ตอนที่ 23
ตอนที่ 23 พบพานปราชญ์โดยบังเอิญ
ตอนที่ 23 พบพานปราชญ์โดยบังเอิญ
เสิ่นเย่หลานตกใจจนสะดุ้งรีบหยุดฝีเท้าทันที
เสียงนี้... เธอเคยได้ยินมาก่อน ในชาติที่แล้วตอนที่พวกเธอยกพวกไปตบบอสปราชญ์ เสียงนี้จะดังขึ้นเสมอ เพียงแต่ในตอนนั้น น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและบ้าคลั่งที่กรีดร้องว่า “ไปให้พ้น! ไปบอกเซต้าซะว่าราตรีนิรันดร์มาถึงแล้ว!”
นี่คือปราชญ์ตัวจริง! ฟังจากสถานการณ์นี้ ดูเหมือนว่าปราชญ์ยังไม่ถูกความเสื่อมทรามกัดกิน!
“ท่านปราชญ์ใช่ไหมคะ?” สายลมแผ่วเบาพัดผ่านแก้ม แต่ในหัวของเสิ่นเย่หลานกลับส่งสัญญาณเตือนภัยรัวๆ เธอรีบยืนตัวตรงนิ่งสงบอยู่ที่เดิม นี่คือ NPC เลเวล 100 เชียวนะ เธอไม่กล้าล่วงเกินโดยประมาทเด็ดขาด
“เจ้าเป็นใคร?” เสียงเย็นชาถามขึ้น
“อาจารย์คะ ข้าถูกผู้ใหญ่บ้านส่งมาค่ะ” เสิ่นเย่หลานยืนรออยู่กับที่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีอันตราย จึงค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้
หลังจากอ้อมผ่านต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ในที่สุดเสิ่นเย่หลานก็ได้พบกับเป้าหมายของภารกิจในครั้งนี้
นางเป็นสตรีที่มีรูปร่างหน้าตางดงามอย่างยิ่ง ผมสีเงินยาวถูกรวบไว้อย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาเรียวยาวกำลังกวาดมองเสิ่นเย่หลานอย่างเกียจคร้าน ม่านตาสีเขียวอ่อนแฝงไปด้วยความหยิ่งยโสและถือดีราวกับมองลงมาจากที่สูง
“เจ้าเด็กน้อยงั้นรึ?” สตรีผู้นั้นเค้นเสียงหัวเราะ ในดวงตาฉายแววเย่อหยิ่งที่อ่านอารมณ์ไม่ออก
เสิ่นเย่หลานรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เพราะเธอไม่กล้าเสียมารยาทต่อหน้าบอสใหญ่ผู้สังหารคนมานับไม่ถ้วนในชาติก่อน
สายตาของเธออดไม่ได้ที่จะจับจ้องสตรีตรงหน้า นางพิงกายอย่างเกียจคร้านอยู่บนต้นไม้ ใบไม้หนาทึบที่ล้อมรอบตัวนางยังเทียบไม่ได้กับความเขียวขจีในดวงตาคู่นั้น เสิ่นเย่หลานอดใจไม่ไหวจนต้องแอบแคปหน้าจอเก็บไว้ เพื่อบันทึกภาพนี้เอาไว้
สมกับที่เป็นบอสระดับท็อปที่ผู้เล่นทั้งรักทั้งเกลียดในชาติก่อน ผู้เล่นต่างด่าทอทักษะของนางว่าน่ารังเกียจปากแทบฉีก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะจัดทีมวนเวียนมาถล่มนางครั้งแล้วครั้งเล่า
นั่นก็เพราะความงามที่น่าหลงใหลนี่แหละ!
ชาติที่แล้วตอนที่เจอปราชญ์นางถูกความเสื่อมทรามกัดกินจนสติสัมปชัญญะสูญสิ้นไปหมดแล้ว แต่นางก็ยังคงงดงามจนน่าตกใจ ม่านตาสีแดงฉานแฝงไปด้วยความคลุ้มคลั่ง รูปร่างสูงโปร่งเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็เป็นทัศนียภาพที่งดงามราวกับภาพวาด แม้กระทั่งท่วงท่าตอนฆ่าคนก็ยังสวยงามจนน่าทึ่ง
ในมุมมองของคนที่มีรสนิยมพิเศษ นี่มันระดับยอดเยี่ยมที่สุดเลย!
ในช่วงเวลาที่เพิ่งค้นพบบอสปราชญ์ประโยคแรกที่ผู้เล่นทักทายกันคือ “วันนี้เธอโดนพี่สาวปราชญ์ฟาดมาหรือยัง?”
ในยามนี้ ปราชญ์ที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนยิ่งงดงามไปอีกแบบ เสิ่นเย่หลานกล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่า หากรูปที่แคปเมื่อครู่ถูกเผยแพร่ออกไป มันจะกลายเป็นภาพที่ผู้เล่นมากมายยอมกราบกรานหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างแน่นอน
“ผู้ใหญ่บ้านส่งเจ้ามาคนเดียว? น่าขันสิ้นดี ถ้าไม่มีอะไร ข้าคนเดียวก็เกินพอ แต่ถ้ามีเรื่องจริง เจ้าจะมีประโยชน์อะไร? มาช่วยเก็บศพข้าหรือไง?”
