให้ดูสดใส เซลีเซียจ้องมองชายตรงหน้าอย่างเหม่อลอย แววตาฉายแววตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัดเป็นครั้งแรก
“ผมทำให้คุณมัวหมองมาครั้งหนึ่งแล้ว ดังนั้นอย่าให้ผมต้องแบกรับความรู้สึกผิดแบบนั้นอีกเลยนะครับ”
มูนวางแก้วกาแฟที่ดื่มหมดแล้วลงบนโต๊ะเบาๆ ชมจากใจจริง:
“กาแฟอร่อยมากครับ”
“...ขอบคุณ” เซลีเซียตอบ
“งั้นผมไปก่อนนะครับ ลาก่อน”
“อืม”
มูนเดินออกจากห้องสภานักเรียน ปิดประตูเบาๆ ตามหลัง
แสงในห้องสลัวลง
ขับให้แววตาที่วูบไหวของเซลีเซียยิ่งดูชัดเจนขึ้น
“เฮ้อ...”
เซลีเซียผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ แล้วเท้าคางมองเหม่อไปยังความว่างเปล่า
ทันใดนั้น บนใบหน้าสวยสะพรั่ง ก็ปรากฏรอยยิ้มบางๆ
ราวกับหิมะฤดูใบไม้ผลิละลาย
“มูน แคมป์เบล...”
“นายเปลี่ยนไปจริงๆ ด้วยสินะ...”
...
...
“ท่านประธาน! ท่านประธานคะ!”
เซลีเซียละสายตา เห็นวีร่าผมทรงซาลาเปา วิ่งเหยาะๆ เข้ามาอย่างรีบร้อน
“ของที่ท่านประธานให้ฉันคอยจับตาดู ฉันเอามาแล้วค่ะ”
พูดจบ วีร่าก็เกาะโต๊ะหอบแฮกๆ แล้วสังเกตเห็นแก้วกาแฟบนโต๊ะ
“เอ๊ะ? เมื่อกี้มีคนมาเหรอคะ?”
“ห้องสภานักเรียนมีคนมา ก็เรื่องปกติไม่ใช่เหรอ?”
เซลีเซียทัดผมปอยหนึ่งไว้หลังหู “แล้วของล่ะ?”
“นะ... นี่ค่ะ!”
วีร่ายื่นปึกหนังสือพิมพ์ให้เซลีเซีย ตาเป็นประกายตื่นเต้น ร้องโวยวาย:
“เนื้อหาคราวนี้สะเทือนเลือนลั่นมาก ฉันอ่านแล้วอึ้งไปเลย ไม่นึกเลยว่าเบื้องหลังการคบซ้อนสิบสามคน ไม่สิ สิบสี่คนของมูน แคมป์เบล จะมีเงื่อนงำซ่อนอยู่เยอะขนาดนี้!”
“...บอกแล้วไง ว่าให้อ่านให้น้อยลงหน่อย” เซลีเซียรับหนังสือพิมพ์มา ดุเบาๆ “เนื้อหาข้างในนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องจริงอย่างที่เธอคิดหรอกนะ”
“แหะๆ ก็พาดหัวข่าวมันดึงดูดนี่นา ก็เลยเผลอแอบดูไปนิดนึง” วีร่าเกาหัวแก้เขิน
“...”
เซลีเซียรู้ว่าความอยากรู้อยากเห็นของเด็กสาวตรงหน้าห้ามไม่อยู่ เธอก็เลยไม่เอาความ ก้มลงมองเนื้อหาในหนังสือพิมพ์
——“เรือรบชั้นเดรดนอตอับปาง! การโต้กลับอย่างรุนแรงของผู้พิชิตความซิง!”
“กล้าเขียนถึงอาจารย์แบบนี้เลยเหรอ? เจ้านั่นช่างใจกล้าจริงนะ”
เหลือบมองพาดหัวข่าวแวบเดียว เซลีเซียก็หมดความสนใจที่จะอ่านต่อโดยสิ้นเชิง
เธอลุกขึ้น เดินออกไปข้างนอก
“เอ๊ะ? ท่านประธาน จะออกไปข้างนอกเหรอคะ?”
