คีย์บอร์ดพัง · เกมบุกโลก: เริ่มต้นด้วยอาชีพนักบวช แล้วจะให้ฉันสู้ยังไง?

ตอนที่ 50

ตอนที่ 50 ความฝันสลาย

ตอนที่ 50 ความฝันสลาย

เสิ่นเย่หลานรู้ดีว่านายพลหยวนกำลังระแวงเธอ จึงตอบไปตามธรรมชาติว่า "อ้อ? งั้นหรือคะ? อันนี้หนูไม่ทราบค่ะ แต่สำหรับคนอย่างลุงของหนู ต่อให้เขาจะกลายเป็นคนทรยศต่อโลก หนูเองก็ไม่แปลกใจหรอกค่ะ"

คำว่าคนทรยศต่อโลก ทำเอาคนในห้องถึงกับไปไม่เป็น เอาเถอะ สิ่งที่เธอพูดมาก็ถูกต้องไม่มีผิด ใครที่ทรยศต่อโลกมนุษย์ถ้าไม่เรียกว่าคนทรยศต่อโลกแล้วจะเรียกว่าอะไร

ตอนที่เสิ่นเย่หลานตัดสินใจจะสารภาพกับทางรัฐบาล เธอได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าเรื่องโรงงานนั่นไม่ช้าก็เร็วพวกเขาต้องโยงมาถึงตัวเธอแน่ แต่แล้วอย่างไรล่ะ ในเมื่อเธอไม่ทิ้งหลักฐานใดๆ ไว้เลย ย่อมไม่มีทางเอาผิดเธอได้

ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้มีใครคิดจะเล่นงานเธอจริงๆ แต่เมื่อพิจารณาจากมูลค่าของเครื่องแปลภาษาที่อยู่ในมือเธอแล้ว พวกเขาคงต้องชั่งใจและคุ้มครองเธอให้ดีเสียก่อน

และก็เป็นไปตามที่เสิ่นเย่หลานคาดไว้ นายพลหยวนไม่ได้ติดใจเอาความเรื่องนี้ เหมือนกับว่าเป็นเพียงการถามไถ่ทั่วไปเท่านั้น

หลังจากได้รับการยืนยันจากเสิ่นเย่หลานว่า หากค่าร่างกายถึง 50 แต้ม จะสามารถใช้ทักษะพรสวรรค์ในโลกความจริงได้ นายพลหยวนก็รีบส่งข่าวนี้ออกไปทันที เพื่อให้เหล่าคนที่เข้าเกมไปแล้วรีบอัปค่าสถานะไปที่ค่าร่างกายทั้งหมด

ที่จริงแล้วพวกเขาตรวจพบความไม่ปกติของเกมตั้งแต่ช่วงเปิดทดสอบแล้ว และได้ส่งคนจำนวนมากเข้าไปสำรวจ แต่เพราะปัญหาเรื่องภาษา จึงไม่สามารถสืบสวนหาข้อเท็จจริงอะไรได้

ประกอบกับเบาะแสการแจ้งเหตุลึกลับเมื่อคืนที่พบสัตว์ประหลาดในโรงงานร้างซึ่งคล้ายกับสิ่งมีชีวิตในเกมมาก ในกลุ่มของพวกเขามีคนคาดเดาแล้วว่าเกมอาจจะกำลังรุกรานโลกความเป็นจริง

บัดนี้ ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันแล้วจากปากของเด็กสาวคนนี้

"เธอกำลังจะบอกว่า เครื่องแปลภาษาที่เธอสร้างขึ้นสามารถนำไปใช้ในเกมได้งั้นเหรอ?" นายพลหยวนมองเด็กสาวอย่างประหลาดใจ

เขานึกว่าเด็กสาวผู้นี้ให้ทั้งความประหลาดใจและความตกใจกับเขามากพอแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะมีผลพลอยได้เช่นนี้อีก

เสิ่นเย่หลานพยักหน้าตามธรรมชาติ ส่งเครื่องแปลภาษาในมิติให้เขา "ท่านให้คนลองเอาไปทดสอบดูได้ค่ะ อีกอย่างการผลิตเครื่องแปลภาษานี้หนูต้องจ่ายต้นทุนไปพอสมควร ต้องมีค่าใช้จ่ายนะคะ"

