คีย์บอร์ดพัง · เกมบุกโลก: เริ่มต้นด้วยอาชีพนักบวช แล้วจะให้ฉันสู้ยังไง?

ตอนที่ 36

ตอนที่ 36 จุดยึดเหนี่ยวแห่งความรัก

ตอนที่ 36 จุดยึดเหนี่ยวแห่งความรัก

หลังจากออกจากสถาบันวิจัยและมาถึงบ้านของอาจารย์หญิง ความรู้สึกประหม่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่คุ้นเคยทำให้เธอลังเลอยู่หน้าประตูไม่กล้าก้าวเข้าไป

หลังจากสูดหายใจเข้าลึกๆ เสิ่นเย่หลานก็ผลักประตูเข้าไปในห้อง

หญิงชราผมขาวโพลนเมื่อเห็นเสิ่นเย่หลานก็ดีใจจนออกนอกหน้า “ตายแล้ว! เสี่ยวเสิ่นมาแล้วเหรอ! มาก็มาเถอะ จะซื้ออะไรติดไม้ติดมือมาทำไม! เข้ามาเร็วเข้า”

เสิ่นเย่หลานวางของบำรุงสุขภาพที่ถือมาลง แล้วร้องเรียกอย่างสนิทสนม “อาจารย์หญิงคะ ไม่เจอกันนานเลย ดูอ่อนเยาว์ขึ้นเยอะเลยนะคะ! ช่วงนี้สุขภาพเป็นยังไงบ้างคะ? สองวันมานี้อากาศเย็นลง โรคปวดหลังของท่านกำเริบอีกแล้วใช่ไหม?”

หญิงชราทุบหลังตัวเองแล้วหัวเราะอย่างปลงๆ “เฮ้อ เป็นโรคคนแก่น่ะ ไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก แม่ของเธออยู่ในห้องนั่นแหละ คนดูแลที่เธอจ้างมาบอกว่าช่วงนี้อาการดีขึ้นมาก เธอรีบเข้าไปดูเถอะ”

เสิ่นเย่หลานตอบรับเบาๆ แล้วเดินเข้าไปในห้องนอน

คนดูแลที่รับผิดชอบดูแลแม่ของเธอเมื่อเห็นเสิ่นเย่หลานก็ทักทายยิ้มแย้ม ก่อนจะเดินออกจากห้องไป โดยไม่ลืมปิดประตูให้อย่างใส่ใจ

เสิ่นเย่หลานยืนอยู่ข้างเตียง มองใบหน้าที่จมดิ่งสู่การหลับใหลอย่างไม่มีวันตื่นบนเตียงนั้น ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะบรรยาย

แต่ที่มากกว่านั้น คือความรู้สึกผิดและโศกเศร้า

ในช่วงเวลาที่พ่อของเธอจากไป เป็นช่วงที่เธออยู่ในวัยต่อต้านวัยรุ่น เพียงเพราะเรื่องเล็กน้อย เธอจึงอาละวาดโวยวายใส่แม่ แม่ไม่มีทางเลือกจึงต้องโทรศัพท์เรียกพ่อกลับมา

แต่ทว่าในครั้งนั้นเอง พ่อกลับเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิต

ในตอนนั้นเสิ่นเย่หลานรู้สึกคล้ายกับว่าเธอเป็นคนต้นเหตุที่ทำให้พ่อตาย แต่ในวัยเด็กเธอไม่สามารถแบกรับความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดขนาดนั้นได้ เธอจึงโทษทุกอย่างไปที่แม่ผู้โทรศัพท์สายนั้นไปหาพ่อ

ความเจ็บปวดจากการสูญเสียสามีและความรู้สึกผิดผสมปนเปกับความเกลียดชังของลูกสาว ทำให้แม่ของเธอหมดเรี่ยวแรงลงไปทุกที แต่ท่านยังคงเข้มแข็งลุกขึ้นมายืนหยัดเพื่อรักษาทรัพย์สินของสามีไว้ และต่อสู้กับคนเจ้าเล่ห์อย่างเสิ่นเหยียนฟาง

