ตอนที่ 24
ตอนที่ 24 ไต่เต้าขึ้นไป
ตอนที่ 24 ไต่เต้าขึ้นไป
เสิ่นเย่หลานเล็งเป้าไปที่เซราฟิส แล้วกดใช้ทักษะที่ 3 จากพรสวรรค์พิธีบูชาโลหิตคือทักษะ [คำสั่งหลอมสร้างใหม่]
[ต้องการชำระล้างผลกระทบเชิงลบจากอาการชาของพิษงูแดงกลืนวิญญาณหรือไม่? หลังจากชำระล้างแล้ว คูลดาวน์จะอยู่ที่ 24 ชั่วโมง]
เมื่อเห็นระยะเวลาคูลดาวน์ เสิ่นเย่หลานก็ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ โชคดีที่ไม่ใช่เป็นเดือนหรือเป็นปี ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องตัดใจปล่อยให้พี่สาวคนสวยคนนี้มีอาการชาต่อไป
เสิ่นเย่หลานไม่ลังเล รีบกดชำระล้างทันที
เซราฟิสรู้สึกเพียงว่าทั่วร่างเบาหวิว แขนขาที่เคยชาจนไร้ความรู้สึกกลับมาเป็นปกติ การไหลเวียนของเวทมนตร์ก็ไม่ติดขัดเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป
นางมองเสิ่นเย่หลานด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ริมฝีปากสีแดงระเรื่อยกยิ้มขึ้นเบาๆ “พรสวรรค์ไม่เลวเลยนี่”
ผลกระทบเชิงลบจากพิษงูแดงนั้นไม่ใช่ทักษะชำระล้างทั่วไปที่จะแก้ได้ อย่างน้อยต้องเป็นทักษะชำระล้างระดับสูงถึงจะเห็นผล ส่วนการที่เด็กน้อยตรงหน้าทำได้เพียงใช้ทักษะเดียวแล้วพิษหายวับไปได้ขนาดนี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นวิชาชำระล้างระดับสูงสุดแล้ว
ดูเหมือนว่าผู้ใหญ่บ้านจะเก็บของล้ำค่าได้จริงๆ ในรอบนี้
“อาจารย์ เป็นอย่างไรบ้างคะ?” เสิ่นเย่หลานถามอย่างภาคภูมิใจ
สตรีผู้นั้นกวาดสายตาผ่านตัวเสิ่นเย่หลานอย่างแผ่วเบา ก่อนจะส่งเสียง ‘อืม’ ออกมา
“ไม่ต้องเรียกข้าว่าอาจารย์ ข้าชื่อเซราฟิส เรียกข้าว่าเซราก็พอ”
ฟิส? นั่นไม่ใช่ชื่อสกุลของราชวงศ์เอลฟ์แห่งอาณาจักรเอลานอสในดินแดนราตรีนิรันดร์หรอกเหรอ?
เสิ่นเย่หลานส่ายหัวในใจ คงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญกระมัง ท้ายที่สุดแล้วเอลานอสนั้นอยู่ไกลถึงทางใต้ของดินแดนราตรีนิรันดร์ หมู่บ้านเล็กๆ ในเขตพื้นที่ปกครองของราชวงศ์มนุษย์อย่างหมู่บ้านอวิ๋นเสีย คงไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเอลฟ์หรอก
สลัดความคิดที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทิ้งไป เสิ่นเย่หลานไม่รอช้า รีบไต่เต้าขึ้นไปทันที “รับทราบค่ะ อาจารย์เซรา!”
รีบเรียกให้ติดปากไว้ก่อน เผื่อตอนที่เธอเรียกอาจารย์บ่อยๆ เข้า ท่านจะได้สอนอะไรให้บ้าง ไม่ถือว่าเป็นการเอาเปรียบใช่ไหมล่ะ?
เซราฟิสเหลือบมองนางแวบหนึ่งโดยไม่เอ่ยอะไร แล้วก้าวเท้ายาวเดินนำไปข้างหน้า
เสิ่นเย่หลานรีบก้าวตามติดๆ พลางพูดจาเจื้อยแจ้วไม่หยุด พยายามปั๊มค่าความสัมพันธ์ให้เต็มที่ เพื่อที่จะได้เรียนทักษะจากอีกฝ่ายโดยเร็วที่สุด
ขณะที่เดินไปข้างหน้า เซราฟิสก็หยุดฝีเท้าลงกะทันหัน
เสิ่นเย่หลานเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย “เป็นอะไรไปคะอาจารย์?”
เซราฟิสทำหน้าเหมือนทนไม่ไหว ขมวดคิ้วที่งดงามแต่เฉียบคมนั้น “เจ้าหุบปากได้ไหม? เจ้าต้องพูดมากขนาดนี้ตลอดเลยหรือไง?”
เสิ่นเย่หลานเบะปากไม่กล้าส่งเสียงอีก ทำได้เพียงแหงนหน้าใช้เพียงแววตาในการแสดงความน้อยใจออกมาสามส่วน
เธอเดินตามหลังเซราฟิสไปเงียบๆ แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งห่างจากถ้ำที่เป็นเป้าหมายออกไปเรื่อยๆ เสิ่นเย่หลานเริ่มรู้สึกกังวลใจ พี่สาวคนสวยคนนี้คงไม่ได้หลงทางอีกแล้วใช่ไหม?