ในน้ำเสียงเย็นชาแฝงไปด้วยความดูแคลน ปราชญ์ไม่ลังเลที่จะกวาดสายตามองสำรวจเสิ่นเย่หลานตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะละสายตากลับไปด้วยความเหยียดหยามอย่างราบเรียบ
เสิ่นเย่หลานโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงโต้กลับอย่างนุ่มนิ่ม “บางทีผู้ใหญ่บ้านอาจจะส่งข้ามาเพื่อเป็นคนนำทางให้อาจารย์ก็ได้ค่ะ”
เพราะจากการสืบสวนของผู้เล่นคนนั้นในชาติก่อน ปราชญ์น่ะดีไปเสียทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือเป็นคนหลงทาง
ทำยังไงดี เธอรู้สึกว่าปราชญ์น่ารักขึ้นไปอีก
“เก็บสายตาที่น่ารังเกียจของเจ้ากลับไปซะ” ปราชญ์เหลือบเห็นความเอ็นดูที่วาบผ่านดวงตาของเสิ่นเย่หลาน น้ำเสียงของนางเย็นเยียบราวกับถูกแช่แข็ง
เสิ่นเย่หลานรู้สึกเหมือนสายลมแผ่วเบาพัดผ่าน ร่างกายส่วนคอเจ็บแปลบขึ้นมาทันที พลังชีวิตลดฮวบไปเกินครึ่ง เธอรู้สึกขนหัวลุกซู่ จึงรีบก้มหน้าก้มตาลงอย่างว่าง่ายและไม่กล้าส่งเสียงใดๆ
ไอ้ผู้เล่นคนนั้นมันไปสืบอีท่าไหนถึงไม่รู้นะว่า ผู้หญิงที่สวยขนาดนี้อารมณ์ร้ายเป็นบ้าเป็นหลัง! ขยับตัวนิดหน่อยก็จ้องแต่จะฆ่าคน
“อาจารย์ เราไปกันเถอะค่ะ” ความงามน่ะดี แต่ชีวิตน้อยๆ ของเธอสำคัญกว่า รีบพาผู้หญิงอารมณ์ร้ายคนนี้กลับไปส่งภารกิจดีกว่า
“ไป? ไปไหน? ชาวบ้านยังไม่พบ ข้าไม่กลับไปหรอก” สตรีผู้นั้นตอบกลับอย่างเย็นชา
“งั้นเราก็ไปหาชาวบ้านกันเถอะค่ะ” เสิ่นเย่หลานมองปราชญ์ที่พิงต้นไม้ไม่ไหวติงด้วยความสงสัย ถึงได้สังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“ท่านเป็นอะไรไปคะ?”
ดวงตาสีเขียวมรกตของสตรีผู้นั้นกวาดมองเสิ่นเย่หลานพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ถูกฝูงงูแดงพันธนาการกัดเอาหน่อย ไม่มีอะไรมากหรอก อีกวันสองวันก็ขยับตัวได้ปกติแล้ว”
เสิ่นเย่หลานตกตะลึง อาจารย์คะ ท่านช่วยดูหน่อยเถอะว่าสิ่งที่พูดมาน่ะเป็นภาษาคนไหม? นั่นมันงูแดงกลืนวิญญาณเชียวนะ! หนึ่งในสิบมอนสเตอร์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในชาติก่อน ต่อให้เป็นผู้เล่นเลเวล 60 ก็ยังต้านไม่ไหวสักคำ ท่านยังฝืนทนโดนกัดไปตั้งหลายคำเนี่ยนะ?
สมกับเป็นบอสที่ปราบยากที่สุดในชาติก่อน พลังชีวิตแบบนี้มันไร้เทียมทานจริงๆ
“มีโพชั่นเลือดไหม? ขอยาระดับสูงสองขวด” ปราชญ์เอ่ยขออย่างไม่อ้อมค้อม
เสิ่นเย่หลานสำลักลมหายใจพูดไม่ออก จึงจำใจตอบ “อาจารย์ ท่านยกยอข้าเกินไปแล้ว ข้าดูเหมือนคนที่มีปัญญาซื้อของระดับสูงขนาดนั้นหรือคะ?”
พูดจบก็หยิบโพชั่นเลือดระดับต้นทั้งหมดที่มีในช่องเก็บของออกมาวางตรงหน้าปราชญ์
“ท่านคะ ดูหน่อยว่าพวกนี้พอไหม?”
ปราชญ์จิ๊ปากเบาๆ ก่อนจะคว้าไปทั้งหมดโดยไม่เกรงใจ “ก็พอถูไถไปได้”
เสิ่นเย่หลานรู้สึกปวดใจจนเลือดแทบกระอัก นั่นคือโพชั่นเลือดทั้งหมดที่มีอยู่เลยนะ!