แต่ตอนนั้นเธอทำอะไรลงไป? เสิ่นเย่หลานที่ถูกความเจ็บปวดและความแค้นบังตา กลายเป็นมีดที่คมที่สุดในมือของเสิ่นเหยียนฟาง คอยทิ่มแทงจุดอ่อนของแม่เธอทีละมีด

เธออาละวาดขอตัดขาดกับแม่ อาละวาดให้แม่สละสิทธิ์การบริหารบริษัท เธอเข้าใจไปเองว่าในสายตาแม่มีแต่เงิน ไม่เคยแคร์ความเป็นความตายของพ่อเลย

เมื่อครั้งที่เธอใช้ความตายมาขู่เพื่อเรียกให้แม่ที่กำลังอยู่ในการเจรจาธุรกิจกลับมา อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

วันฝนตกถนนลื่น แม่เสียหลักขับรถตกสะพานยกระดับจนจมเข้าสู่สภาวะโคม่าลึก

ในเวลาเพียงครึ่งปี จากเด็กสาวที่เคยมีครอบครัวแสนอบอุ่นกับพ่อแม่ที่รักกัน เธอกลายเป็นเสิ่นเย่หลานที่ไร้บ้านและต้องอาศัยบ้านคนอื่นอยู่

ความโศกเศร้าที่ถูกกดทับไว้มานานระเบิดออกมาในวินาทีนี้ เสิ่นเย่หลานทรุดเข่าลง จับมือแม่ขึ้นมาแนบไว้ที่ข้างแก้มของตน

น้ำตาไหลรินออกมาอย่างไม่อาจยับยั้งในความมืดมิด

แม่คะ... หนูกลับมาแล้ว กลับมาจากอนาคตที่แสนเจ็บปวดนั่นแล้วค่ะ

ครั้งนี้ หนูจะไม่ยอมให้แม่ต้องได้รับบาดเจ็บแม้แต่นิดเดียวอีกแล้ว...

ชาติก่อน บางทีอาจเป็นเพราะความปรารถนาที่จะช่วยแม่แรงกล้าเกินไป เธอถึงได้ปลุกทักษะการรักษา

เมื่อค้นพบว่าทักษะนี้สามารถใช้ได้จริงในโลกความจริง เธอจึงไม่รอช้าที่จะหาแม่เพื่อมารักษาท่านทันที

แต่เธอคาดไม่ถึงเลยว่า การรักษาของเธอกลับกลายเป็นใบสั่งตายของแม่

เธอเคยคิดฝันถึงฉากที่แม่ฟื้นขึ้นมา แล้วเธอจะพูดคำว่าขอโทษกับแม่ด้วยตัวเอง ว่าเธอรู้เท่าไม่ถึงการณ์...

แต่เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่า แม่จะฟื้นขึ้นมาในสถานการณ์แบบนั้น...

ในตอนนั้น สถานพักฟื้นที่แม่พักอยู่เป็นอาณาเขตของเสิ่นเหยียนฟาง พวกมันใช้ชีวิตของแม่มาข่มขู่เธอให้ยินยอมสละทักษะของตนให้แก่เสิ่นชีเสวี่ย

เพื่อแม่ การสละทักษะทิ้งไปก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงแต่ในตอนที่เธอกำลังถูกพาตัวออกจากสถานพักฟื้น แม่ที่หลับใหลมานานหลายปีกลับฟื้นขึ้นมาในที่สุด

เพราะการรักษาของเธอ สภาพร่างกายของแม่จึงฟื้นตัวขึ้นมานานแล้ว ท่านรับรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัว ท่านรู้ว่าตัวเองกลายเป็นจุดอ่อนของลูกสาว และรู้ว่าลูกสาวกำลังถูกข่มขู่...

เมื่อฟื้นคืนสติ แววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนทิ้งข้อความไว้ให้เสิ่นเย่หลานเพียงสองคำว่า “หนีไป” ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว กระโดดลงจากหน้าต่างห้องพัก

เสิ่นเย่หลานหลับตาแน่น แววตาของแม่ในตอนนั้นกลายเป็นฝันร้ายที่เธอไม่มีวันลืมเลือน

ความอาลัยอาวรณ์ ความโหยหา ความโอบอ้อมอารีที่เปี่ยมไปด้วยความรัก และความโล่งใจที่ไม่ต้องเป็นตัวถ่วงของลูกสาว...