เมื่อเห็นว่ากำลังจะออกนอกพื้นที่ภารกิจ เสิ่นเย่หลานจึงวิ่งเหยาะๆ เข้าไปข้างหน้าแล้วดึงชายเสื้อของเซราอย่างระมัดระวัง
เซราหยุดเดินแล้วก้มหน้าลง ถามด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความหงุดหงิด “มีอะไรอีก?”
เสิ่นเย่หลานเงยหน้ามองนาง แล้วชี้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้อย่างเงียบเชียบ
“อ้าปากพูดสิ” เซราขมวดคิ้ว ความรำคาญในดวงตาเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม
“อาจารย์คะ ท่านดูเหมือนจะไปผิดทางแล้วนะ ร่องรอยการหายตัวไปของชาวบ้านที่ท่านบอกข้าก่อนหน้านี้ มันอยู่ทางนั้นค่ะ”
ในดวงตาของเซราปรากฏความสับสนวูบหนึ่ง ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว “แล้วทำไมเจ้าไม่บอกให้เร็วกว่านี้ล่ะ?”
เสิ่นเย่หลานตอบอย่างใสซื่อ “ก็อาจารย์บอกให้ข้าหุบปากนี่คะ”
“เจ้าตั้งใจสินะ” เซรามองเสิ่นเย่หลานด้วยสายตาที่กึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง ดวงตาสีเขียวมรกตดูเขียวขจียิ่งขึ้นภายใต้แสงอาทิตย์ ทำให้ความอันตรายที่แฝงอยู่ในแววตาของนางชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก
เสิ่นเย่หลานสัญญาณเตือนภัยดังลั่น รีบยืนตัวตรงแล้วตอบอย่างจริงจัง “เปล่านะคะ ข้านึกว่าอาจารย์พบร่องรอยใหม่อะไรแถวนี้ เลยไม่กล้าทักน่ะค่ะ”
เซราเค้นเสียงหัวเราะ รูปร่างที่สูงโปร่งยืนเด่นอยู่ตรงหน้าตัวละครร่างเด็กน้อยที่เสิ่นเย่หลานตั้งค่าไว้ ยิ่งสร้างแรงกดดันมหาศาล
ทุกครั้งที่เป็นแบบนี้ เสิ่นเย่หลานรู้สึกเสียใจเหลือเกิน ตอนที่เธอออกแบบตัวละครครั้งแรก สงสัยสมองคงโดนลาเตะ หัวสมองของเธอตอนนั้นเอาแต่คิดถึงภาพลักษณ์เด็กน้อยจอมพลังที่ถือค้อนยักษ์สร้างสิ่งของ จนเผลอตั้งค่าความสูงให้เตี้ยเกินไป ทีนี้แหละ น้ำตาที่ไหลพรากในตอนนี้ ก็คือน้ำที่อยู่ในสมองของเธอตอนนั้นล้วนๆ
“เจ้าเด็กน้อย เจ้ามาหาข้า คงไม่ใช่แค่เพราะรับภารกิจจากผู้ใหญ่บ้านอย่างเดียวสินะ” เซรากอดอกยืนท่าทางเกียจคร้าน แต่สิ่งที่สวนทางกันคือดวงตาสีเขียวที่เฉียบคมคู่นั้น “แล้วเจ้าเข้าใกล้ข้าไปเพื่อจุดประสงค์อะไร?”
เสิ่นเย่หลานรู้สึกตึงเครียดในใจ แต่ก็ยังฝืนฉีกยิ้ม “อาจารย์คิดมากไปแล้วค่ะ”
“ให้ข้าเดานะ” เซราไม่สนใจคำแก้ตัว แล้วกล่าวต่อ “เจ้าเอาแต่เรียกข้าว่าอาจารย์ เจ้าอยากเรียนรู้อะไรจากตัวข้ากันล่ะ?”
