คีย์บอร์ดพัง · เกมบุกโลก: เริ่มต้นด้วยอาชีพนักบวช แล้วจะให้ฉันสู้ยังไง?

ตอนที่ 8

ตอนที่ 8 เก็บเลเวล

ตอนที่ 8 เก็บเลเวล

ในโลกราตรีนิรันดร์ การจะซื้อไอเทมใดๆ จำเป็นต้องใช้ค่าชื่อเสียงที่สอดคล้องกัน ยิ่งชื่อเสียงสูง โอกาสในการซื้อสินค้าที่มีระดับสูงขึ้นก็ยิ่งมากขึ้น หากชื่อเสียงต่ำ ผู้เล่นแม้แต่จะเปิดหน้าต่างร้านค้ายังทำไม่ได้เลย

เมื่อได้เหรียญตราสัญลักษณ์นี้มา นั่นไม่เท่ากับว่าชื่อเสียงของเธอในหมู่บ้านอุกกาบาตศักดิ์สิทธิ์แตะระดับสูงสุดแล้วหรอกเหรอ?

ยังไม่ต้องพูดถึงหนังสือสามเล่มนี้...

แต่ละเล่มล้วนล้ำค่าเกินบรรยาย

น้ำยาเวทมนตร์ก็คือโพชั่นเลือดที่ผู้เล่นใช้กันเป็นประจำ นับว่าเป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน

แต่ในชาติก่อน โพชั่นเลือดถูกวิหารผูกขาด ซื้อได้จากวิหารเท่านั้น ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีผู้เล่นคนไหนผลิตโพชั่นเลือดเป็น

ผลผลิตโพชั่นเลือดจากวิหารจะมีสักเท่าไรกัน ในเมื่อจำนวนผู้เล่นมีฐานเป็นหลักล้านหลักสิบล้าน อุปสงค์จึงมากกว่าอุปทานอย่างมหาศาล

นี่คือเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้นักบวชเป็นอาชีพที่ผู้เล่นโหยหามากที่สุดในชาติก่อน

เล่มที่สองยิ่งไม่ต้องพูดถึง เป็นตำราทักษะที่นักบวชต้องการมากที่สุด แต่เธอมีการวางแผนสายทักษะของตัวเองไว้แล้ว สำหรับเธอจึงไม่ได้เร่งด่วนขนาดนั้น สามารถเก็บไว้รอกอบโกยเงินทองจากผู้เล่นคนอื่นในวันที่พวกเขามีเงินเหลือเฟือได้

เล่มที่สามนี่สิคือของจริง ลดระยะเวลาร่ายเวทลง 10%

อย่าดูถูก 10% นี้เชียว เมื่อเลเวลสูงขึ้น เวทมนตร์ใหญ่ๆ มักต้องใช้เวลาร่ายนานหลาย 10 วินาที การประหยัดเวลาได้สัก 1 วินาทีถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ในการต่อสู้ การประหยัดเวลาได้ทุกวินาทีคือการยกระดับพลังการต่อสู้ขึ้นอย่างมหาศาล

เมื่อได้รับหนังสือทั้งสามเล่มนี้มา เสิ่นเย่หลานก็รู้สึกภักดีต่อหมู่บ้านอุกกาบาตศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาจับใจ

นับแต่นี้ไป เธอจะเป็นคนของหมู่บ้านอุกกาบาตศักดิ์สิทธิ์... ส่วนเรื่องตาย? ไม่มีทางซะหรอกที่คนอย่างเธอจะตาย

หากเกมนี้มีระบบค่าความสัมพันธ์ ค่าความสัมพันธ์ของเธอกับชายชราตอนนี้คงพุ่งทะลุปรอทไปแล้ว

เสิ่นเย่หลานบอกลาชายชราด้วยความอารมณ์ดีแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังร้านค้าของวิหารทันที

เมื่อเปิดร้านค้า สินค้าละลานตามากมายก็ทำให้เสิ่นเย่หลานตาลาย

ไม่แปลกใจเลยที่ผู้เล่นในชาติก่อนมักพูดกันว่า แค่ปล้นร้านค้าในวิหารได้ ก็สามารถบรรลุอิสรภาพทางการเงินได้ทันที

โพชั่นเลือดระดับสูง, ไข่สัตว์เลี้ยงระดับเทพ, สัตว์ขี่วิญญาณเวทมนตร์, ไม้เท้าชั้นเลิศ...

