ตอนที่ 46
ตอนที่ 46 จุดกำเนิดแห่งทวยเทพ
ตอนที่ 46 จุดกำเนิดแห่งทวยเทพ
"อาจารย์คะ ถ้าหากวันหลังหนูเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกควรทำอย่างไรดีคะ?" เสิ่นเย่หลานถาม ในดาวสีน้ำเงิน หากเธอเจอพวกลัทธินอกรีต เธอไม่อาจปล่อยพวกมันไปได้ แต่หากฆ่าแล้ววิญญาณพวกมันหนีกลับไปรายงานสถานการณ์ได้ แบบนี้จะทำอย่างไร
เซราฟิสกล่าวว่า "สิ่งที่เจ้าทำในวันนี้ดีมากแล้ว กระเป๋ามิติสารพัดนึกสามารถตัดขาดเวลาและพื้นที่ได้อย่างสมบูรณ์ การเก็บศพของลัทธินอกรีตไว้ในนั้นไม่ต้องกังวลว่าพวกมันจะหนีไปได้"
"อ่า..." เสิ่นเย่หลานจนใจ กระเป๋าใบที่ล้ำค่าขนาดนี้ จะเอามาใส่ศพเห็นทีคงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร
เซราไหวไหล่อย่างจนใจ "ก็ใครให้เจ้าตัวเล็กเลเวลต่ำขนาดนี้ล่ะ เวทมนตร์เกี่ยวกับวิญญาณเจ้ายังเรียนไม่ได้ รอไว้ภายหลังที่เจ้าเรียนได้แล้ว ข้าจะสอนวิธีรับมือกับวิญญาณให้เจ้าเอง"
เสิ่นเย่หลานถอนหายใจ "เอาเถอะค่ะ คงต้องเป็นแบบนั้น"
"จริงสิอาจารย์ ท่านรู้จักพิธีกรรมของวิหารแห่งขุมนรกที่สามารถดูดกลืนโชคชะตาของผู้คนได้ไหมคะ?" พอเสิ่นเย่หลานนึกถึงโชคชะตาที่ถูกสูบไปจากตัวเธอ ก็รู้สึกหงุดหงิดจนแทบคลั่ง
ที่แท้ชาติก่อนที่เธอพบเจอแต่ความซวย ดื่มน้ำเย็นยังฟันผุ ทั้งหมดก็เป็นเพราะมีคนคอยกลั่นแกล้งเธออยู่นี่เอง!
เธอก็ว่าอยู่ว่าทำไมเธอถึงดวงซวยมาตั้งแต่เกิด! ทั้งที่มีพ่อแม่ที่รักเธอและเกิดในครอบครัวที่มีความสุขสมบูรณ์ แค่จุดเริ่มต้นแค่นี้เธอไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าตัวเองจะมีค่าโชคลาภแค่ 1 มาแต่เกิด
เซราขมวดคิ้วครุ่นคิด "วิหารแห่งขุมนรกได้ยินมาว่ามีวิชาชั่วร้ายเช่นนั้นอยู่ด้วยเหมือนกัน ทำไมหรือ เจ้าไปเจอเข้ารึ?"
เสิ่นเย่หลานยิ้มขื่น "หนูนี่แหละค่ะคือคนโชคร้ายที่ถูกดูดโชคชะตาไป จะมีวิธีแก้ยังไงบ้างคะ?"
"วิชาแบบนี้เร้นลับมาก คนทั่วไปไม่มีทางค้นพบ แต่หากพบแล้วการแก้ไขก็ง่ายมาก เพียงแค่หาแท่นบูชาประกอบพิธีให้พบ แล้วทำลายมันให้สิ้นซาก วิชานี้ก็จะถูกทำลายลง"
เสิ่นเย่หลานพยักหน้าอย่างใช้ความคิด ดูท่าเธอคงต้องหาเวลาไปที่บ้านตระกูลเสิ่นอีกสักรอบแล้ว
เซราลูบหัวเจ้าตัวเล็กพลางถอนหายใจ "ดูจากสถานการณ์แล้ว บ้านเกิดของเจ้าคงถูกรุกรานไม่น้อย ข้อมูลนี้สำคัญมาก ข้าจำเป็นต้องออกเดินทางสักพักเพื่อนำสิ่งนี้กลับไปสอบสวน และให้ทางราชสำนักเตรียมรับมือให้เร็วที่สุด"
"งั้นพวกเรา..." หัวใจของเสิ่นเย่หลานกระตุกวูบ หากข่าวนี้แพร่ออกไป ก็เท่ากับเป็นการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของผู้เล่น 'ผู้ฝืนชะตา' แล้วเหล่าผู้เล่นพวกเธอล่ะ...