“มีธุระนิดหน่อย”
“แล้วเอกสารตั้งเยอะแยะนี่จะทำยังไงคะ?”
วีร่าตบกองเอกสารสูงเป็นภูเขาบนโต๊ะ พูดอย่างลนลาน:
“พวกนี้ด่วนทั้งนั้นเลยนะคะ”
เซลีเซียหันกลับมา แววตาเรียบเฉย
“เลขาสินะ?”
“เอ๊ะ?”
“เธอเป็นเลขาสภานักเรียนไม่ใช่เหรอ”
เซลีเซียพูดต่อ:
“งั้นพวกนี้ฝากเธอจัดการไปก่อนแล้วกัน”
“หา?”
วีร่ายืนอึ้งอยู่กับที่ ทำหน้าเหมือนโลกถล่ม
เอกสารเยอะขนาดนี้...
ตายแน่!
“สู้ๆ นะ คุณเลขา”
เซลีเซียตบไหล่วีร่าเบาๆ กระซิบกำชับข้างหูอย่างอ่อนโยน:
“แล้วก็นะ ถ้าฉันกลับมาแล้วพบว่าเธอทำงานมั่วซั่ว... ต่อไปเธอจะไม่ได้อ่านนิยายท่านเทพมารจอมเผด็จการหลงรักฉันสุดที่รักของเธออีกเลย”
“...ท่านประธานจะทิ้งนิยายของฉันเหรอคะ?” วีร่าทำหน้าตาน่าสงสาร
“เปล่า ฉันจะสั่งสำนักพิมพ์ห้ามตีพิมพ์หนังสือประเภทนี้เลยต่างหาก” เซลีเซียตอบเสียงเย็นชา
“...ใจร้าย! ท่านประธานใจร้ายอะ!”
...
...
ชมรมข่าว
“รุ่น! พี่! มิง! โก! เต้!”
แอเรียลฟาดปึกหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะทำงานอย่างแรง ตะคอกใส่ชายหนุ่มแต่งตัวฉูดฉาดที่นอนเอนหลังอยู่บนเก้าอี้โยก:
“ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมคะ ว่าไอ้ที่เขียนลงหนังสือพิมพ์พวกนี้ มันหมายความว่ายังไงกันแน่?”
“โอ้! นี่มันคนดัง แอเรียล บูการ์ด ไม่ใช่เหรอเนี่ย?”
มิงโกเต้ ประธานชมรมข่าวหัวเขียว กำลังตั้งใจตะไบเล็บอยู่ พอแอเรียลตะคอกเขาถึงค่อยเงยหน้าขึ้นมามองนิดหน่อย แต่ก็ยังทำท่าไม่ยี่หระ
“มีอะไรเหรอ? วันนี้อุตสาห์มาเยี่ยมเยียนชมรมข่าวของฉันสินะ? ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยจริงๆ”
“ไม่ต้องมาแกล้งไขสือ!”
แอเรียลคว้าหนังสือพิมพ์ขึ้นมา ชี้ไปที่พาดหัวข่าวสีแดงตัวเป้งอย่างเกรี้ยวกราด:
“เรือรบชั้นเดรดนอตหมายความว่าไง? แฟนเก่ามูน แคมป์เบลหมายความว่าไง? แล้วยังมีทำแท้ง? แย่งผู้ชาย? ชมรมข่าวพวกนายเขียนข่าวแบบไม่รับผิดชอบกันแบบนี้เลยเหรอ?”
“อ๋อ เรื่องนั้นเหรอ”
มิงโกเต้เหลือบตามอง แล้วแค่นหัวเราะ:
“ข่าวกอซซิปไง สำนักพิมพ์ทั่วไปเขาก็มีกันทั้งนั้นแหละ”
“ต่อให้เป็นข่าวกอซซิป ก็ต้องมีมูลความจริงบ้างไม่ใช่เหรอ?”
แอเรียลทุบโต๊ะ “แต่นี่มันมั่วซั่วทั้งเพเลย!”
“ก็เพราะงั้นไง...”
