ตอนที่ 56
บทที่ 56
โจวซือเถียนจอดจักรยานให้เรียบร้อยแล้วเดินตรงไปที่ห้องของสองพี่น้องทันที
ประตูแง้มอยู่ พอผลักก็เปิดออก
จากนั้นก็ได้ยินเสียงคำรามของโจวซืออวี่ดังขึ้น “บอกแล้วว่าไม่มีแล้ว! ยังต้องการอะไรอีก... เถียน... ซือเถียน?”
โจวซือเถียนมองผมเผ้ายุ่งเหยิงของโจวซืออวี่ และรอยฝ่ามือชัดเจนบนใบหน้า ก่อนจะขมวดคิ้ว
“โดนตีมาเหรอ?”
โจวซืออวี่ยกมือขึ้นปิดแก้มทันที
“ใครตี?”
“แม่ตีค่ะ พี่บอกแม่ว่าจะส่งฉันไปเรียนหนังสือ แม่ก็โกรธขึ้นมา” โจวซือฉิงร้องไห้พลางพูด “พี่ซือเถียน แม่แย่งไหมพรมของพี่ไป แล้วยังแย่งเงินที่พี่สาวหามาได้ไปด้วย”
“แล้วเงินของเธอล่ะ?”
โจวซือฉิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบมองออกไปข้างนอกอย่างระแวดระวัง พอเห็นว่าไม่มีใครถึงได้กระซิบเบาๆ ว่า “เงินของฉันซ่อนไว้ลึกมาก แม่หาไม่เจอค่ะ”
เมื่อนึกถึงตอนโจวซือฉิงซ่อนเงินเหมือนหนูขุดโพรง ถ้าเจ้าตัวไม่พูดเอง คนอื่นก็คงไม่มีทางรู้ว่าเธอซ่อนไว้ที่ไหน
“ฉันไม่ได้บอกแม่ เงินก้อนนั้นซือฉิงเก็บไว้เรียนหนังสือเอง” โจวซืออวี่พูดเสียงอู้อี้
ตอนนั้นแม่สงสัยว่าซือฉิงก็ซ่อนเงินเอาไว้เหมือนกัน ถึงขั้นหยิบไม้ขึ้นมาจะตีเธอ โชคดีที่ตัวเองกดแม่เอาไว้สุดแรง จึงรักษาเงินก้อนนั้นไว้ได้
ถึงจะเป็นลูกแท้ๆ เหมือนกัน แต่ถูกเลือกปฏิบัติเพราะเป็นผู้หญิงมาหลายปีจนชินแล้ว ทว่าครั้งนี้เธอก็บอกชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องให้พ่อแม่ออกเงิน พวกเธอเก็บเงินค่าเล่าเรียนกันเองได้
ใครจะคิดว่าแม่จะเหมือนคนเสียสติ ไม่ยอมให้พวกเธอเรียนหนังสือไม่ว่ายังไง แถมยังแย่งไหมพรมไปอีก พอเธอบอกว่าเป็นของที่ซือเถียนให้มา แม่ไม่เพียงไม่เชื่อ แต่ยังตบเธออีกหนึ่งฉาด
พ่อก็ยืนดูอยู่ข้างๆ ไม่พูดอะไรสักคำ
โจวซืออวี่ผิดหวังในตัวพ่อแม่แท้ๆ ของตัวเองจนไม่รู้จะผิดหวังยังไงแล้ว
“ซือเถียน ไหมพรมฉันจะชดใช้ให้นะ”
โจวซืออวี่รู้สึกแย่มาก
ซือเถียนวางใจมอบไหมพรมให้เธอ แต่สุดท้ายเธอกลับรักษาเอาไว้ไม่ได้
ไม่ว่ายังไง ไหมพรมพวกนั้นเธอจะต้องชดใช้คืนแน่นอน
โจวซือเถียนมองสองพี่น้องแวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไร จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกไปทันที
คนในบ้านอยู่กันพร้อมหน้า แต่ตอนนี้กลับเงียบกริบ
โจวซือเถียนเดินไปเคาะประตูฝั่งบ้านรองโดยตรง น้ำเสียงถือว่าสงบนิ่งพอสมควร
“อารอง อาสะใภ้รองเปิดประตู”
โจวหงต๋ากำลังจะลุกไปเปิดประตูตามสัญชาตญาณ แต่ถูกเหลียวชุนหงยื่นมือมาห้ามไว้
“พ่อของเว่ยเป่ย อย่าไปเปิด”
“แต่ว่า...”
