ตอนที่ 49
บทที่ 49
เสียงฟ้าผ่าดัง “ครืน——!”
กลางท้องฟ้าที่สดใสกลับเกิดสายฟ้าฟาดลงมาในพริบตา
เมฆดำหนาทึบค่อยๆ ปกคลุมดวงอาทิตย์ ฟ้าสว่างเมื่อครู่พลันมืดลงอย่างรวดเร็ว
เจียงเป่าไห่เปิดไฟหน้ารถ คิ้วขมวดแน่น
หมู่บ้านเล็กๆ อยู่ข้างหน้า ถ้ารีบหน่อยก็คงกลับถึงบ้านทันก่อนฝนตก
เกาฉิงเหอเปิดประตูรถลงมา รู้สึกได้ถึงลมเย็นที่พัดผ่านร่องเขาทั้งสองด้าน มีละอองชื้นเจืออยู่ในอากาศ
นี่คือสัญญาณของฝนใหญ่ที่กำลังจะมา
เธอหันไปพูดว่า “นายอย่ากลับเลย มานอนที่บ้านฉันสักคืนเถอะ”
เจียงเป่าไห่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เมฆดำกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
เกาฉิงเหอเปิดประตูฝั่งคนขับเสียงดัง “ลงมา!”
ไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายพูดต่อ เธอเอื้อมมือไปดึงกุญแจรถออกทันที
เจียงเป่าไห่เหลือบตามองเธอแวบหนึ่ง แววตาดูลึกลับ เขาเองก็รู้ดีว่าการขับรถกลับตอนฝนตกนั้นไม่ปลอดภัย
จึงรีบหยิบกระเป๋าเอกสารกับโทรศัพท์มือถือเครื่องใหญ่ติดมือ แล้วปิดประตูรถเสียงดัง “ปัง!” ก่อนจะวิ่งตามสองพี่น้องไป
ทั้งสามวิ่งมาถึงหน้าบ้านได้ไม่นาน ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก
ท้องฟ้ามืดสนิท ทั้งที่เพิ่งหกโมงเย็นแต่กลับดูเหมือนยามค่ำคืน
เกาฉิงเหมียววิ่งนำเข้าไปในบ้านก่อน ตะโกนเสียงดัง
“พ่อ แม่ ยาย! มีแขกมาด้วย!”
ทุกคนในบ้านได้ยินเสียงก็รีบออกมาต้อนรับ ช่วยกันรับตะกร้าและของที่หิ้วกลับมา
รีบพูดให้พี่น้องทั้งสองเข้ามาข้างใน
โชคดีที่วิ่งได้เร็ว ทั้งสามเปียกเพียงเล็กน้อยที่หัวไหล่
เมื่อเปิดไฟภายในบ้านสว่างขึ้น ทุกคนถึงได้เห็นแขกผู้มาเยือน
ชายหนุ่มร่างสูงขายาว สวมสูทสีเทาเรียบหรู หน้าตาหล่อเหลา เป็นหนุ่มหล่อเต็มตัวคนหนึ่ง
หวงอิงจับแขนลูกสาวถาม “คนนี้คือใครเหรอ?”
เจียงเป่าไห่ที่กำลังตรวจดูโทรศัพท์ในมือว่ามีน้ำเข้าหรือไม่ เงยหน้าขึ้นยิ้มบางอย่างสุภาพแต่ไม่ห่างเหิน
“สวัสดีครับป้า ผมชื่อเจียงเป่าไห่ เรียกผมว่าเสี่ยวเจียงหรือเสี่ยวไห่ก็ได้ครับ
วันนี้มาครั้งแรกไม่ได้เตรียมของฝากไว้ อีกทั้งฝนตกแบบนี้อาจต้องรบกวนค้างที่บ้านคืนนี้ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับ”
จากนั้นเขายื่นมือไปจับกับเกาชงอี้ พูดคุยทักทายกับยาย ชมว่ายายยังดูแข็งแรงมีชีวิตชีวา
เรื่องมารยาทพวกนี้ เจียงเป่าไห่ทำได้คล่องราวกับเป็นธรรมชาติ
ทุกคนในบ้านรู้สึกดีกับเขาตั้งแต่แรกเห็น เกาชงอี้ถึงกับแอบส่งสายตากับภรรยา
ในใจคิดว่า “คนคนนี้คงเจนจัดเรื่องธุรกิจทีเดียว หวังว่าฉิงเหอจะรับมือได้”
แต่ยายเถียนไม่ได้คิดซับซ้อนนัก ยิ้มอย่างอบอุ่น
“เสี่ยวเจียง นั่งก่อนสิ ถ้าไม่ใช่เพราะฝนตกหนักแบบนี้ เราคงยังไม่ได้เจอกันเร็วขนาดนี้แน่ คืนนี้พักที่นี่เถอะ พรุ่งนี้ค่อยกลับ เรื่องอื่นไว้ค่อยพูดกัน”
“บ้านเราก็ไม่ได้เตรียมอะไรมาก ต้องรีบไปทำอาหารเพิ่มอีกหน่อย!”
