ตอนที่ 37
ตอนที่ 37 เอฟเฟกต์สุดโกงของพรสวรรค์ที่สอง
ตอนที่ 37 เอฟเฟกต์สุดโกงของพรสวรรค์ที่สอง
เสิ่นเย่หลานพาแม่ขึ้นรถขับไปที่ตลาดนกและดอกไม้เพื่อซื้อนกธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง จากนั้นก็ตรงไปยังคฤหาสน์ห่างไกลในเขตชานเมือง
คฤหาสน์แห่งนี้ตั้งอยู่บนไหล่เขา ทั้งภูเขามีบ้านหลังนี้เพียงหลังเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าทึบ หากไม่มีคนนำทาง อย่าหวังว่าจะหาทางเข้าออกเจอ
ที่นี่เป็นทรัพย์สินที่พ่อจัดหาไว้ตอนยังมีชีวิตอยู่ ท่านมักจะพูดเสมอว่าพอเกษียณอายุแล้ว จะพาแม่มาอยู่ที่นี่ ตกปลาเลี้ยงดอกไม้ ใช้ชีวิตดั่งฤาษี
หลังจากพ่อจากไป ในช่วงที่เธอทะเลาะกับแม่รุนแรงที่สุด วันหนึ่งแม่ที่เหนื่อยล้ามาทั้งชีวิตก็ส่งกุญแจคฤหาสน์ให้เธอ กำชับว่าห้ามบอกใคร หากเจอความลำบากให้มาที่นี่
ตอนนั้นแม้เสิ่นเย่หลานจะหลงเชื่อเสิ่นเหยียนฟาง แต่สมองหมูๆ ก็ยังจำคำสั่งนี้ได้
ในชาติก่อน หลังจากเธอถูกเสิ่นชีเสวี่ยไล่ล่าสังหาร เธอได้หลบซ่อนตัวอยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้ถึงครึ่งปี น่าเสียดายที่สุดท้ายเธอก็ยังถูกคนของเสิ่นชีเสวี่ยพบร่องรอยในเกม แล้วส่งคนจำนวนมากมาจับตัวเธอไปบูชายัญจนได้
เสิ่นเย่หลานไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเสิ่นชีเสวี่ยต้องจ้องเล่นงานเธอคนเดียวหนักหนานัก ทั้งที่ตอนนั้นเธอไม่มีทักษะพรสวรรค์แล้ว แถมเนื้อตัวก็จนกรอบ แต่ก็ยังอุตส่าห์ลงทุนลงแรงตามล่าขนาดนั้น เกลียดเธอมากขนาดนั้นเลยเหรอ?
เสิ่นเย่หลานคิดไม่ตกก็เลิกคิด ในเมื่อคนอื่นอยากจะทำร้ายเธอแล้ว เธอจะมัวเสียเวลาคิดไปทำไมว่าเธอทำไปทำไม? แค่รู้ว่าคนที่คิดร้ายกับเธอ อย่าหวังว่าจะมีวันได้ดีก็พอ
ภายในคฤหาสน์เธอได้จ้างคนมาทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ที่นี่จะเป็นฐานที่มั่นของเธอ
แคปซูลเล่นเกมโฮโลแกรมก็ถูกขนย้ายมาที่นี่ด้วย เธอไม่คิดจะกลับไปที่อพาร์ตเมนต์แล้ว เพราะไอ้พวกเหลือบไรพวกนั้นต่างก็รู้ที่อยู่ของเธอ ตอนนี้เกมสำคัญที่สุด เธอไม่มีเวลาไปต่อล้อต่อเถียงกับพวกมันหรอก
หลังจากจัดแจงที่ทางให้แม่เรียบร้อย เสิ่นเย่หลานก็ลงไปที่ห้องใต้ดินของคฤหาสน์
ที่นี่เป็นห้องทำงานที่พ่อจัดไว้ให้ตัวเอง ซึ่งก็สะดวกกับเสิ่นเย่หลานพอดี
เธอนำไอเทมที่ซื้อจากช่างตีเหล็กในเกมออกมาวางจนเต็ม ห้องใต้ดินที่กว้างขวางพลันดูแออัดขึ้นมาทันที
เวลานี้สถานการณ์เร่งด่วน เธอไม่มีเวลาไปดัดแปลงห้อง จึงต้องใช้ไปก่อนพลางๆ
หลังจากตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนตีหนึ่ง เสิ่นเย่หลานก็นำแบบแปลนที่รุ่นน้องให้มาออกมา
แบบแปลนชุดนี้รวมถึงผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมล้ำสมัยมากมาย ตั้งแต่เครื่องกระตุ้นหัวใจ โน้ตบุ๊กบางเฉียบ เครื่องยนต์ความเร็วสูง ไปจนถึงอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด
