ตอนที่ 45
ตอนที่ 45 ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ท่านช่วยพูดอะไรหน่อยเถอะ!
ตอนที่ 45 ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ท่านช่วยพูดอะไรหน่อยเถอะ!
เสิ่นเย่หลานไม่ได้แสดงความคิดที่ต้องการหยั่งเชิงคนออกไปแม้แต่น้อย
ช่างตีเหล็กมองเสิ่นเย่หลานด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้านแล้วหยิบเครื่องมือที่ไม่เคยเห็นมาก่อนออกมา
เขาขุดหินพลังงานออกมาเพียงขนาดเท่าเล็บหัวแม่มือ แล้วกล่าวกับเสิ่นเย่หลานด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "ไอ้ของเล็กๆ นั่นใช้ผลึกเพียงนิดเดียวก็พอแล้ว แต่ข้าก็ต้องการหินพลังงานเพิ่มอีกหน่อย หากขุดมาเกิน ส่วนที่เหลือข้าจะถือว่าซื้อต่อจากเจ้าก็แล้วกัน"
เสิ่นเย่หลานโบกมืออย่างใจกว้าง "ลุงคะ พูดอะไรแบบนั้นมันดูห่างเหินไปหรือเปล่า พวกเราคนกันเองทั้งนั้น แค่นี้ถือว่าหนูมอบให้ลุงนะคะ"
ช่างตีเหล็กเม้มริมฝีปากแน่นพร้อมปฏิเสธเต็มที่
เสิ่นเย่หลานรีบกล่าวว่า "หนูยังมีเรื่องต้องรบกวนลุงอีกเยอะหลังจากนี้ ถือซะว่านี่เป็นเงินเดือนที่จ่ายล่วงหน้าให้ลุงก็แล้วกันนะคะ?"
ช่างตีเหล็กถึงได้ยอมพยักหน้าตกลง "ของชิ้นนี้ต้องใช้เวลาข้าสักหน่อยในการวิจัย เจ้าค่อยกลับมาเอาวันพรุ่งนี้ ส่วนหินพลังงานในลานบ้าน เจ้าเก็บให้ดี ต่อไปไม่มีอะไรก็อย่าเอาออกมาบ่อยๆ"
เสิ่นเย่หลานพยักหน้ารัวๆ "ค่ะ ทราบแล้วค่ะ ทุกอย่างต้องทำตามที่ลุงบอก"
หลังจากออกจากร้านช่างตีเหล็ก เสิ่นเย่หลานก็หาที่ลับตาคนแล้วแยกสองร่างออกจากกัน
ร่างหนึ่งรีบมุ่งหน้าไปยังวิหารศักดิ์สิทธิ์ไปรายงานตัวกับหัวหน้าพยาบาล จากนั้นก็พุ่งตัวเข้าไปในศูนย์รักษาเพื่อปั๊มค่าผลงานอย่างเอาเป็นเอาตาย หนังสือทักษะที่มีประโยชน์สุดยอดเล่มนั้น เธอต้องรีบหามาครอบครองให้เร็วที่สุดถึงจะวางใจได้
ส่วนอีกร่างหนึ่งก็ขี่ม้าเร็วตรงไปยังหมู่บ้านอวิ๋นเสีย แต่เมื่อถึงที่หมายกลับพบความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนว่า เธอไม่รู้เลยว่าเซราฟิสพักอยู่ที่ไหน
เธอไม่มีทางเลือกอื่น จึงต้องไปหาหัวหน้าหมู่บ้าน
ในเวลานี้ หัวหน้าหมู่บ้านยืนอยู่ใจกลางหมู่บ้าน ท่ามกลางผู้เล่นที่รุมล้อมจนแน่นขนัด
"หัวหน้าหมู่บ้านครับ ทำยังไงถึงจะรับท่านปราชญ์เป็นอาจารย์ได้? ท่านพูดอะไรหน่อยเถอะครับหัวหน้า!"
"ไอ้คนชื่อ [สร้างพ่อไปฟาดแก] มันรับภารกิจจากท่านหรือเปล่า? ทำไมมันรับได้ แล้วทำไมพวกฉันถึงรับไม่ได้ล่ะ?"