โจวหงต๋ารู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
คนที่อยู่หน้าประตูไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นซือเถียน คนที่ตระกูลโจวไม่กล้ายุ่งด้วยมากที่สุด
เหลียวชุนหงเบะปาก “ถ้าเรื่องอื่นก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ฉันเป็นแม่แท้ๆ ของเด็กสองคนนั้น ฉันคลอดพวกมันมา จะดูแลพวกมันไม่ได้หรือไง? น่าเหลวไหลจริงๆ ตอนนี้ถึงขั้นซ่อนเงินลับหลังผู้ใหญ่แล้ว ต่อไปพอแต่งงานไปก็คงกล้าไม่สนใจเว่ยเป่ยน้องชายตัวเองแน่ มีที่ไหนพี่สาวไม่ช่วยเหลือน้องชายบ้าง? ยัยเด็กตายด้านแอบซื้อไหมพรมเอง ยังแอบเก็บเงินไว้ตั้งเยอะ ตอนที่สั่งสอนเมื่อกี้ คุณไม่น่าห้ามฉันเลย”
ในใจเธอเชื่อมั่นมาตลอดว่าไหมพรมพวกนั้นเป็นของโจวซืออวี่ซื้อเอง คิดว่าแค่บอกว่าเป็นของซือเถียนก็จะหลอกเธอได้อย่างนั้นหรือ
เหลียวชุนหงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่เปิดประตู
เธอคิดว่าเดี๋ยวโจวซือเถียนก็คงกลับไปเอง
แต่ถ้าโจวซือเถียนเป็นคนที่เดาพฤติกรรมได้ง่ายขนาดนั้น เธอก็คงไม่ใช่โจวซือเถียนแล้ว
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังสนั่นขึ้น
บานประตูของบ้านรองล้มโครมลงกับพื้นทันที ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว
เหลียวชุนหงรีบกอดลูกชายสุดที่รักเอาไว้โดยสัญชาตญาณ พร้อมกรีดร้องเสียงดัง
หลิวจินฮวา โผล่หน้าออกมาจากห้อง พอเห็นโจวซือเถียนเตะประตูพัง ก็รีบหดกลับเข้าไป แต่สุดท้ายก็ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว แอบเกาะขอบหน้าต่างมองออกมาอีกครั้ง
เมื่อเหลือบไปเห็นหน้าต่างฝั่งบ้านสาม ชิวจวีเซียงสะใภ้สามก็กำลังแอบมองออกมาเหมือนกัน
สองแม่ผัวลูกสะใภ้สบตากัน ก่อนจะหันไปมองบ้านรองพร้อมกัน
“ยายแก่ กำลังทำอะไรอยู่?”