น่าเสียดาย สุดท้ายเธอก็หนีไม่พ้น และถูกเสิ่นชีเสวี่ยแย่งชิงทักษะไป...

หรือจะพูดอีกอย่าง ตอนนั้นเธอก็ไม่อยากหนีต่อไปแล้ว แม่จากไปแล้ว สิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายของเธอก็ไม่มีเหลือ

แต่เธอก็ไม่ยอมทำลายเจตจำนงของแม่ หลังจากสูญเสียทักษะไป เธอจึงได้แต่หายใจรวยรินในเกมเพื่อรอจังหวะแก้แค้น

ในช่วงเวลานั้น การล้างแค้นกลายเป็นเป้าหมายเดียวในชีวิตของเธอ...

ดังนั้น เธอจะปล่อยครอบครัวของเสิ่นเหยียนฟางไปง่ายๆ ได้อย่างไร? พวกมันไม่เพียงแค่ขี่คอเธอเพื่อดูดเลือด แต่ยังบีบคั้นจนแม่ของเธอต้องตาย...

ความตายง่ายๆ จะระงับความแค้นในใจเธอได้อย่างไร? พวกมันไม่ได้ห่วงชื่อเสียง ห่วงสถานะของตัวเองหรอกเหรอ?

ถ้าอย่างนั้น เธอก็จะทำให้พวกมันต้องสูญเสียทุกอย่าง ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางชื่อเสียงที่ย่อยยับและเสียงด่าทอจากผู้คน

เมื่อได้ซุกตัวอยู่ข้างกายแม่ เสิ่นเย่หลานรู้สึกราวกับกลับมาอยู่ในท่าเรือที่ปลอดภัย หัวใจที่ร้อนรนมาโดยตลอดตั้งแต่เกิดใหม่ได้รับการปลอบประโลมในวินาทีนี้

ตั้งแต่เกิดใหม่มา เธอเปรียบเสมือนคันธนูที่ขึงตึงอยู่ตลอดเวลา ไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่นาทีเดียว

เพียงแต่สายธนูที่ขึงตึงเกินไป ย่อมมีวันขาด

แต่ในนาทีนี้ เธอเต็มใจที่จะผ่อนคลายและให้พื้นที่ตัวเองได้พักหายใจ

หญิงชราผมขาวที่อยู่หน้าประตูเมื่อเห็นเสิ่นเย่หลานหลับไปบนเตียง ก็ส่ายหัวอย่างปลงๆ แล้วถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ

“เด็กคนนี้ ไม่รู้ว่าต้องแบกรับความทุกข์หนักหนาแค่ไหน ดูสิ ความแหลมคมบนตัวถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น”

คนเฒ่าคนแก่ที่ห่วงใยเด็ก จะมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของเสิ่นเย่หลานได้อย่างไร เดิมทีเสิ่นเย่หลานอาจจะดูเก็บตัว แต่ก็ยังมีความมุ่งมั่นแบบวัยรุ่นอยู่ แต่ตอนนี้กลับดูเหมือนสายน้ำที่ภายนอกดูนิ่งสงบแต่ภายในเชี่ยวกราก ไม่รู้ว่าจะระเบิดออกมาทำร้ายคนอื่นและตัวเองเมื่อไหร่

โชคดีที่เด็กคนนี้ยังมีแม่ของเธออยู่ บางครั้งความรักก็เป็นจุดยึดเหนี่ยวที่สามารถดึงคนให้รอดพ้นจากขอบเหวแห่งการล่มสลายได้เสมอ

เมื่อเสิ่นเย่หลานตื่นขึ้นมา ก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองหลับไปที่นี่ ตั้งแต่เกิดใหม่มา เธอทำตัวราวกับนาฬิกาไขลานที่ไม่เคยหยุดพัก