เครื่องแปลภาษาที่แทรกอยู่ข้างในจึงไม่ได้ดูโดดเด่นอะไร
เสิ่นเย่หลานเก็บแบบแปลนเครื่องแปลภาษาไว้ชั่วคราว แล้วเล็งเป้าหมายไปที่แบบแปลนโดรนขนาดเล็ก
คืนนี้เธอเตรียมจะทดลองใช้พรสวรรค์ที่สอง[ผู้สรรค์สร้างโชคชะตา]ของเธอ
หากความคิดของเธอเป็นจริง... แววตาของเสิ่นเย่หลานสั่นไหวเล็กน้อย บางทีเวลาที่เธอจะใช้ต่อรองกับรัฐบาลอาจจะขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว
ไฟในห้องทำงานเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงเที่ยงคืน
จนกระทั่งการประกอบชิ้นส่วนชิ้นสุดท้ายเสร็จสิ้น เสิ่นเย่หลานก็ถอดแว่นตากันลมสำหรับงานเชื่อมออก
โดรนขนาดเล็กวางสงบนิ่งอยู่บนโต๊ะทำงาน
โดรนตัวนี้ นอกจากติดตั้งกล้องแล้ว ยังมีแค่ฟังก์ชันการบินที่เงียบเชียบ แม้แต่แหล่งพลังงานภายในก็ยังไม่ได้ติดตั้ง
ดูผิวเผิน มันก็เป็นแค่โมเดลของเล่นธรรมดาๆ ชิ้นหนึ่งเท่านั้น
เสิ่นเย่หลานสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วลองใช้ทักษะพรสวรรค์ผู้สรรค์สร้างโชคชะตาทักษะที่สอง [สร้างสรรค์ด้วยเจตจำนง]: สิ่งที่คุณสร้างทั้งหมด หลังจากได้รับพลังชีวิตจากคุณแล้ว จะได้รับความสามารถในการเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง พวกมันจะเป็นร่างแยกที่มีชีวิตที่สื่อจิตถึงใจกับคุณ และสามารถปลดปล่อยความสามารถบางอย่างของคุณได้ ระยะเวลาและความสามารถขึ้นอยู่กับพลังชีวิตที่คุณมอบให้
เธอทดลองส่งผ่านค่าพลังชีวิตของตนเองไปยังโดรน
บนร่างของโดรนที่ควรจะเป็นวัตถุไร้ชีวิต กลับปรากฏแถบสีแดงขึ้นมา!
แถบสีแดงค่อยๆ ยาวขึ้นตามปริมาณพลังชีวิตที่ใส่เข้าไป เสิ่นเย่หลานรู้สึกถึงความรู้สึกที่ว่าสามารถควบคุมโดรนได้ราวกับเป็นอวัยวะหนึ่งของเธอ!
เธอออกคำสั่งในใจ ควบคุมให้โดรนบินขึ้นลง ควบคุมให้เปิดกล้อง ยังไม่ทันจะได้หยิบมือถือมาเช็กภาพ พลันมีภาพโปร่งแสงภาพหนึ่งฉายขึ้นตรงหน้าเธอ มันคือภาพที่โดรนกำลังถ่ายอยู่นั่นเอง!
นี่... ทำได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ! เสิ่นเย่หลานตกตะลึง
เธออดกลั้นความตื่นเต้น แล้วลองควบคุมโดรนให้ใช้ทักษะก้าวกระโดดมิติ เห็นได้ชัดว่าโดรนที่บินอยู่นิ่งๆ พลันมีอาการเหมือนภาพกระตุก วินาทีถัดมามันก็ไปโผล่อยู่ห่างออกไป 5 เมตรกลางอากาศ
ในเวลาเดียวกัน แถบสีแดงบนโดรนก็ลดลงจนหมด ทำให้มันเสียการควบคุมและตกลงมาจากอากาศ
เธอรีบเติมพลังชีวิตเข้าไปทันที ทำให้โดรนกลับมาเสถียรอีกครั้ง
เสิ่นเย่หลานรู้สึกเหมือนเลือดในกายกำลังเดือดพล่าน
ทำได้จริงๆ! ความคิดของเธอเป็นจริงแล้ว! สิ่งของที่เธอสร้างขึ้น เธอสามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์และยังใช้ทักษะของเธอได้ด้วย!
ตอนนี้เธอสร้างแค่โดรนลำเดียว ถ้าในอนาคตสร้างได้ร้อยลำ พันลำ... ถ้าโดรนพวกนี้ติดปืนกลเข้าไปอีก...
เสิ่นเย่หลานไม่กล้าจินตนาการเลยว่าอำนาจทำลายล้างของเธอจะมหาศาลขนาดไหน!