“อย่ามายุ่งเลย ตอนนั้นฉันเตือนเมียเจ้ารองแล้วว่าอย่าทำเกินไป ดูสิ ตอนนี้ซือเถียนกลับมาแล้ว คราวนี้เธอซวยแน่”
ตั้งแต่ตอนที่เหลียวชุนหงแย่งไหมพรม เธอก็รู้แล้วว่าเรื่องต้องไม่ดีแน่
ต่อให้ซือวี่ มีเงิน ก็ไม่มีทางซื้อไหมพรมได้ ดังนั้นเด็กคนนั้นไม่ได้โกหก ของพวกนั้นเป็นของซือเถียนจริงๆ
แต่ตอนนั้นเมียเจ้ารองเหมือนคนเสียสติ ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง
“อาสะใภ้รองเอาของคืนมา”
โจวซือเถียนยืนอยู่หน้าประตู มองเข้าไปในห้องแล้วพูดขึ้น
เหลียวชุนหง กอดลูกชายเอาไว้ สีหน้าดูมีพิรุธ แต่ยังคงปากแข็ง
“ไม่รู้ว่าพูดเรื่องอะไร”
“ฉันจะนับถึงสาม ถ้าคืนของมาเอง เรื่องนี้ฉันจะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น แต่ถ้ายังดื้อด้านต่อ วันนี้ฉันจะรื้อบ้านหลังนี้ให้หมด”
โจวหงต๋า อดทนไม่ไหวอีกต่อไป รีบเดินไปหยิบไหมพรมออกมาแล้วยื่นให้โจวซือเถียน
ขนาดประตูเธอยังกล้าเตะพัง จะรื้อบ้านจริงๆ ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้
เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าภรรยาคิดอะไรอยู่ ถึงต้องไปหาเรื่องซือเถียน
โจวซือเถียนไม่รับ แถมยังไม่แม้แต่จะเงยเปลือกตาขึ้น
“ยังมีอีก เอาคืนมาทั้งหมด”
“ฝันไปเถอะ! ฉันรู้ว่าเธอมาทวงของแทนซือวี่ ฉันเป็นแม่แท้ๆ ของซือวี่ เอาเงินของลูกตัวเองแล้วจะทำไม? ฉันเป็นคนคลอดเธอมา ต่อให้ฉันสั่งให้เธอไปตาย เธอก็ต้อง...”
เหลียวชุนหงมองโจวซือเถียนชกหมัดใส่กรอบประตูอย่างแรง
บริเวณที่ถูกชกแตกร้าวออกทันที
คำพูดที่เหลืออยู่ตรงริมฝีปากถูกกลืนกลับลงคอในทันทีด้วยความตกใจ
“3... 2...”
“เดี๋ยวก่อน!”
โจวหงต๋ารีบเดินไปหยิบเงินที่เหลียวชุนหงซ่อนไว้ออกมา แล้วจับยัดใส่มือโจวซือเถียนพร้อมกับไหมพรม
“อยู่ครบหมดแล้ว ไม่ขาดแม้แต่เฟินเดียว ลองนับดูได้”
โจวซือเถียนกวาดตามองแวบเดียวก็รู้จำนวนแล้ว จากนั้นจึงหมุนตัวกลับไปที่ห้องของสองพี่น้อง
พอเธอไปถึง ทั้งสองคนกำลังยืนอยู่หน้าประตู มองเธอด้วยสีหน้าเหม่อลอย
“ยืนอึ้งอะไรอยู่ รับไปสิ”
โจวซืออวี่รีบรับมา สีหน้ายังคงงุน งง อยู่บ้าง
เอาคืนมาได้ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ?
แต่พอนึกได้ว่าคนที่ไปทวงคือซือเถียน เธอก็รู้สึกโล่งใจทันที
มีแต่ซือเถียนเท่านั้นที่ทำได้
ถ้าเป็นเธอไปทวงเอง แม่คงเอาแต่นอนดิ้นโวยวาย ชี้หน้าด่าว่าเธอไม่กตัญญู เสียใจที่ให้กำเนิดเธอ และพูดอะไรทำนองนั้นอีกมากมาย
“ที่แม่คัดค้านไม่ให้ซือฉิงเรียนหนังสือ จริงๆ แล้วก็เพราะกลัวเธอ”
“กลัวฉัน?”