ยังพูดไม่ทันจบ เสิ่นเย่หลานก็ดึงมือกลับ ท่ามกลางสายตาฉงนของทุกคน เธอกล่าวอย่างจนใจว่า "ลืมไปค่ะว่าพวกท่านไม่มีพื้นที่เก็บของมิติที่เชื่อมระหว่างเกมกับโลกความจริง เอาเป็นว่าเดี๋ยวหนูไปส่งให้ในเกมดีกว่าค่ะ"

เสิ่นเย่หลานแสดงคุณค่าของตนเองออกมาโดยไม่ลังเล พร้อมพูดทิ้งท้ายอย่างมีเลศนัยว่า "นี่เป็นกระเป๋ามิติที่ผู้อาวุโสในวิหารศักดิ์สิทธิ์มอบให้ค่ะ ผูกพันธสัญญาด้วยวิญญาณ หากถูกบังคับแย่งชิง กระเป๋าและของข้างในจะระเบิดทิ้งทันทีนะคะ"

นายพลหยวนมองเสิ่นเย่หลานด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก "วางใจเถอะ รัฐบาลยังไม่ถึงขั้นจะมาจ้องงาบกระเป๋าใบเดียวของเธอหรอกนะ"

น่าเสียดายที่นายพลหยวนหยั่งรู้อนาคตไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเขาคงอยากย้อนเวลากลับไปกลืนคำพูดของตัวเองในตอนนี้ลงท้องไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด

จะไม่จ้องงาบได้อย่างไร พวกเขาอยากได้มาก ถึงขนาดต้องยอมจ่ายค่าขนส่งให้เสิ่นเย่หลาน เพื่อให้เธอช่วยขนส่งสิ่งของไปมาระหว่างเกมกับโลกความจริง

หลังจากได้รับข้อมูลที่เพียงพอจากเสิ่นเย่หลาน นายพลหยวนก็นั่งไม่ติดที่แล้ว เขาเตรียมจะกลับไปเริ่มกระบวนการฉุกเฉินทันที

ก่อนจากไป นายพลหยวนมอบเบอร์ติดต่อให้เสิ่นเย่หลาน "หากมีข้อมูลล่าสุดหรือต้องการอะไร ให้ติดต่อเบอร์นี้ พวกเขาจะแสตนด์บายรอเธออยู่ตลอด ส่วนราคาค่าเครื่องแปลภาษาเธอก็ไปตกลงกับพวกเขาได้เลย"

เสิ่นเย่หลานรั้งนายพลหยวนที่กำลังรีบร้อนจะไปไว้ "ยังมีอีกเรื่องค่ะ หนูคิดว่าควรจะตรวจสอบกลุ่มคนที่ได้สิทธิ์ทดสอบเกมให้ดีๆ ค่ะ"

เดิมทีเธอไม่ได้สนใจกลุ่มผู้โชคดีหนึ่งหมื่นคนนั้นเท่าไรนัก แต่หลังจากได้ยินคำพูดของชายชุดคลุมดำเมื่อคืน เสิ่นเย่หลานก็อดคิดจนเสียวสันหลังไม่ได้ ในเมื่อพวกลัทธินอกรีตรู้เวลาเปิดทดสอบ แล้วจะมีคนของพวกมันกี่คนที่อาศัยจังหวะนี้เข้าไปในเกม? แล้วแย่งสิทธิ์ทดสอบไปเท่าไร?

ยิ่งคิดเสิ่นเย่หลานยิ่งรู้สึกว่าผู้เล่นกลุ่มทดสอบคือระเบิดเวลาดีๆ นี่เอง

นายพลหยวนแสดงท่าทีรับทราบอย่างเคร่งขรึมก่อนจะรีบร้อนจากไป ไม่นานนัก ทีมปฏิบัติการหกคนที่ท่าทางปราดเปรียวก็มาถึง

"คุณเสิ่นคะ ฉันหยางอันหลิง สังกัดสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ ต่อไปหากมีความต้องการอะไรแจ้งฉันได้เลยค่ะ"

หยางอันหลิง หัวหน้าทีมหญิงจ้องมองเสิ่นเย่หลานด้วยแววตาคมกริบ

เสิ่นเย่หลานไม่เกรงใจ ยื่นรายการแบบแปลนและสิ่งของที่เตรียมไว้ให้หยางอันหลิงทันที

"ตอนนี้หนูต้องการพวกนี้ค่ะ สามารถจัดหามาให้ได้ไหมคะ?"