มิงโกเต้ยืดตัวขึ้นมาหน่อย หยิบหนังสือพิมพ์ตรงหน้า พลิกไปด้านหลัง ชี้ไปที่ตัวหนังสือเล็กจิ๋วบรรทัดสุดท้าย ยิ้มตาหยีแล้วพูดว่า:
“ฉันก็เลยเตือนไว้ตรงนี้แล้ว… นี่ไง”
แอเรียลยื่นหน้าเข้าไปดู เพ่งสายตาเต็มที่ ถึงได้เห็นว่ามันเขียนว่า “เนื้อหาข้างต้นเป็นเพียงการคาดเดาของชมรมข่าว เพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องจริงแต่อย่างใด”
“ใครมันจะไปเห็นยะ!”
แอเรียลอึ้งไปนิดนึง แล้วตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยวกว่าเดิม “พวกนายจงใจชัดๆ!”
“โอ้ งั้นแสดงว่า เธอมีปัญหากับฉันสินะ?”
มิงโกเต้ยิ้มเย็น:
“แล้วเธอจะเอายังไงล่ะ?”
“เรียกคืนหนังสือพิมพ์ทั้งหมด แล้วประกาศขอโทษ บอกความจริงกับทุกคน!” แอเรียลกัดฟันพูด
“อย่างนี้นี่เอง ฉันเข้าใจความหมายของเธอแล้ว”
มิงโกเต้พยักหน้าอย่างจริงจัง แล้วพูดว่า:
“แต่ว่าเป็นไปไม่ได้หรอก”
“ทำไม?”
“เรียกคืนหนังสือพิมพ์? ขอโทษ? นี่มันกะจะฆ่าชมรมข่าวของฉันให้ตายเลยนี่นา ฉันจะไปตกลงได้ยังไง”
“แต่นายละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของฉันนะ?”
“อืม ดูเหมือนจะทำไม่ถูกจริงๆ นั่นแหละ”
มิงโกเต้ลูบคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็พูดว่า:
“เอาอย่างงี้ไหม รายได้จากหนังสือพิมพ์พวกนี้... ฉันแบ่งให้เธอสักสิบเปอร์เซ็นต์เป็นไง?”
“...”
“ว่าไง? บอกตามตรงนะ หนังสือพิมพ์พวกนี้ขายดีมาก ต่อให้แค่สิบเปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเงินไม่น้อยเลยนะ”
มิงโกเต้ยักคิ้วอย่างโอเวอร์ หัวเราะเบาๆ “แค่เสียชื่อเสียงที่ไม่มีประโยชน์นิดหน่อย ก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ คุ้มยิ่งกว่าคุ้มไม่ใช่เหรอ?”
“ไอ้เวรนี่— นายเห็นชื่อเสียงของคนเป็นอะไรกันแน่?”
นิ้วทั้งสิบของแอเรียลจิกลงบนโต๊ะทำงานจนเป็นรอยลึก เธอจ้องเขม็งไปที่มิงโกเต้ โน้มตัวไปข้างหน้า เหมือนสัตว์ร้ายที่พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ได้ทุกเมื่อ
“เงินสกปรกของนาย ฉันไม่เอาสักแดงเดียว! แต่นายต้องเรียกคืนหนังสือพิมพ์ทั้งหมด แล้วขอโทษทุกคนที่เดือดร้อนเพราะข่าวลือมั่วซั่วของนาย!”
“ขอโทษที ฉันทำไม่ได้”
“นาย—”
“โอ้? เธออยากจะลงมือกับฉันเหรอ?”
มิงโกเต้มองแอเรียลที่ดูเหมือนพร้อมจะต่อยหน้าเขาได้ทุกเมื่อ สีหน้ายังคงเรียบเฉย มุมปากยังแฝงรอยยิ้มเยาะเย้ย
“เอาสิ! ลงมือเลย รุ่นน้องปีสองท้ารุ่นพี่ปีหก ก็เป็นข่าวที่ไม่เลวเหมือนกัน ขอแค่เป็นข่าว ฉันรับได้หมดแหละ
แต่ว่า...