โจวซืออวี่พยักหน้า
“แม่กลัวว่าหลังจากซือฉิงเรียนหนังสือแล้วจะไม่เชื่อฟัง แล้วต่อไปจะไม่ดูแลโจวเว่ยเป่ย”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง โจวซืออวี่มองน้องสาวของตัวเอง ก่อนจะแสยะยิ้มเยาะออกมา
“แม่ไม่ให้เรียน แต่ฉันจะส่งซือฉิงไปเรียนให้ได้ การเรียนหนังสือยังไงก็ดีกว่าเป็นคนไม่รู้หนังสือ ถ้าการเรียนไม่ดีจริง ปู่ย่าก็คงไม่ส่งหลานชายหลายคนไปเรียนหรอก”
โจวซือฉิงพยักหน้าแรงๆ
“ถูกต้อง! ฉันจะต้องได้เรียนหนังสือแน่ๆ ต่อไปฉันจะไปเป็นคนงานในเมือง แล้วพาพี่ซืออวี่ไปอยู่ในเมืองด้วย”
หลิวจินฮวา กำลังโบกพัดไล่ยุง พอตบยุงได้ตัวหนึ่งก็รู้สึกว่าดูละครยังไม่สะใจพอ
ซือเถียนยังไม่ได้ลงมือเลย แต่เจ้ารองกลับยอมแพ้เสียแล้ว
เธอจึงปิดหน้าต่างแล้วเข้านอนทันที
เดิมทีคิดว่าทุกอย่างจบลงแล้ว
ใครจะคิดว่าในวันลงทะเบียนเรียน เหลียวชุนหงกลับไปก่อเรื่องที่โรงเรียนประถมอีกครั้ง ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่ยอมให้โจวซือฉิงเข้าเรียน ทำให้บรรดาผู้ปกครองที่พาลูกมาสมัครต่างยืนมุงดูความสนุกกันหมด
ใบหน้าของหัวหน้าทีมผลิตดำทะมึนลงทันที
เขารู้สึกว่าครอบครัวโจวช่างมีฮวงจุ้ยประหลาดเหลือเกิน
ก่อนหน้านี้บ้านสามก่อเรื่องไปครั้งหนึ่ง หลิวจินฮวา ก็ก่อเรื่องไปอีกครั้ง ตอนนี้แม้แต่บ้านรองก็ยังมาก่อเรื่องอีก
“โจวหงต๋าล่ะ? เขาไปไหนแล้ว? รีบไปตามตัวมาให้มาพาภรรยากลับบ้านเดี๋ยวนี้ ยังคิดว่าอับอายขายหน้าไม่พออีกหรือไง!”
หัวหน้าทีมผลิตไม่ชอบผู้ปกครองแบบนี้ที่สุด เขารับผิดชอบงานด้านการศึกษา การกระทำของเหลียวชุนหงจึงเท่ากับกำลังขัดขวางงานของเขา
เหลียวชุนหงทั้งร้องไห้ทั้งด่าทอ ทำให้พี่น้องสองคนได้แต่ก้มหน้า ถูกชาวบ้านที่มามุงดูห้อมล้อมอยู่ตรงกลาง พร้อมชี้ไม้ชี้มือวิพากษ์วิจารณ์
หัวหน้าทีมผลิตเกลี้ยกล่อมก็ไม่เป็นผล หัวหน้าทีมผลิตกับประธานสตรีมาช่วยเกลี้ยกล่อมก็ไม่เป็นผลเช่นกัน แม้แต่หลิวจินฮวา ผู้เป็นแม่สามียังถูกเรียกตัวมา สุดท้ายจึงพาตัวคนกลับบ้านได้สำเร็จ
เหลียวชุนหงพุ่งเข้าไปในครัว หยิบมีดทำครัวมาจ่อที่คอตัวเอง
“ซือฉิง ถ้าแกกล้าไปเรียน ฉันจะตายให้พวกแกดู!”
“แม่ สรุปแม่ต้องการอะไรกันแน่?” โจวซืออวี่ใกล้จะถูกเหลียวชุนหงทำให้ประสาทเสียอยู่แล้ว
แม้แต่โจวซือฉิงยังตกใจจนกอดเอวโจวซืออวี่แล้วร้องไห้โฮ
“หลีกหน่อยๆ ทุกคนหลีกหน่อย!”