หยางอันหลิงมองดูรายการสิ่งของยาวเหยียดในมือ ไม่สิ ไม่ควรเรียกว่าสิ่งของ ควรเรียกว่ารายการอาวุธสงครามเสียมากกว่า

ทั้งสุนัขกลที่ติดตั้งเครื่องพ่นไฟและโดรน แบบแปลนโดรนบรรทุกกระสุนประสิทธิภาพสูง รวมถึงแคปซูลเล่นเกมโฮโลแกรม และชิ้นส่วนสำหรับประกอบสุนัขกลกับโดรนอย่างน้อย 10 ชุด ยังไม่นับรวมกระสุนและระเบิดอีกเป็นพันนัด

หยางอันหลิงชะงักไปครู่หนึ่งอย่างลำบากใจ "คุณเสิ่นคะ ของพวกนี้ฉันต้องขออนุมัติจากผู้บังคับบัญชาสักครู่ กรุณารอสักครู่นะคะ"

ไม่นานนักหยางอันหลิงก็กลับมาถามเสิ่นเย่หลานว่า "ขอถามคุณเสิ่นนะคะ ว่าจะนำสิ่งของเหล่านี้ไปใช้ทำอะไรคะ? เราจำเป็นต้องลงบันทึกค่ะ"

เสิ่นเย่หลานยักไหล่ "เอาไปฟาร์มมอนสเตอร์ในเกมค่ะ ไม่ได้หรือคะ?"

แววตาที่หยางอันหลิงมองเสิ่นเย่หลานเปลี่ยนไปทันที นี่มันอัจฉริยะด้านเกมชัดๆ! ทำไมเธอถึงไม่เคยคิดเรื่องเอาอาวุธสมัยใหม่ไปฟาร์มมอนสเตอร์มาก่อนเลยนะ?

หลังจากได้รับฟังคำตอบจากทางเบื้องบน หยางอันหลิงจึงกล่าวอย่างเคร่งขรึม "คุณเสิ่นคะ ในฐานะที่คุณเป็นนักวิจัยของศูนย์วิจัยและได้ให้เบาะแสที่สำคัญ รัฐบาลได้ยกระดับสถานะนักวิจัยของคุณเป็นระดับสูงสุดแล้วค่ะ แบบแปลนเหล่านี้คุณสามารถเรียกใช้ได้ตามต้องการ แต่ชิ้นส่วนและอาวุธที่ผลิตนั้นถือเป็นทรัพยากรของชาติ คุณจำเป็นต้องจ่ายเงินซื้อค่ะ"

เสิ่นเย่หลานพยักหน้า เรื่องธุรกิจก็ต้องว่ากันตามธุรกิจ "ถ้าแลกกับเครื่องแปลภาษา 100 เครื่องล่ะคะ? เพราะการผลิตเครื่องแปลภาษาจำเป็นต้องใช้วัสดุพิเศษและบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษ พวกท่านผลิตเองไม่ได้หรอกค่ะ"

หลังจากได้รับอนุญาตจากเบื้องบน ทีมของหยางอันหลิงก็นำเอกสารไปเบิกจ่ายทรัพยากรทันที

ไม่นานสิ่งที่เสิ่นเย่หลานต้องการก็นำมาถึง

หยางอันหลิงช่วยยกของเข้าไปในห้องแล็บพลางถามข้อสงสัยในใจ "คุณเสิ่นคะ ทำไมคุณถึงไม่ขอโดรนสำเร็จรูปไปเลยล่ะคะ?"