"วางใจเถอะ" เซราดูเหมือนจะเข้าใจความกังวลของเสิ่นเย่หลาน นางลูบหัวปลอบโยน "ในราชสำนักไม่ได้มีเพียงฝ่ายสายเหยี่ยวที่แข็งกร้าวเท่านั้น แต่ยังมีฝ่ายสันติภาพที่สนับสนุนการสังเกตการณ์อยู่อีกมาก พวกเขาจะไม่ลงมือทำอะไรพวกเจ้าหรอก"
ไม่ลงมือทำร้าย แต่ก็คงไม่ยื่นมือเข้าช่วย ทำได้เพียงเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของผู้เล่น หากผู้เล่นมีพฤติกรรมที่ล้ำเส้น ฝ่ายสันติภาพก็คงไม่สันติขนาดนั้น
แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เสิ่นเย่หลานผ่อนลมหายใจออกมา ถึงแม้เธอจะไม่ได้ใส่ใจว่าผู้เล่นจะเป็นตายอย่างไร แต่ในสถานการณ์นี้ จำเป็นต้องรวมกลุ่มผู้เล่นให้เป็นหนึ่งเดียวถึงจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ เพื่อปกป้องดาวสีน้ำเงิน
หากปล่อยให้ผู้เล่นถูกสังหารจนหมดสิ้น แล้วโลกความจริงจะเหลือใครปกป้อง? เธอคนเดียวเหรอ? เธอก็ไม่ใช่เทพเจ้าเสียหน่อย
และในตอนนี้ สิ่งที่ผู้เล่นขาดมากที่สุดคือเวลาในการพัฒนาตนเอง
เพียงแต่ เสิ่นเย่หลานมองเซราด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์
เธอกว่าจะหาอาจารย์ได้สักคน ยังไม่ทันได้เรียนรู้อะไรเลย อาจารย์ก็ต้องเดินทางไกลเสียแล้ว
เซราหัวเราะขำพลางลูบหัวเจ้าตัวเล็ก "เพิ่งจะมารู้ตัวหรือว่าเวลาเป็นสิ่งล้ำค่า? แล้วก่อนหน้านี้ที่หายหน้าไปหลายวันไม่ถามไถ่เลยล่ะ? ข้านึกว่าเจ้าได้หนังสือทักษะแล้วชิ่งหนีไปเสียอีก"
"ช่วงสองสามวันนี้ข้ายังต้องเตรียมตัวอะไรหลายอย่าง ถือโอกาสให้อาจารย์สอนทักษะเวทมนตร์ให้บ้าง นอกจากนี้..." เซราหยุดไปครู่หนึ่ง ในแววตาดูมีความลังเล "มีโอกาสหนึ่งที่จะทำให้เจ้าได้เรียนรู้ทักษะเวทมนตร์อย่างเป็นระบบ เพียงแต่... อาจจะมีอันตราย"
เสิ่นเย่หลานตอบอย่างแน่วแน่ "ไม่แข็งแกร่งขึ้นก็ต้องเจออันตรายอยู่ดี ต่อให้เจออันตรายก็อาจไม่มีโอกาสแม้แต่จะตอบโต้ หนูยอมตายบนเส้นทางที่กำลังแข็งแกร่งขึ้นยังดีกว่า"
เซราส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม นิสัยแบบนี้นี่...
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้ามีจดหมายเชิญเข้าศึกษาที่สถาบันกลาง อีกไม่นานก็จะถึงวันรับสมัครนักเรียนใหม่ที่จัดขึ้นทุกสิบปีของสถาบันกลาง ด้วยจดหมายเชิญนี้ เจ้าสามารถเข้าสถาบันกลางได้ทันที ภายในสถาบันเต็มไปด้วยวิกฤตและโอกาส บางทีเจ้าอาจจะได้พลังที่เจ้าต้องการ"
เสิ่นเย่หลานชะงักไปอีกแล้ว สถาบันกลางอีกแล้ว ผู้อาวุโสวิหารในหมู่บ้านอุกกาบาตศักดิ์สิทธิ์ก็ให้เธอไปสถาบันกลาง ดูท่าการเรียนนี้เธอคงเลี่ยงไม่ได้สินะ?
"อาจารย์คะ สถาบันกลางนั่นเป็นสถานที่แบบไหนหรือคะ? ทำไมหนูถึงเห็นว่าบางหมู่บ้านยังต้องหาคนเพื่อเข้าทดสอบเข้าเรียนเลย" เสิ่นเย่หลานถือโอกาสสืบข่าว
เซราไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรง กลับถามกลับว่า "เจ้ารู้ไหมว่าเทพเจ้าทั้ง 12 แห่งดินแดนเทพราตรีถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร?"