โจวซือเถียนที่เพิ่งเลิกเรียนกลับมา เข็นจักรยานเบียดฝูงชนเข้ามาในลานบ้าน
ทันทีที่สายตาของทั้งสองประสานกัน ค่าความรู้สึกเสียใจของเหลียวชุนหงก็ทะลักออกมาในระบบหลังบ้านราวกับคลื่นน้ำ
“จะตายก็ไปตายที่อื่น อย่ามาขวางหน้าห้องฉัน ตอนเชือดคอก็ระวังหน่อย อย่าให้เลือดกระเด็นมาเปื้อนประตูห้องฉันล่ะ”
โจวซือเถียนเดินเข้าไปผลักเหลียวชุนหงที่กำลังเอามีดจ่อคอออกไปตรงๆ จากนั้นก็นำจักรยานไปจอดไว้ใต้ชายคา
มีบางคนรู้สึกว่าโจวซือเถียนเย็นชาจนเกินไป นั่นเป็นถึงอาสะใภ้รองของครอบครัว กำลังโวยวายจะฆ่าตัวตายแท้ๆ แต่เธอกลับพูดแบบนั้นออกมาได้
โจวซือเถียน กลอกตา
“พวกคุณก็พูดเองว่าเธอจะฆ่าตัวตาย คำว่าฆ่าตัวตายก็คือฆ่าตัวเอง ไม่ใช่ว่าฉันบังคับให้เธอเอามีดมาจ่อคอตัวเองสักหน่อย”
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูก อย่างน้อยก็ควรช่วยพูดเกลี้ยกล่อมสักหน่อยสิ”
โจวซือเถียนหัวเราะหยัน ก่อนหันไปมองเหลียวชุนหงแล้วตะโกนเสียงดัง
“อาสะใภ้รอง อย่าฆ่าตัวตายนะ!”
เหลียวชุนหงตกใจจนมือสั่น เกือบเชือดคอตัวเองเข้าจริงๆ คมมีดเฉียดผิวหนังไปนิดเดียว ทำเอาเธอขวัญหนีดีฝ่อ
เธอไม่ได้อยากตายจริงๆ แค่อยากก่อเรื่องสักครั้ง เธอรู้สึกมาตลอดว่าที่เด็กผู้ชายในบ้านเรียนไม่เก่ง เป็นเพราะเด็กผู้หญิงอย่างซือเถียน ดูดเอาโชคของทั้งบ้านไปหมด
แต่ตอนนี้ห้ามเผยแพร่ความเชื่อโชคลางแบบศักดินา เธอจึงพูดออกมาตรงๆ ไม่ได้ เลยคิดวิธีนี้ขึ้นมา
ใครจะไปรู้ว่าพอทำไปทำมา ดันเลยเถิดจนกลายเป็นแบบนี้ ถึงขั้นหยิบมีดขึ้นมาแล้ว และในชั่วขณะนั้นก็หาข้ออ้างที่จะวางมีดลงไม่ได้
แถมยังมาเจอกับโจวซือเถียนที่ใจดำไร้เยื่อใยคนนี้อีก ถึงกับเร่งให้เธอไปตาย
“ฉันไม่...”
“เห็นไหม ทุกคน อาสะใภ้รองของฉันไม่ฟังเลยนะ”
หลิวจินฮวา เองก็รู้สึกว่าเหลียวชุนหงมีปัญหาทางสมอง ถ้ามีดเล่มนั้นเปื้อนเลือดของเธอจริงๆ เธอคงอยากเอาไปทิ้งเสียด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นต่อไปเวลาหยิบมาใช้ก็คงรู้สึกขนลุก
เธอรีบเดินเข้าไปข้างหน้า ดึงตัวโจวซือเถียนมา จากนั้นก็ผลักเธอเข้าห้องอย่างรวดเร็ว
“ซือเถียน รีบหาวิธีหยุดเถอะ อย่าให้อาสะใภ้รองของแกก่อเรื่องต่อเลย ยังอับอายกันไม่พออีกหรือไง?”