“อาจารย์ออกมาข้างนอกไม่ได้พกโพชั่นเลือดมาหรือคะ?”
ปราชญ์มองนางด้วยความสงสัยอย่างยิ่ง ก่อนจะย้อนถาม “พกของพวกนั้นไปทำไม ข้าไม่เห็นจำเป็นต้องใช้เลย”
เสิ่นเย่หลานมองการกระทำของนางที่หยิบโพชั่นเลือดของตัวเองไปใช้ด้วยความพูดไม่ออก
ปราชญ์ไอเบาๆ แล้วกล่าวว่า “เอาล่ะ เจ้ากลับไปได้แล้ว ต่อจากนี้ไม่มีอะไรที่เจ้าต้องทำแล้ว”
เสิ่นเย่หลานอุตส่าห์หาคนจนเจอ ถ้าไม่พาคนกลับไป เธอไม่มีวันยอมแพ้แน่
“ข้ารับภารกิจจากผู้ใหญ่บ้านมา ต้องพาท่านกับชาวบ้านกลับไปให้ได้ค่ะ”
“เด็กน้อยนี่มีอุดมการณ์ดีนี่ เอาเถอะ มาถึงแล้วก็มาพยุงข้าขึ้นหน่อย ก่อนหน้านี้ข้าแกะรอยกลิ่นอายชาวบ้านได้แล้วอยู่ข้างหน้านี่เอง ในเมื่อเจ้าไม่อยากกลับไป งั้นก็อยู่เป็นเพื่อนข้าไปดูด้วยกันเถอะ”
ปราชญ์ยันตัวลุกขึ้นโดยพยุงลำต้นไม้ ในระหว่างที่เคลื่อนไหว ภายใต้เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นคือรอยกัดของงูที่ไม่อาจปกปิดได้
เสิ่นเย่หลานอดไม่ได้ที่จะถาม “อาจารย์ทำไมไม่รักษาตัวเองหน่อยล่ะคะ?”
ปราชญ์ก้มหน้าลงด้วยความสงสัยสุดขีด “การรักษามันเป็นเรื่องของนักบวช ในฐานะจอมเวทอย่างข้าจะไปรู้วิธีรักษาอะไรกัน?”
“หา?” เสิ่นเย่หลานตกใจจนตาค้าง ไม่ใช่นะ... ท่านที่มีทักษะฟื้นเลือดสุดโกงขนาดนั้น ตอนนี้มาบอกข้าว่าท่านเป็นจอมเวทเนี่ยนะ?
มีจอมเวทที่ถึกทนขนาดนั้นด้วยเหรอ? บอสที่ผู้เล่นเป็นพันคนในชาติก่อนต้องผลัดกันเข้ามารุมสู้แต่ก็ฆ่าไม่ตาย แท้จริงแล้วเป็นจอมเวทเนี่ยนะ? นี่มันยังเป็นจอมเวทตัวบางๆ ในความทรงจำของเธออยู่หรือเปล่า?
อีกอย่าง ท่านเป็นจอมเวทแท้ๆ ออกมาข้างนอกแม้แต่โพชั่นเลือดก็ไม่พก มันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลหรือไง?
ปราชญ์เหลือบมองเด็กน้อยข้างกาย แล้วยื่นมือไปกะขนาด ยัยหนูตรงหน้าสูงแค่ระดับอกของนางเท่านั้น นางจึงกดหัวยัยหนูอย่างไม่ลังเลเพื่อใช้พยุงตัวเดินไปข้างหน้า
แม้พิษงูจะไม่สามารถสร้างความเสียหายถึงชีวิต แต่มันยังคงทำให้นางรู้สึกชาไปชั่วขณะ
เสิ่นเย่หลานแบกรับแรงกดทับบนหัวพลางหมุนคออย่างไม่สบายตัวนัก เธออยากจะบอกว่ามีวิธีที่ให้เกียรติกันมากกว่านี้ไหม เธอไม่อยากเป็นไม้เท้าที่มีชีวิตหรอกนะ!
แต่เมื่อเห็นสายตาเรียบเฉยของหญิงสาว เสิ่นเย่หลานจึงเปลี่ยนประเด็นทันที “อาจารย์ ให้ข้ารักษาให้ท่านหน่อยไหมคะ?”
หญิงสาวลดสายตาลงต่ำกวาดมองเสิ่นเย่หลานก่อนจะเค้นเสียง “ไม่จำเป็น พิษงูแดงที่น่ารำคาญคือฤทธิ์ทำให้ชา การรักษาของเจ้าไม่มีประโยชน์หรอก”
เสิ่นเย่หลานรู้สึกไม่ยอมจำนน จึงจ้องมองทักษะที่ 3 ของตน “นั่นก็ไม่แน่หรอกค่ะ”
ทักษะที่ 3 ของเธอขนาดคนตายยังช่วยให้รอดได้!
แค่พิษงูจิ๊บจ๊อย... เรื่องแค่นี้ไม่คณามือหรอก!
. . .