...
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้เล่นที่บ้าคลั่ง เคราสีดอกเลาของหัวหน้าหมู่บ้านแทบจะถูกดึงจนโกร๋น เขาพยายามขัดขืนการผลักไสของผู้เล่นอย่างสุดกำลัง และไม่เข้าใจแม้แต่นิดว่าพวกผู้เล่นกำลังพูดอะไรกันอยู่ เมื่อเห็นเสิ่นเย่หลานจึงตะโกนเรียกเธอด้วยแววตาเป็นประกาย "ผู้กล้า! ช่วยข้าด้วย!"
เสิ่นเย่หลานชนผู้เล่นคนอื่นๆ ออกไปตลอดทาง ก่อนจะใช้ทักษะก้าวกระโดดมิติมาถึงข้างตัวหัวหน้าหมู่บ้าน แล้วใช้ทักษะรอยแยกมิติหนีไปจากที่นั่นทันที
ผู้เล่นรอบข้างเมื่อเห็นเหตุการณ์ต่างก็ตื่นเต้นกันใหญ่
"ทักษะวาร์ป! ฉันต้องเรียนให้ได้!"
"ดีเลย! ไอ้ [สร้างพ่อไปฟาดแก] มันยังกล้าโผล่มาอีก พี่น้องครับ เจอตัวมันแล้วรุมกระทืบมันซะ!"
เสิ่นเย่หลานที่ซ่อนอยู่บนหลังคาบ้านมองผู้เล่นที่กำลังโกลาหลอยู่ด้านล่างด้วยความจนใจ ก็แค่ใช้ประโยชน์จากพวกเขานิดหน่อยเอง ทำไมต้องอาฆาตแค้นกันขนาดนั้นด้วย เธอไม่ได้ใจดีให้พวกเขาได้ชื่นชมความงามของอาจารย์เธอหรือไง?
เสิ่นเย่หลานไม่สนใจพวกผู้เล่นกลุ่มนั้นแล้วหันไปถามหัวหน้าหมู่บ้าน "อาจารย์ของหนูอยู่ที่ไหนคะ?"
หัวหน้าหมู่บ้านเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก "ตอนที่เซรากลับมาก็ถูกคนแปลกพวกนี้รุมล้อม นางรำคาญ เลยฝากบอกว่าปลอดภัยดีแล้วก็ออกไป ก่อนไปนางบอกว่าหากเจ้ามาถึงให้ไปหาที่กระท่อมในป่า นี่คือที่อยู่"
เสิ่นเย่หลานรับที่อยู่มาแล้วเตรียมจะจากไปทันทีที่วางหัวหน้าหมู่บ้านลง
หัวหน้าหมู่บ้านร้องเรียกเธอไว้ สีหน้าดูอึดอัดเล็กน้อย "ตอนนั้นข้าไม่ได้ให้ไอเทมชิ้นหนึ่งกับเจ้าไปหรอกเหรอ? นี่... เซราก็กลับมาแล้ว เจ้า..."
คำพูดยังไม่ทันจบ เสิ่นเย่หลานก็วาร์ปหายไปจากจุดเดิมเสียแล้ว
หลังจากวิ่งออกมาได้หลายร้อยเมตร เสิ่นเย่หลานถึงกับตบหน้าอกตัวเองแล้วผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก เกือบไปแล้ว เกือบจะได้ฟังประโยคนั้นจบเสียแล้ว
เห็นแต่ NPC แจกไอเทมให้ผู้เล่น จะมีผู้เล่นคนไหนที่ต้องคืนไอเทมให้ NPC กันบ้างล่ะ?
เมื่อมันมาอยู่ในมือเธอแล้ว จะให้เอาคืนไปน่ะหรือ ฝันไปเถอะ!