ทุกอย่างล้วนดึงดูดสายตา แต่น่าเสียดายที่เธอมีสิทธิ์ซื้อ แต่กลับไม่มีเงินพอ

สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดในโลกนี้ คือการได้เจอของที่อยากได้ในวันที่ไม่มีเงิน

เสิ่นเย่หลานกัดฟันถอนสายตาออก ก่อนจะลงมืออย่างรวดเร็ว เป้าหมายคือการซื้อโพชั่นเลือด แม้ตอนนี้เธอจะผลิตเองได้แล้ว แต่เวลามันไม่พอ จึงทำได้เพียงซื้อของสำเร็จรูปไปก่อน

ทว่าตอนจ่ายเงิน เธอกลับพบว่าราคาของโพชั่นเลือดถูกกว่าชาติก่อนอยู่มากทีเดียว

เสิ่นเย่หลานกวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่เหรียญตราที่เพิ่งได้มา

เมื่อคลิกดูจึงเห็นตัวอักษรเล็กๆ บรรทัดหนึ่ง

[เหรียญตราวิหารเพลิงเทพ: สถานที่ที่นักบุญร่วงหล่น กลั่นตัวมาจากแสงสุดท้ายของเทพเจ้า]

คุณสมบัติ: ราคาสินค้าทุกอย่างในหมู่บ้านอุกกาบาตศักดิ์สิทธิ์ลดลง 20%

เมื่อเห็นข้อนี้ ในหัวของเสิ่นเย่หลานก็ผุดไอเทมอีกหลายอย่างที่ไม่เคยคิดจะซื้อมาก่อน

ความคิดหนึ่งในหัวเริ่มชัดเจนขึ้น บางทีภารกิจที่เธอทำไม่สำเร็จในชาติก่อน ครั้งนี้อาศัยช่วงทดสอบเบต้านี้...

เสิ่นเย่หลานตัดสินใจได้ทันที เธอพุ่งตัวเข้าไปในร้านตีเหล็ก “เจ้าของร้าน ข้าต้องการซื้อทุ่นระเบิดวิศวกรรม”

ชายร่างกำยำหนวดเครารุงรังที่กำลังตีเหล็กหน้าเตาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น “ไม่มี”

เสิ่นเย่หลานรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้

ในชาติก่อนเธอรู้อย่างบังเอิญว่าช่างตีเหล็กในหมู่บ้านอุกกาบาตศักดิ์สิทธิ์แอบขายอาวุธวิศวกรรมแบบลับๆ เพียงแต่ไม่ได้เปิดเผยออกสื่อ

เพื่อจะได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์วิศวกรรม เธอแทบจะพลิกหมู่บ้านอุกกาบาตศักดิ์สิทธิ์หาจนทั่วเพื่อสะสมค่าชื่อเสียง ทว่ายังไม่ทันได้โกยผลประโยชน์ก็ถูกจับได้ว่าเป็นผู้เล่นและถูกขึ้นบัญชีดำถาวร

พูดไปก็น่าเศร้า...

ครั้งนี้ เสิ่นเย่หลานยื่นเหรียญตราออกไปด้วยท่าทีมั่นใจ เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะมีใครกล้าปฏิเสธเธออีก

ทันทีที่เหรียญตราสีเขียวมรกตปรากฏขึ้น การเคลื่อนไหวของช่างตีเหล็กก็ชะงักไป เขาเงยหน้ามองเสิ่นเย่หลานแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในบ้านโดยไม่พูดอะไร

เสิ่นเย่หลานดีใจ รีบเดินตามเข้าไปในห้องหลังร้าน

เห็นช่างตีเหล็กผลักบานประตูเหล็กหนักๆ ภายในห้องออก ด้านในคือผลิตภัณฑ์วิศวกรรมที่กองสุมกันราวกับภูเขา

เสิ่นเย่หลานรีบสะกดสายตาตัวเองไว้ กลัวว่าถ้าดูนานไปจะเกิดความคิดชั่วร้ายอยากปล้นร้านตีเหล็กขึ้นมา

“ข้าต้องการทุ่นระเบิดแบบพกพา 40 ชุด”

ช่างตีเหล็กหยิบลูกบอลทรงกลมที่ปกคลุมไปด้วยฝุ่นหนาออกมาจากกองขยะ “ชุดละ 20 เหรียญเงิน ดาเมจแรงพอตัว ข้อเสียคือมันไม่ค่อยเสถียรเท่าไหร่”

พูดไม่ทันขาดคำ ลูกบอลลูกหนึ่งก็ดูเหมือนจะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน มันขยายตัวและเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ดูท่าอีกวินาทีเดียวคงระเบิดแน่ๆ

หัวใจของเสิ่นเย่หลานกระตุกวูบ... ซวยแล้ว นี่เธอจะตายเพราะสังหารครั้งแรกของตัวเองตั้งแต่ตอนนี้เลยเหรอ?