“หา? บ้านเรายังมีหน้าให้เสียอีกเหรอ?”
หนังตาของหลิวจินฮวา กระตุกเล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้มออกมา
“หัวสมองเธอฉลาด ยังไงก็ต้องมีวิธีหยุดอาสะใภ้เธอแน่ ช่วยย่าสักหน่อยเถอะ”
โจวซือเถียนยื่นมือออกมา
“ห้าหยวน”
หลิวจินฮวา หันหลังจะเดินจากไป แต่พอเหลือบเห็นเหลียวชุนหงในลานบ้าน เห็นชาวบ้านที่กำลังมุงดู และเห็นเจ้าหน้าที่กองผลิตที่ยังพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่ ก็หยุดฝีเท้าลง
“ห้าเหมา”
“ย่า รีบออกไปเถอะ”
โจวซือเถียนจับไหล่หลิวจินฮวา แล้วดันออกไปข้างนอก
ค่าความรู้สึกเสียใจของสะใภ้รองแทบจะท่วมระบบหลังบ้านของเธออยู่แล้ว แสดงว่าตั้งแต่แรกอีกฝ่ายไม่ได้คิดจะตายจริง
เพียงแต่ถูกบรรยากาศพาไปจนมาถึงจุดนี้แล้ว ถ้าปล่อยให้เลยเถิดต่อไป บางทีอาจเชือดคอตัวเองเข้าจริงๆ ก็ได้
“สองหยวน มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
หลิวจินฮวา รีบเกาะกรอบประตูไว้แล้วพูด
“ตกลง”
โจวซือเถียนเดินไปหยิบกระบวยตักมูลที่พิงอยู่ข้างส้วม จากนั้นก็ไปตักน้ำหนึ่งกระบวยจากถังน้ำข้างส้วม แล้วสาดไปทางโจวเว่ยเป่ยที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน
เหลียวชุนหงร้องลั่นทันที มีดในมือถูกโยนทิ้ง แล้วรีบวิ่งไปหาโจวเว่ยเป่ยอย่างรวดเร็ว
“ซือเถียน เธอทำอะไรน่ะ?”
หัวหน้าทีมผลิตพุ่งเข้าไปเก็บมีดบนพื้นทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มันกลับไปอยู่ในมือเหลียวชุนหงอีก
ชาวบ้านที่มามุงดูเพิ่งนึกออกว่าโจวซือเถียนใช้กระบวยอะไรตักน้ำ ต่างพากันถอยหนี
เจ้าหน้าที่กองผลิตมองเหลียวชุนหงที่ตัวเปียกไปด้วยน้ำเพราะกอดลูกชายเอาไว้ แล้วก็ระงับความคิดที่จะเข้าไปเกลี้ยกล่อมเอาไว้ในใจ
เหลียวชุนหงเองก็เพิ่งนึกขึ้นได้เช่นกัน เธออยากพุ่งไปแย่งมีดกลับมา แต่ถูกโจวซือเถียนใช้กระบวยตักมูลจิ้มถอยกลับไป
และเธอยังไม่ลืมหันไปเตือนหลิวจินฮวา
“ย่า อย่าลืมนะ”
หลิวจินฮวา เสียใจจนแทบตบต้นขาตัวเองเขียวช้ำ ถ้ารู้ว่าใช้วิธีง่ายๆ แบบนี้ก็หยุดเหลียวชุนหงได้ เธอคงไม่รับปากให้เงินซือเถียนสองหยวนหรอก
ไม่ต้องพูดถึงการใช้กระบวยตักมูลตักน้ำไปสาดเลย ต่อให้ให้เธอเอามูลไปสาดตรงๆ เธอก็ยอม
นั่นตั้งสองหยวนเชียวนะ!