เธออดกลั้นความตื่นเต้นแล้วทดลองอีกครั้ง
เธอควบคุมโดรนให้บินออกไปไกลขึ้น เมื่อถึงระยะหนึ่ง โดรนก็มีอาการเหมือนสัญญาณขาดหายและเสียการควบคุมจนตกพื้น
จากการทดสอบซ้ำๆ เสิ่นเย่หลานสรุปได้ว่า ระยะที่เธอจะควบคุมโดรนได้นั้นสัมพันธ์กับค่าพลังชีวิตของมัน
พลังชีวิต 100 หน่วย ควบคุมได้ในระยะ 50 เมตร ทุกๆ 100 หน่วยที่เพิ่มขึ้น ระยะควบคุมจะเพิ่มขึ้น 50 เมตร
เสิ่นเย่หลานตาเป็นประกาย ถ้าเธอเติมพลังชีวิตเข้าไปมากกว่านี้ ก็เท่ากับว่าเธอสามารถควบคุมโดรนจากอีกฟากของโลกได้เลยไม่ใช่เหรอ?
น่าเสียดายที่เธอพบว่าปริมาณการเติมเลือดให้โดรนมีขีดจำกัด เติมได้สูงสุดเพียง 800 หน่วยเท่านั้น มากกว่านี้ก็เติมไม่เข้าแล้ว
น้ำหนักบรรทุกของโดรนก็สัมพันธ์กับค่าพลังชีวิตเช่นกัน พลังชีวิต 100 หน่วย บรรทุกของหนัก 500 กรัมได้โดยไม่มีผลต่อการบิน หากเกินกว่านั้นโดรนจะบินช้าลง และถ้าเกิน 100% ของน้ำหนักที่รับได้ โดรนจะหยุดทำงานทันที
ส่วนเรื่องความเร็ว นั่นขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์ของโดรน ไม่สามารถอัปเกรดได้
ส่วนความสามารถในการเคลื่อนไหวด้วยตนเองที่ระบุในทักษะ เสิ่นเย่หลานก็ได้ทดลองเช่นกัน
อาจเป็นเพราะโครงสร้างของโดรนเรียบง่ายเกินไป มันทำได้เพียงคำสั่งง่ายๆ เช่น ติดตาม ขึ้น ลง เป็นต้น เมื่อออกคำสั่งแล้ว เสิ่นเย่หลานก็ไม่ต้องเสียแรงคอยควบคุมเอง มันจะทำภารกิจนั้นด้วยตัวเองได้
นอกจากนี้หากโดรนจะปลดปล่อยทักษะที่เธอมี ก็ต้องใช้พลังชีวิตจำนวนมากด้วย
พลังชีวิตสูงสุด 800 หน่วย ใช้ก้าวกระโดดมิติได้แค่สองครั้งเท่านั้น
อีกทั้งการเติมเลือดก็ต้องทำในระยะ 10 เมตรจากตัวเสิ่นเย่หลานด้วย เกินระยะนี้จะไม่สามารถเติมเลือดได้
เสิ่นเย่หลานแตะคางตัวเอง ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นพาวเวอร์แบงก์เคลื่อนที่ไปแล้วล่ะ?
แต่สำหรับพรสวรรค์สุดโกงขนาดนี้ ข้อบกพร่องเล็กน้อยพวกนี้ถือว่าไม่คุ้มค่าที่จะพูดถึงเลย
ในที่สุดเสิ่นเย่หลานก็มีทิศทางที่ชัดเจนในการใช้พรสวรรค์ที่สองของเธอ
เพียงแต่ไอเทมที่สร้างในโลกความจริงจะใช้ในเกมได้หรือไม่นั้น ยังต้องทดสอบเพิ่มเติม ตอนนี้เธอมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำ
สายลับที่เธอนำไปแฝงตัวอยู่ข้างเสิ่นเหยียนฟางรายงานมาว่า เสิ่นเหยียนฟางเตรียมจะขนย้ายหินดิบชุดนั้นออกจากบริษัทในคืนวันพรุ่งนี้ เสิ่นเย่หลานย่อมไม่พลาดโอกาสนี้แน่
พอดีกับที่นาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ดังขึ้น
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เวลาปาเข้าไปตีหนึ่งแล้ว
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดสนิท ดวงตาของเสิ่นเย่หลานก็ฉายแววโจรอย่างตื่นเต้น
ในเวลาที่ดีขนาดนี้ ก็ถึงเวลาไปทำเรื่องใส่ร้ายป้ายสีกันสักหน่อยแล้ว!
เธอคว้านกในกรงออกมา แล้วใช้หน้ากากเมอร์ลินคัดลอกรูปลักษณ์ของนก
จากนั้นก็แปลงร่างเป็นนกตัวหนึ่งเกาะอยู่บนตัวโดรน
โดรนเริ่มทำงานหลังจากระบุทิศทางได้ มันก็แบกนกน้อยบินตรงไปยังบ้านตระกูลเสิ่นด้วยความเร็วสูง
. . .