รุ่นน้องแอเรียลคิดให้ดีๆ นะ เธอ... สู้ฉันได้จริงๆ เหรอ?”
“...”
แอเรียลตาแทบถลนด้วยความโกรธ เหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อคนตรงหน้า
แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ลงมือ
เพราะตอนนี้เธอยังสู้ไอ้เวรนี่ที่น่ากระทืบไม่ได้จริงๆ
ยังไงซะ มิงโกเต้ก็อยู่ปีหก และมีชื่อเสียงโด่งดังในรุ่นปีหกด้วย
แอเรียลถึงจะสู้ข้ามรุ่นได้ แต่ก็มีขีดจำกัด
ตอนนี้ ปีสี่คือขีดจำกัดของเธอแล้ว
เว้นแต่...
แต่จะให้ใช้พลังนั้นกับคนสารเลวแบบนี้ มันไม่คุ้มเอาซะเลย
“อย่าได้ใจไปหน่อยเลย...”
แอเรียลโกรธจนตัวสั่น จ้องมิงโกเต้เขม็ง กัดฟันพูด:
“สามสิบปีแม่น้ำไหลไปตะวันตก สามสิบปีแม่น้ำไหลไปตะวันออก อย่าได้ดูถูกสาวน้อย...”
“ก๊อกๆ...”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ขัดจังหวะการพูดจาอาฆาตแค้นของแอเรียล
โดยไม่รอคำอนุญาต ร่างสีเงินเดินเข้ามาในห้อง
“เกิดอะไรขึ้น ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าถ้าฉันไม่อนุญาต ห้ามให้ใคร...”
มิงโกเต้หันขวับไปด้วยความหงุดหงิด กะจะด่าลูกน้องที่เฝ้าหน้าประตู แต่พอเห็นร่างสีเงินนั้น ก็อึ้งไปทันที
“ท่าน... ท่านประธาน?”
“สวัสดีค่ะ รุ่นพี่มิงโกเต้”
เซลีเซียพยักหน้าให้มิงโกเต้อย่างเย็นชา แล้วหันไปทักทายแอเรียล:
“สวัสดีตอนบ่ายจ้ะ แอเรียล”
“เซลีเซีย มาทำอะไรที่นี่?”
แอเรียลกระพริบตา แล้วรีบรู้ตัวว่าท่าตบโต๊ะเมื่อกี้ไม่งาม รีบยืดตัวตรง กระแอมสองที ถามด้วยความเป็นห่วง:
“เพิ่งเปิดเทอม งานสภานักเรียนยุ่งไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่เป็นไร มีคนช่วยทำแทนแล้ว ส่วนที่ว่าทำไมฉันมาอยู่ที่นี่...”
เซลีเซียมองมิงโกเต้ น้ำเสียงเย็นชาลงเล็กน้อย:
“รุ่นพี่มิงโกเต้น่าจะรู้นะคะ”
“เอ่อ...”
มิงโกเต้แก้มกระตุก
มองผู้หญิงที่เย็นชาเหมือนภูเขาน้ำแข็งตรงหน้า ต่อให้เป็นเขาก็ยังอดหวั่นใจไม่ได้
เขาต้องรู้อยู่แล้วว่าเซลีเซียมาทำไม
และรู้ด้วยว่าเธอต้องมาสักวัน
แต่ไม่คิดว่าจะมาเร็วขนาดนี้!
ช่วงเปิดเทอมน่าจะเป็นช่วงที่สภานักเรียนยุ่งที่สุดไม่ใช่เหรอ เธอเอาเวลาที่ไหนมาสนใจทางนี้?