เสิ่นเย่หลานชะงักไป พลางนึกถึงสิ่งที่เคยเห็นในภาพเปิดตัวช่วงทดสอบเกม ผู้กล้าทั้ง 12 คนทลายขีดจำกัดของสิ่งมีชีวิตจนกลายเป็นเทพเจ้า ส่วนทลายมาได้อย่างไรนั้น เสิ่นเย่หลานไม่เข้าใจ
เธอส่ายหน้าตามตรง "อาจารย์คะ หนูรู้เพียงว่าแต่ก่อนเทพเจ้าก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น"
แววตาของเซราฉายแววชื่นชม "เจ้าสามารถรู้จุดนี้ได้ก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว" ดูเหมือนนึกถึงอะไรบางอย่าง น้ำเสียงของนางจึงแฝงด้วยความเย้ยหยันอย่างรุนแรง "ข้อเท็จจริงนี้แม้แต่เจ้าที่ยังเป็นเด็กน้อยยังรู้ แต่พวกที่อยู่ในวิหารทั้ง 12 แห่งกลับยืนกรานเชื่อว่าเทพเจ้าเป็นมาแต่กำเนิด"
เซราสูดหายใจเข้าลึก "คือศรัทธา ทั้ง 12 คนได้รวบรวมศรัทธาอันมหาศาล และศรัทธานั่นเองที่ทำให้พวกเขาทลายกำแพงของเนื้อหนังจนกลายเป็นเทพเจ้าองค์ใหม่"
"และสถาบันกลาง ก็คือสถานที่สำหรับรวบรวมศรัทธาเหล่านั้น"
แววตาของเซราฉายความรู้สึกโหยหาและรังเกียจระคนกัน "ที่นั่นรวบรวมกลุ่มคนที่อยู่จุดสูงสุดของดินแดนเทพราตรี พวกเขาถูกเรียกว่า 'ผู้เทิดทูน' เหล่าผู้เทิดทูนต่างต่อสู้กันไม่เว้นว่าง จนกว่าจะคัดเลือกผู้ชนะได้ในที่สุด"
"สถาบันกลาง ดูภายนอกเป็นเพียงสถานศึกษา แต่แท้จริงแล้วคือสถานที่ที่พวกเขากำลังหมายมาดสร้างเทพเจ้าขึ้นมา"
หัวใจของเสิ่นเย่หลานสั่นสะท้าน ในหัวเหลือเพียงความคิดเดียว ที่แท้ศรัทธาก็สร้างเทพได้...
"ศรัทธาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งบนแผ่นดินนี้ สถานที่ใดที่สูญเสียศรัทธา ที่นั่นก็จะกลายเป็นอาหารให้เทพเจ้าชั่วร้าย กลายเป็นดินแดนที่สูญหาย หมู่บ้านที่เจ้ากล่าวถึง อาจเป็นเพราะเหล่าผู้เทิดทูนในรุ่นหลังพากันตายไปหมดแล้ว หมู่บ้านที่ขาดการบำรุงเลี้ยงด้วยศรัทธาติดต่อกันหลายสิบปี เกรงว่าคงใกล้ถึงกาลสูญสิ้นเต็มที" เซราอธิบายอย่างละเอียด
เสิ่นเย่หลานสงสัย "งั้นทำไมพวกเขาไม่จากหมู่บ้านตัวเองไปใช้ชีวิตที่อื่นล่ะคะ?"
แววตาของเซราลึกล้ำ นางถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหมายลึกซึ้งว่า "เจ้าจะทอดทิ้งบ้านเกิดของเจ้า เพื่อไปเข้าร่วมกับดินแดนเทพราตรีเหรอ?"
"หมู่บ้านเหล่านั้น ล้วนเป็นผู้หนีภัยที่สูญเสียบ้านเกิดหลังจากเทพเจ้าชั่วร้ายลงมาจุติ"
เสิ่นเย่หลานตกตะลึง ในหัวพลันแล่นผ่านความคิดหนึ่งที่น่าหวาดกลัว หรือว่า... หมู่บ้านเริ่มต้นนับหมื่นเหล่านั้น แท้จริงแล้วต่างก็เป็นโลกใบหนึ่งที่ถูกรุกราน?
เมื่อมองแววตาที่หม่นแสงลงเล็กน้อยของเซรา เสิ่นเย่หลานไม่กล้าเอ่ยถามคำถามที่น่าสิ้นหวังนี้ออกมา
"รู้แล้วว่าเป็นสถานที่แบบไหน เจ้ายังจะไปอยู่ไหม?" เซราลดสายตาลง แววตาแฝงความซับซ้อนที่ยากจะแยกแยะ
"ไปค่ะ" ไม่ว่าจะเพื่อภารกิจของหมู่บ้านอุกกาบาตศักดิ์สิทธิ์ หรือเพราะข่าวร้ายที่น่าสะพรึงกลัวนั่น สถาบันกลางก็กลายเป็นสถานที่ที่เธอต้องไปให้ได้
หาก... หากโชคร้ายถึงเพียงนั้นจริงๆ หากเทพเจ้าชั่วร้ายลงมาจุติที่ดาวสีน้ำเงินจนล่มสลาย ผู้คนบนดาวสีน้ำเงินอพยพมายังดินแดนเทพราตรี กลายเป็นเพียงหมู่บ้านเริ่มต้นหมู่บ้านหนึ่งในดินแดนเทพราตรี...
เสิ่นเย่หลานหลับตาลงแน่น อย่างน้อยที่สุด เธอต้องทำให้คนที่เธอแคร์ มีแผ่นดินบริสุทธิ์ผืนสุดท้ายเหลือไว้ให้ได้
. . .