ทว่ามือใหญ่หนาที่สกปรกมอมแมมคว้าหมับลงบนทุ่นระเบิดที่กำลังจะระเบิดนั้นแล้วบีบแรงๆ ลูกบอลนั่นปล่อยควันดำออกมาและกลายเป็นผงละเอียดในมือของช่างตีเหล็ก

เสิ่นเย่หลานที่เพิ่งผ่านวิกฤตมาได้สำลักความตื่นเต้นในคอ แอบคิดในใจว่า นี่น่ะหรือแค่ไม่ค่อยเสถียร? แต่เมื่อคิดดูแล้ว ทุ่นระเบิดก็แค่เก็บไว้ในกระเป๋ามิติ ขอแค่ตอนใช้ระวังหน่อยก็พอ แถมชุดละ 20 เหรียญเงินก็ถูกกว่าที่เธอเคยรู้มาจากชาติก่อนเยอะ

ด้วยความเคยชิน เสิ่นเย่หลานจึงยังอยากจะต่อรองราคาสักหน่อย

แต่เมื่อเห็นซากทุ่นระเบิดที่กลายเป็นผงในมือชายคนนั้น เสิ่นเย่หลานก็รีบทำตัวเป็นแกะน้อยที่เชื่องที่สุดทันที

“ลดราคาหน่อยไม่ได้หรือคะ ข้ามีเงินไม่พอ”

ช่างตีเหล็กเหลือบมองเธอ ก่อนจะปัดฝุ่นในมือออกภายใต้สายตาที่ระแวดระวังของเสิ่นเย่หลาน “งั้นก็ 1 เหรียญทองสำหรับ 40 ชุด”

เสิ่นเย่หลานถึงกับพูดไม่ออก จากราคาเดิม 8 เหรียญทอง กลายเป็น 1 เหรียญทองง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ? หากเธอไม่เปิดปากต่อรอง เธอจะไม่กลายเป็นไอ้โง่ที่โดนฟันหัวแบะไป 7 เหรียญทองเลยหรือเนี่ย?

ถึงจะซื้อได้ถูก แต่ก็ไม่ได้รู้สึกดีใจขนาดนั้นเลย

เห็นช่างตีเหล็กจ้องมา เสิ่นเย่หลานจึงฝืนยิ้มแห้งๆ แล้วยื่นเหรียญทองให้ชายคนนั้น

เสิ่นเย่หลานเก็บทุ่นระเบิดเข้ากระเป๋าเตรียมจะออกไป ทันใดนั้นก็ถูกช่างตีเหล็กเรียกไว้

“สินค้าในร้านเราลดราคา 20% เอาหนังสือเล่มนี้ไปซะ ถือว่าเป็นเงินทอน”

เสิ่นเย่หลานหันกลับมาด้วยความสงสัย เห็นช่างตีเหล็กชี้นิ้วไปยังกองกระดาษเก่าๆ ที่ใช้หนุนขาโต๊ะอยู่

เธอแค่นเสียงหึกลอกตาใส่ กะจะปฏิเสธอย่างมีศักดิ์ศรี แต่เมาส์ดันเผลอคลิกไปที่กองกระดาษนั่น

“แบบแปลนผลิตภัณฑ์วิศวกรรมพื้นฐาน”

ดวงตาของเธอเบิกกว้าง รีบลงไปก้มกราบที่พื้นอย่างระมัดระวังเพื่อยกโต๊ะแล้วหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมา เมื่อเห็นแบบแปลนทุ่นระเบิดหยาบๆ ระเบิดแบบง่าย ฯลฯ เสิ่นเย่หลานก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย กดคลิกเรียนรู้รวดเดียวจบ

เธอจ้องช่างตีเหล็กตาเป็นประกายแล้วถามอย่างประจบ “ยังมีหนังสือแบบนี้อีกไหมคะ? ข้าซื้อ!”