แม้แคปซูลเล่นเกมโฮโลแกรมจะมีระบบพักผ่อนในตัว แต่ก็รับมือกับความเหนื่อยล้าจากการทำกิจกรรมอย่างหนักหน่วงของเสิ่นเย่หลานไม่ไหว

ตอนนี้ร่างกายของเธอปรับเปลี่ยนแล้ว การพักผ่อนเพียงครึ่งชั่วโมงก็ทำให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์

เสิ่นเย่หลานด่าตัวเองในใจว่าระวังตัวต่ำเกินไป เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าขณะหลับอันแสนสงบของแม่ เธอก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเบาๆ

ไม่เป็นไร เธอให้อภัยในความอ่อนแอของตัวเองในตอนนี้ แต่พอห่างจากแม่ไป เธอจะกลับไปเป็นเสิ่นเย่หลานผู้มุ่งมั่นจะแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง

เธอมองไปที่ทักษะที่ 3 [คำสั่งหลอมสร้างใหม่] ซึ่งยังอยู่ในช่วงคูลดาวน์

เสิ่นเย่หลานทำได้เพียงอดกลั้นความปรารถนาที่จะทำให้แม่ฟื้นขึ้นมาในทันที

ในเมื่อมีวิธีช่วยแม่แล้ว เสิ่นเย่หลานก็ไม่ใจร้อนอีกต่อไป อันดับแรกเธอใช้ทักษะที่ 1 เติมเลือดให้แม่ไปบ้าง

คนที่เป็นเจ้าหญิงนิทรามานานกล้ามเนื้อย่อมฝ่อลีบโดยมิอาจหลีกเลี่ยง ช่วงเวลานี้เธอต้องปรับสภาพร่างกายของแม่ให้พร้อมที่สุด เพื่อให้แม่ฟื้นขึ้นมาแล้วสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว

เมื่อออกมาจากห้อง อาจารย์หญิงก็เตรียมอาหารเสร็จแล้วเรียกเธอมานั่ง “มาเร็วเข้า ไม่ใช่ว่าชอบกินปลาตะเพียนแดงที่ฉันทำที่สุดหรือไง? วันนี้อาจารย์โจวของเธอไปเลือกปลาตัวใหญ่มาจากตลาดเชียวนะ ลองชิมดูสิว่ารสชาติยังเหมือนเดิมไหม?”

โจวเสวี่ยหลินถลึงตาใส่แล้วไอเบาๆ “พอแล้ว กินข้าว!”

เสิ่นเย่หลานยิ้มอย่างมีความสุขแล้วนั่งลงกินอาหารโดยไม่เกรงใจ

หลังกินข้าวเสร็จ เธอให้คนดูแลช่วยยกร่างแม่ขึ้นรถที่เตรียมไว้ แล้วกล่าวลาผู้สูงอายุทั้งสอง

ก่อนจากไป เธอแอบเติมเลือดให้อาจารย์หญิงไปเล็กน้อย

ในเกม สภาวะร่างกายเจ็บป่วยของมนุษย์มีความเชื่อมโยงกับค่าพลังชีวิต ไม่มีอะไรที่การเติมเลือดทำไม่ได้ หากไม่ได้ผล แสดงว่าเติมไปน้อยไป

เธอไม่กล้าเติมมากเกินไปเพราะมีคนฉลาดเยอะแยะ หากมีคนจับได้ว่าสุขภาพอาจารย์ผิดปกติไปก็จะกลายเป็นเจตนาดีแต่ทำร้ายกัน เติมไปนิดๆ หน่อยๆ ให้ท่านใช้ชีวิตช่วงฤดูหนาวนี้ได้อย่างสบายตัวก็พอ

เสิ่นเย่หลานผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก รออีกสักพักเถอะ รอให้เธอแข็งแกร่งกว่านี้ แข็งแกร่งจนต่อให้เบื้องบนรู้ตัวตนของเธอ ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรเธอ ถึงตอนนั้นเธอจะทำเรื่องที่อยากทำได้อย่างเปิดเผยเสียที

. . .

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์