ความเฉียบแหลมของเซราฟิสทำเอาเสิ่นเย่หลานขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
เธอรู้อยู่แล้วว่าเกมดินแดนเทพราตรีนิรันดร์นี้สมจริงอย่างยิ่ง แต่ ณ วินาทีนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า ตัวละครที่เธอเผชิญอยู่ตรงหน้านี้คือคนที่มีตัวตนจริงๆ ในอีกโลกหนึ่ง พวกเขาไม่ใช่แค่ NPC ธรรมดา แต่มีเลือดเนื้อ มีชีวิตและอารมณ์ความรู้สึกเป็นของตัวเอง
เมื่อคิดว่าเกมสามารถเชื่อมต่อกับโลกความเป็นจริงของเธอได้ ดังนั้นการเชื่อมต่อกับโลกอื่นก็น่าจะเป็นไปได้เช่นกัน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เสิ่นเย่หลานก็ยิ่งไม่กล้าขยับตัวทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า
“อาจารย์... ท่านเซราคะ ท่านคิดมากไปแล้ว ข้าก็เรียกทุกคนว่าอาจารย์ไปทั่วแหละค่ะ” เสิ่นเย่หลานพูดไปตามน้ำ
เซราฟิสเค้นเสียง “อย่างนั้นรึ? ข้านึกว่าเป็นเพราะสถานะปราชญ์ของข้าที่น่าเลื่อมใสเลยดึงดูดให้มาเป็นลูกศิษย์ ดูท่าข้าคงคิดไปเองจริงๆ ไม่นึกเลยว่า ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นข้า จะไม่มีแม้แต่ลูกศิษย์ที่ดูเข้าท่าสักคน”
เสิ่นเย่หลานเป็นคนไวต่อสถานการณ์แค่ไหนกัน เธอสัมผัสได้ถึงความหมายที่เปลี่ยนไปจากคำพูดของเซราทันที จึงรีบเปลี่ยนท่าทีด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
“ขอโทษค่ะอาจารย์! ข้าโกหกท่านเอง ข้าได้ยินเรื่องราวความสง่างามของปราชญ์มานานแล้ว เลยอาสาผู้ใหญ่บ้านมาตามหาท่าน! ตราบใดที่ท่านตกลง ข้าจะเป็นลูกศิษย์ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของท่านเองค่ะ!”
เซราฟิสใช้ดวงตาสีเขียวมรกตมองเสิ่นเย่หลาน แล้วเอ่ยถาม “ค่าสติปัญญาของเจ้าเท่าไหร่?”
เสิ่นเย่หลานเหลือบมองหน้าต่างสถานะของตัวละครนี้ ซึ่งมีค่าสติปัญญาที่น่าเวทนาเพียง 4 หน่วยเท่านั้น
“สติปัญญา 8 ค่ะ” เธอตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจนักพลางโยกเอาค่าสติปัญญาจากร่างหลิวกวงมาใส่แทน ยังไงซะหลิวกวงก็เป็นนักบวชที่ไม่จำเป็นต้องใช้มานา ตอนนี้การรับเธอเป็นลูกศิษย์สำคัญกว่า
เซราฟิสขมวดคิ้วงดงาม มองนางด้วยความตกใจและประหลาดใจ “พิการแต่กำเนิดงั้นรึ?”
เสิ่นเย่หลาน: ...มันก็ไม่ถึงขนาดพิการหรอกมั้ง?
เธอก็แค่ทุ่มค่าสถานะทั้งหมดลงไปที่ค่าร่างกาย จนทำให้ค่าสติปัญญาดูด้อยไปหน่อย แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องดูถูกกันขนาดนี้เลย!
“อาจารย์คะ ข้ายังเด็กอยู่ เลเวลเพิ่ง 20 กว่าๆ ท่านวางใจเถอะ ข้าจะเติบโตขึ้นเร็วๆ นี้แน่นอนค่ะ!”
ถ้าไม่ไหว หลังช่วยชาวบ้านเสร็จ เธอจะไปฟาร์มมอนสเตอร์ที่มีค่าสติปัญญาสูงๆ สักหลายรอบ อย่างไรเสียก็ต้องอัปค่าสติปัญญาให้เซราพอใจให้ได้
เสิ่นเย่หลานกลัวจะพลาดโอกาสเป็นลูกศิษย์ จึงพยายามเสนอขายตัวเองอย่างเต็มที่
เซราฟิสใช้ดวงตาสีเขียวมรกตสำรวจเสิ่นเย่หลาน ดูเหมือนนางจะนึกเสียใจที่พูดเรื่องลูกศิษย์ขึ้นมา นางแค่อยากหาลูกศิษย์มาแก้เหงา แต่ไม่ได้อยากได้คนพิการสักหน่อย
แต่เมื่อเอ่ยปากไปแล้ว ก็ไม่อยากกลับคำ จึงทำได้เพียงตอบรับอย่างเสียไม่ได้ “ดูผลงานเจ้าไปก่อนแล้วกัน หลังช่วยชาวบ้านเสร็จ ข้าจะพิจารณาอีกที”
[ติ๊ง! ปลดล็อกภารกิจลับ]
[ระบบลูกศิษย์เปิดใช้งาน ภารกิจที่ 1: ช่วยชาวบ้านกลับมาให้ได้ และได้รับความไว้วางใจจากเซราฟิส]
คราวนี้เสิ่นเย่หลานหายปวดหัวปวดหลังเป็นปลิดทิ้ง เธอรับภารกิจด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
ระบบลูกศิษย์เป็นสิ่งที่เธอเคยเห็นแค่ในบอร์ดสนทนาในชาติก่อนเท่านั้น ตอนนั้นมีผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับความไว้วางใจจาก NPC จนได้เป็นลูกศิษย์ ซึ่งทุกคนที่ได้เรียนรู้ทักษะจาก NPC เหล่านั้นต่างก็โด่งดังเป็นพลุแตกในเวลาต่อมา
ในเมื่อเซราฟิสได้รับยกย่องว่าเป็นถึงปราชญ์ก็ย่อมต้องมีความรู้กว้างขวางเป็นธรรมดา!
การได้ติดตามเรียนรู้จากนาง มีแต่ได้กับได้!
. . .