เสิ่นเย่หลานตอบคลุมเครือ "ถือโอกาสฝึกทักษะการตีเหล็กค่ะ"

หยางอันหลิงเบิกตากว้าง ใช่ทักษะการตีเหล็กที่เธอเข้าใจหรือเปล่า? โลกความจริงฝึกทักษะนี้ได้ด้วยเหรอ?

สิ่งที่ตอบกลับมาคือประตูห้องแล็บที่ปิดสนิทของเสิ่นเย่หลาน

ก่อนจะเข้าห้องแล็บ เสิ่นเย่หลานสั่งกำชับประโยคสุดท้าย "คัดลอกระบบภาษาของเครื่องแปลภาษานี้ แล้วส่งเครื่องแปลภาษาที่สำเร็จรูปมาให้หนูล็อตหนึ่ง เอามาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ค่ะ"

หยางอันหลิงรับเครื่องแปลภาษามาด้วยความทะนุถนอม เธอรู้ดีว่าสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับว่าพวกเขาจะสามารถพัฒนาในเกมได้อย่างราบรื่นหรือไม่ "รับทราบค่ะ รับรองว่าภารกิจสำเร็จลุล่วงค่ะ"

เสิ่นเย่หลานไม่กังวลแม้แต่น้อยว่ารัฐบาลจะแยกชิ้นส่วนเครื่องแปลภาษาแล้วเขี่ยเธอทิ้ง

ประการแรก หินพลังงานที่ต้องใช้ ต่อให้พวกเขามีก็ไม่รู้วิธีใช้

ประการที่สอง พวกเขาไม่มีช่างฝีมือระดับกลาง ส่วนถ้าวันไหนรัฐบาลหาหรือสร้างช่างฝีมือระดับกลางได้ขึ้นมา เกรงว่าตอนนั้นเธอคงใช้พลังของรัฐบาลสร้างกองทัพเครื่องจักรเป็นของตัวเองไปแล้ว และกำไรจากเครื่องแปลภาษาก็คงถูกโกยไปจนหมดสิ้นแล้วเช่นกัน

เสิ่นเย่หลานขังตัวเองอยู่ในห้องแล็บ ตั้งนาฬิกาปลุกไว้เพื่อไม่ให้พลาดนัดหมายกับเซรา

จากนั้นจึงทุ่มเทให้กับการทดลอง

เมื่อมีแบบแปลนและอาวุธ เสิ่นเย่หลานก็แสดงฝีมือเต็มที่ ใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมเครื่องกลที่เรียนมาผสมผสานกับวิศวกรรมในเกม เร่งประกอบชิ้นส่วน โดยติดตั้งปืนกลให้กับโดรนของเธอ เนื่องจากไม่ต้องใช้ระบบไฟฟ้า โดรนจึงมีพื้นที่เหลือสำหรับบรรทุกกระสุนมากขึ้น

เธอตั้งใจประกอบอาวุธเครื่องจักรของตัวเองคนเดียวด้วยสมาธิแน่วแน่ เหนื่อยก็งีบสั้นๆ บนเก้าอี้ข้างๆ ตื่นมาก็ทำต่อ

หนึ่งวันหนึ่งคืนผ่านไป เธอเร่งประกอบสุนัขกลได้ 2 ตัว และโดรนบรรทุกอาวุธ 4 ลำ

หลังจากประกอบเสร็จ เสิ่นเย่หลานก็เติมเลือดให้อย่างคาดหวัง สุนัขกลและโดรนมีพลังงานขึ้นมาทันทีและเชื่อมโยงจิตกับเธอได้

แต่เมื่อเธอควบคุมเครื่องจักรพร้อมกันถึง 4 เครื่อง เสิ่นเย่หลานก็เริ่มรู้สึกตึงมือ

เธอรับรู้ได้ชัดเจนว่า เธอไม่สามารถควบคุมตัวที่ 5 ได้

กระทั่งการจะทำให้เครื่องจักรขยับได้อย่างอิสระ การคุมเพียง 3 เครื่องถือว่าอยู่ในสถานะที่ดีที่สุด

เสิ่นเย่หลานรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ

ความฝันที่จะมีกองทัพเครื่องจักรของเธอนั้น... สลายไปเสียแล้ว!

. . .

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์