แต่ใจเย็นไว้ ไม่ต้องตื่นตูม
ฉันคาดการณ์ไว้แล้ว ก็เลยเตรียมตัวมาดี
กฎโรงเรียนอ่านวนไปสิบรอบแล้ว ฉันยังไม่ถึงขั้นทำผิดกฎแน่นอน
บัญชีชมรมข่าวก็ปลอมแปลงไว้แล้ว ให้ดูยังไงก็จับผิดไม่ได้
แม้แต่ลูกน้องก็เตี๊ยมกันไว้แล้ว ของขอขมาอาจารย์ก็กำลังส่งไป
แค่รับมือเธอให้อยู่หมัดก็พอ
ต่อให้เธอเป็นประธานนักเรียน หรือแม้แต่เป็นองค์หญิงแห่งจักรวรรดิ แต่ในสถาบันเธอก็เป็นแค่เด็กปีสี่เท่านั้นแหละ
ตราบใดที่ไม่ทำผิดกฎสถาบัน เธอจะทำอะไรฉันได้?
คิดได้ดังนี้ หัวใจที่เต้นระรัวของมิงโกเต้ก็สงบลงได้บ้าง
อย่าลนลาน ความได้เปรียบอยู่ที่ฉัน!
ดูซิว่าเธอจะมาไม้ไหน!
“ดูเหมือนรุ่นพี่จะรู้จุดประสงค์ของฉันแล้ว งั้นฉันขอพูดตรงๆ เลยนะคะ”
เซลีเซียลากเก้าอี้มาวางตรงข้ามมิงโกเต้ แล้วนั่งลง
ไขว่ห้าง ประสานมือกุมไว้บนตัก หลังตรงสง่า ท่วงท่าของเธอราวกับเครื่องจักรที่ถูกตั้งโปรแกรมมาอย่างดี ละเอียดอ่อนและงดงาม
ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด เซลีเซียจ้องมองมิงโกเต้ด้วยสายตาเย็นชา แล้วเอ่ยปากว่า:
“มิงโกเต้ เรย์มอนด์
คุณ... อยากตายไหมคะ?”
“อะไรนะ—”
วินาทีนี้ ต่อให้เป็นมิงโกเต้ปีหกก็อดไม่ได้ที่จะผงะถอยหลัง เพราะแรงกดดันที่เซลีเซียปลดปล่อยออกมาในชั่วพริบตานั้นรุนแรงเกินไป และคำพูดของเธอก็เหนือความคาดหมายเกินไป
ในชั่วพริบตา แผนการที่มิงโกเต้เตรียมมาอย่างดีก็พังทลายลง
แต่มิงโกเต้ก็ไม่ใช่คนจิตใจอ่อนแอ เขาตั้งสติได้เร็ว แล้วตอบโต้อย่างโกรธเกรี้ยว:
“ท่านประธานพูดแบบนี้ในฐานะประธานนักเรียน หรือในฐานะองค์หญิงกันแน่ครับ?”
“ในฐานะอะไร? คุณถามคำถามนี้ไปเพื่ออะไรคะ?”
สายตาของเซลีเซียยังคงเย็นชา สีหน้ายังคงเรียบเฉย ยากที่จะจินตนาการว่าเธอในตอนนี้ จะพูดคำว่า "ตาย" ออกมาได้
“องค์หญิงแล้วยังไง?
ประธานนักเรียนแล้วยังไง?
ต่อให้ทิ้งทั้งสองสถานะนี้ไป แล้วพูดในฐานะเซลีเซียคนธรรมดา แล้วจะทำไม?
มีความหมายไหม?
ไม่มีความหมายหรอกค่ะ
เพราะไม่ว่าจะในฐานะไหน ฉันก็มีสิทธิ์พูดแบบนี้กับคุณ
แถมยังพูดได้ไม่รู้จบ... พูดจนกว่าคุณจะไม่อยากฟังนั่นแหละ”
เซลีเซียเน้นทีละคำ ราวกับจะสลักคำเหล่านี้ลงไปในจิตวิญญาณของมิงโกเต้ด้วยเลือด:
“มิงโกเต้ เรย์มอนด์ คุณ. อยาก. ตาย. ไหม. คะ?”
ในชั่วพริบตานั้น
หญิงสาวนั่งอยู่ท่ามกลางแสงสนธยา
แผ่ไอเย็นยะเยือก
...
...
“สมกับเป็นเซลีเซียจริงๆ!”