เสิ่นเย่หลานขมวดคิ้วแน่นระหว่างมุ่งหน้าไปยังกระท่อมในป่า พลางครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะเก็บลูกแก้วเวทมนตร์ไว้ได้
สุดท้ายก็ตัดสินใจว่า มีปัญหาอะไรก็ให้อาจารย์ช่วย
เมื่อถึงกระท่อมในป่า เสิ่นเย่หลานเคาะประตูอย่างระมัดระวัง
ประตูบ้านอันประณีตเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ
เสิ่นเย่หลานรีบแทรกตัวเข้าไป หยิบของว่างที่ตั้งใจเลือกมาจากโลกความจริงออกจากกระเป๋ามิติ เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นเซราฟิสนั่งอ่านหนังสืออยู่อย่างสบายใจริมหน้าต่าง
"อาจารย์คะ หนูมาแล้วค่ะ" เสิ่นเย่หลานจัดวางของว่างด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย "อาจารย์คะ นี่เป็นของกินเล่นที่หนูนำมาฝาก ลองชิมดูนะคะ"
ตอนนั้นตกลงกับเซราไว้ว่าเสร็จธุระแล้วจะรีบมาหา ใครจะไปคิดว่าจะใช้เวลานานขนาดนี้ เสิ่นเย่หลานกลัวเหลือเกินว่าคนผู้นี้จะโกรธแล้วไล่เธอออกจากสำนัก
โชคดีที่เซราเหลือบมองนางเล็กน้อยไม่ได้พูดอะไร พลางหยิบของว่างขึ้นมาใส่ปากท่าทางสง่างาม "ใช้ได้"
เสิ่นเย่หลานถึงได้ผ่อนลมหายใจออกมา เซราไม่ได้โกรธก็ดีแล้ว
เธอควักโทรศัพท์มือถือออกมา แม้เทคโนโลยีสมัยใหม่จะใช้ในดินแดนเทพราตรีไม่ได้ แต่เสิ่นเย่หลานก็มีวิธีของเธอ
เธอเติมเลือดเข้าไปในมือถือเล็กน้อย มันก็กลับมาทำงานได้ตามปกติ เพียงแต่ยังอยู่ในสภาวะออฟไลน์
เสิ่นเย่หลานชื่นชมพรสวรรค์ของตัวเองในใจ เธอเปิดอัลบั้มรูปภาพ ค้นหารูปลวดลายที่ถ่ายไว้จากพื้นที่ใต้ดินของโรงงานเมื่อครู่ แล้วส่งให้เซราถามว่า "อาจารย์คะ ดูลวดลายนี้สิคะ มันหมายความว่ายังไงหรือคะ?"
เซราฟิสรับมือถือไปดูด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น แต่เมื่อเห็นลวดลายบนนั้น สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที แววตาคมกริบฉายจิตสังหารวูบหนึ่ง หากไม่ทันได้สังเกตว่าสิ่งที่อยู่ในมือเป็นเพียงรูปภาพที่ไม่มีกระแสพลังงานไหลเวียน นางคงบีบมือถือจนแหลกคามือไปแล้ว
เซราถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "เจ้าไปเห็นสิ่งนี้มาจากที่ไหน?"
เสิ่นเย่หลานชะงักไปครู่หนึ่ง เกาหัวแล้วตอบตามตรงว่า "ที่บ้านเกิดของหนูค่ะ"
ทั้งสองคนต่างรู้ดีว่าบ้านเกิดที่เสิ่นเย่หลานกล่าวถึงนั้นหมายถึงที่ใด
"พวกมันยื่นมือเข้ามาถึงขนาดนี้เลยรึ" ในดวงตาสีเขียวมรกตของเซราเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม "นี่คือพิกัดจุดยึดเหนี่ยวของเทพเจ้าแห่งความโลภคูลู"
"การจุติของเทพเจ้าจำเป็นต้องมีพิกัด หากจุดยึดเหนี่ยวในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งมีความเข้มข้นเกินกำหนด ก็จะสามารถอัญเชิญร่างแยกของเทพเจ้าให้จุติลงมาได้"
"ร่างแยกของเทพเจ้าจะปล่อยมลพิษและความโลภออกมา เปลี่ยนสภาพพื้นที่โดยรอบให้กลายเป็นสวนสนุกของสัตว์ประหลาด หากไม่ควบคุมปล่อยให้มลพิษแพร่กระจายไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดเทพเจ้าตัวจริงก็จะมาถึง เมื่อถึงเวลานั้นชีวิตจะมอดม้วย ไม่อาจแก้ไขได้อีก"
หัวใจของเสิ่นเย่หลานถูกบีบคั้นแน่นจนเจ็บปวด "งั้นพวกเราควรทำอย่างไรดีคะ?"