ช่างตีหล็กชะงักกับท่าทีที่กลับตาลปัตรของเธอ แล้วกล่าวอย่างเย็นชา “เรียนมากไปก็ย่อยไม่หมด เล่มเดียวก็เกินพอสำหรับเจ้าแล้ว”

เสิ่นเย่หลานทำท่าจะบอกว่ามันจะไปยากอะไร แค่คลิกทีเดียวเอง แต่ชั่วพริบตาเดียวเธอก็ถูกกวาดออกจากร้านเสียแล้ว

เอาเถอะ ดูท่าโชคดีแบบนี้จะมีแค่ครั้งเดียว

เสิ่นเย่หลานไม่ผิดหวัง รวบรวมกำลังใจมุ่งหน้าไปยังภูเขาหลังหมู่บ้าน

เธอลอบเร้นไปตลอดทาง หลบหลีกมอนสเตอร์ระดับต่ำและกลางจนมาถึงเขตหุบเขาแห่งหนึ่ง

ที่นี่คือสถานที่เก็บเลเวลศักดิ์สิทธิ์ระดับ 60 ในชาติก่อน ภายในหุบเขามีมอนสเตอร์รูปร่างมนุษย์ที่ชื่อซูล่าอาศัยอยู่ พวกมันดาเมจแรงมาก แต่จุดอ่อนคือเป็นสายเลือดบาง

ชาติก่อนที่นี่ถูกผูกขาดโดยกิลด์ใหญ่ๆ ผู้เล่นอิสระไม่มีโอกาสได้เข้ามาเก็บเลเวลเลย วันนี้ถึงคราวที่เธอจะมาผูกขาดคนเดียวบ้างแล้ว

เสิ่นเย่หลานฝังทุ่นระเบิดไว้อย่างระมัดระวังในเส้นทางที่มอนสเตอร์ต้องผ่าน

เมื่อฝังเสร็จเธอก็สูดหายใจลึกๆ พุ่งเข้าไปในหุบเขา นำร่างของราชันหมูป่าที่ฆ่าไปก่อนหน้านี้ออกมาล่อพวกซูล่าให้ตามออกมาเป็นกลุ่ม

ควบคุมจำนวนซูล่าให้ดี ลากออกมาคราวละ 5-6 ตัว เมื่อเห็นว่าได้จังหวะก็รีบวิ่งหนีออกมานอกหุบเขาอย่างรวดเร็ว

พวกซูล่าที่มีสติปัญญาต่ำเห็นเนื้อชิ้นโตวิ่งหนีไป จึงไม่สนใจอะไรนอกจากพุ่งเข้าใส่

เสิ่นเย่หลานไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป เพราะยังไงพวกมันก็เป็นมอนสเตอร์ระดับ 60 ถ้าโดนทักษะแรงๆ เข้าไป ค่าเลือดของเธอคงหายวับในชั่วพริบตา

เมื่อมาถึงจุดซุ่มโจมตี เสิ่นเย่หลานกะจังหวะดีๆ แล้วกดระเบิดทุ่นระเบิด

ตูม!! เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับฝุ่นควันและแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดิน

เสียงร้องโหยหวนของพวกซูล่าเงียบหายไปในเวลาไม่นาน

เสิ่นเย่หลานยืนรอสักพัก กลัวว่ามอนสเตอร์จะยังไม่ตายสนิทแล้วย้อนกลับมาตลบหลังเธอ

จนกระทั่งค่าประสบการณ์จำนวนมหาศาลไหลทะลักมาพร้อมกับแสงสีทองของการเลเวลอัป เสิ่นเย่หลานเกร็งตัวขึ้น มองดูระดับเลเวลของตัวละครที่พุ่งขึ้นจากเลเวล 5 พุ่งกระฉูดขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเลเวล 13 จึงเริ่มช้าลง

นี่แหละความรู้สึกนี้... ฟิน!

เสิ่นเย่หลานเดินไปข้างหน้าด้วยสายตาเป็นประกาย

พื้นดินที่เคยราบเรียบถูกระเบิดจนเป็นหลุมลึกเกือบ 3 เมตร ร่างของมอนสเตอร์เลเวล 60 นอนกระจัดกระจายไม่เหลือชิ้นดี สภาพดูอนาถยิ่งนัก

. . .

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์