บนทางเดินระเบียง แอเรียลมองเซลีเซียด้วยความเลื่อมใส ชมเชยจากใจจริง:
“เมื่อกี้ตอนเธอพูดสองประโยคนั้นมันเท่ระเบิดไปเลย แค่สองประโยค ก็ทำให้รุ่นพี่ปีหกยอมก้มหัวขอโทษ แหะๆ เท่สุดๆ ไปเลย!”
“ไม่มีอะไรหรอก”
เซลีเซียสะบัดผมยาวสีเงินอย่างไม่ใส่ใจ “จัดการคนแบบมิงโกเต้ ขืนไปพูดเหตุผลกับเขา มีหวังโดนเขาปั่นหัวเล่นเปล่าๆ เลยต้องแข็งกร้าวเข้าไว้
อีกอย่างเขาก็ร้อนตัวอยู่แล้วด้วย ไม่งั้นคงไม่โดนฉันขู่จนกลัวง่ายๆ แบบนี้หรอก”
“แต่ก็ยังเท่อยู่ดี!”
แอเรียลรู้สึกเหมือนตาจะเป็นประกายรูปดาวแล้ว
แย่แล้วๆๆๆๆ เซลีเซียดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจขึ้นอีกแล้ว อยากจะเข้าไปคลอเคลียตอนนี้เลยทำไงดี?
จะว่าไป...
เซลีเซียโผล่มาทันเวลาพอดี หรือว่าเป็นเพราะ...
แอเรียลจับแก้มที่ร้อนผ่าวของตัวเอง เริ่มจินตนาการบรรเจิด
“อุ๊บ!”
มัวแต่เหม่อ แอเรียลเลยชนเข้ากับเซลีเซียที่หยุดเดินข้างหน้า
“เป็นอะไรไปเหรอ?”
แอเรียลนวดดั้งจมูก มองตามสายตาของเซลีเซียไป
แล้วก็เห็นคนที่เธอไม่อยากเจอที่สุด
มูนผมทอง กำลังถือหนังสือที่มองไม่เห็นชื่อ นั่งอ่านอย่างตั้งใจอยู่ใต้ร่มไม้ไม่ไกลนัก
บางครั้งก็เห็นเขาขมวดคิ้ว เหมือนเจอโจทย์ยาก แล้วก็หยิบสมุดจดขึ้นมาเขียนๆ วาดๆ
หรือบางทีก็แก้ปัญหาที่ค้างคาใจได้ ก็ยิ้มหล่อเหลาจนน่าหลงใหลออกมา
ตลอดเวลาเขาดูตั้งใจมาก ไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย ต่อให้มีคนเดินผ่าน เขาก็ยังจมดิ่งอยู่ในโลกแห่งหนังสือ
“หมอนั่นอ่านหนังสือเป็นด้วยเหรอ? แถมยังตั้งใจขนาดนั้น?”
แอเรียลมองภาพนี้ อดไม่ได้ที่จะทำหน้าตกตะลึงเหมือนเห็นหมูปีนต้นไม้ จากนั้นก็เบะปากเยาะเย้ย:
“อย่างนิสัยหมอนั่น คงเห่อได้แค่แป๊บเดียวแหละ”
“แอเรียล”
เซลีเซียละสายตา หันมามองแอเรียลด้วยแววตาเย็นชา:
“เขากำลังพยายามอยู่ เธอไม่ควรพูดถึงเขาแบบนั้น”
“แต่เขาคือมูน แคมป์เบลนะ เทอมที่แล้วเขาเป็นคนยังไง เซลีเซียก็รู้นี่นา คนอย่างเขาจะมาพยายามจริงจังได้ยังไง” แอเรียลเถียงอย่างไม่ยอมแพ้
“ไม่เกี่ยวกับว่าเขาเป็นใคร และไม่เกี่ยวกับอดีตของเขาด้วย”
เซลีเซียหันกลับไป เดินหน้าต่อ
เพียงแต่ฝีเท้า ดูเหมือนจะเบาลงมาก
เพื่อไม่ให้รบกวนเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนได้เกิดใหม่คนนั้น
“ตราบใดที่มีความพยายาม ก็ไม่ควรถูกหัวเราะเยาะ”
...
...