ดวงตาสีมรกตของเซราดูเคร่งเครียด "รวบรวมกำลังทั้งหมดที่มี ทำลายจุดยึดเหนี่ยว ยับยั้งไม่ให้ร่างแยกเทพเจ้าจุติลงมา"
หัวใจของเสิ่นเย่หลานจมดิ่งลง เธอรู้ดีว่าคราวนี้เธอจำเป็นต้องบอกเรื่องนี้กับทางรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว
"แต่ก็ยังโชคดีที่เจ้าค้นพบได้ทันท่วงที เพราะข้ายังไม่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมลพิษจากคนบ้านเดียวกันกับเจ้าเลย" เซราเห็นเจ้าตัวเล็กตัวเกร็งไปหมด ดูเหมือนจะนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แววตาก็อ่อนลงเล็กน้อยพลางเอ่ยปลอบใจ
เสิ่นเย่หลานสูดหายใจเข้าลึกๆ นั่นสิ เวลายังทันการ ในเมื่อชาติก่อนที่เกมเปิดมาตั้ง 3 ปี เธอยังไม่เคยพบร่องรอยของลัทธินอกรีตในโลกความจริงเลย ตอนนี้เกมเพิ่งเริ่ม ทุกอย่างย่อมทันการณ์แน่นอน
เมื่อนึกถึงศพของชายชุดคลุมดำที่ยังเก็บอยู่ในมิติ เสิ่นเย่หลานจึงถือโอกาสนำศพออกมา "อาจารย์คะ นี่คือลัทธินอกรีตที่หนูพบที่บ้านเกิด..."
ใครจะไปคิดว่าคำพูดยังไม่ทันจบก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน ศพของชายชุดคลุมดำที่เคยนิ่งสนิทกลับกลายเป็นกลุ่มควันสีดำพุ่งหนีไปยังทิศทางไกลๆ ทันที
แววตาสีเขียวมรกตของเซราคมปลาบ นางยกมือขึ้นสร้างม่านพลังที่มองไม่เห็นกั้นขวางทางไปของควันดำนั้นเอาไว้ จนท้ายที่สุดมันก็กลายเป็นครอบแก้วโปร่งใส กักขังกลุ่มควันดำเอาไว้แน่นหนา
เสิ่นเย่หลานมองดูควันดำที่พุ่งชนครอบแก้วไปมาเพื่อพยายามหลบหนีด้วยความหวาดเสียว "อาจารย์คะ นี่คืออะไรหรือคะ?"
เซราตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ลัทธินอกรีตบางคนที่ออกไปทำภารกิจนอกสถานที่ มักจะถูกสั่งกำกับไว้ หากตายลง ในช่วงเวลาหนึ่งหลังจากความตาย วิญญาณของพวกเขาจะหนีกลับไปยังฐานบัญชาการเพื่อรายงานสถานะของภารกิจ"
"โชคดีที่เจ้ามีความระมัดระวังมากพอที่จะนำศพกลับมาด้วย ไม่เช่นนั้นสถานการณ์ในบ้านเกิดของเจ้าคงถูกวิหารแห่งขุมนรกรับรู้ไปหมดแล้ว"
หัวใจของเสิ่นเย่หลานเต้นรัว นั่นสิ โชคดีเหลือเกินที่เธอหวาดระแวงว่าลัทธินอกรีตจะมีวิธีการแปลกๆ และโชคดีเหลือเกินที่มีอาจารย์อยู่ด้วย หากไม่มีอาจารย์ เธอคงแค่หาที่เผาศพทั่วไป
เมื่อถึงตอนนั้นหากชายชุดดำหนีรอดไปได้ เธอคงไม่มีวิธีรับมือกับมันอย่างแน่นอน
. . .