เธอตะโกนเรียกเกาฉิงเหมียวให้ไปชงชา แล้วบอกหวงอิงกับสามีให้ช่วยดูแลแขก
“ไม่ต้องลำบากครับ ยาย...” เจียงเป่าไห่ยังพูดไม่ทันจบ ยายก็เดินเร็วไปทางครัวเสียแล้ว
เขาจึงนั่งลงที่โต๊ะสี่เหลี่ยมกลางห้องโถงอย่างไม่เก้อเขิน
“พี่เจียง ดื่มชาร้อนก่อนสิครับ ยายผมทำอาหารไวมาก เดี๋ยวก็ได้กินแล้ว” เกาฉิงเหมียวพูดพลางยิ้มกว้าง
หวงอิงถือผ้าขนหนูแห้งผืนใหม่มาให้ “รีบเช็ดตัวหน่อยสิ เสื้อเปียกหมดแล้ว เดี๋ยวไม่สบายขึ้นมาลำบากนะ”
“อิงเอ๋อร์!” เสียงยายดังมาจากครัว
หวงอิงส่งสายตาให้สามีให้ดูแลแขกก่อน ส่วนตัวเองก็รีบเข้าไปช่วยแม่ในครัว
เกาฉิงเหอกับเกาฉิงเหมียวกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
ในห้องโถงเหลือเพียงเกาชงอี้กับเจียงเป่าไห่สองคน
ทั้งคู่ต่างนั่งเงียบคนละฝั่ง เจียงเป่าไห่เอาแต่เช็ดหน้าเช็ดผม ส่วนเกาชงอี้อยากเริ่มพูด แต่ก็ไม่รู้จะพูดเรื่องอะไรดี
เขาทำได้เพียงมองพื้นเปียกๆ แล้วมองหยาดฝนที่ไหลจากชายคา
เจียงเป่าไห่เช็ดผมเสร็จก็พับผ้าขนหนูวางไว้ข้างโต๊ะ ก่อนจะเริ่มมองรอบๆ ห้อง
พื้นที่ราวสามสิบตารางเมตร จัดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสพอดี
ตรงข้ามประตูใหญ่เป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมและโต๊ะหมู่
ด้านซ้ายติดผนังมีตู้ไม้เรียงแถวหนึ่ง ทาสีดำแต่สีเริ่มลอกเผยให้เห็นเนื้อไม้ภายใน แสดงว่าใช้มาหลายปีแล้ว
ด้านขวามีตะขอแขวนเรียงไว้เป็นแถว แขวนเครื่องมือทำไร่และเมล็ดพันธุ์ต่างๆ
สองฝั่งของผนังมีประตูห้องแยกอยู่ ด้านที่ใกล้ประตูใหญ่คือห้องของพี่น้องเกาฉิงเหอ เป็นห้องที่แสงสว่างและอากาศดีที่สุดในบ้าน
มุมขวามีเตาไม้ฟืน ปล่องควันต่อขึ้นไปยังชั้นสอง ซึ่งมองเห็นได้จากช่องระหว่างคานไม้ว่าเป็นห้องใต้หลังคาแบบเอียงครึ่งหนึ่ง
ยายเถียนดูแลบ้านสะอาดเป็นระเบียบ แสงไฟอ่อนๆ จากหลอดวัตต์ต่ำทำให้บรรยากาศอบอุ่นและนุ่มนวล
ในชาติก่อน เจียงเป่าไห่แทบไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้มากนัก
คนในบ้านเหล่านี้ เขาเองก็เจอไม่กี่ครั้ง
แต่ทุกครั้งที่มา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือยาย พวกเขาต่างยิ้มแย้มและเอาใจใส่เสมอ
ยายจะทำอาหารเต็มโต๊ะและคอยตักให้เขาตลอด
แม่ยายเป็นคนเปิดเผย มีนิสัยตรงไปตรงมา ดื่มเหล้าเก่ง แต่ก็มักเตือนเขาให้ดื่มแต่น้อยเพื่อสุขภาพ
พ่อตาเป็นคนมีการศึกษา แต่ไม่ถือตัว ไม่เคยดูถูกภูมิหลังหรือวุฒิการศึกษาของเขา พูดคุยกันได้อย่างราบรื่น
เวลาพูดถึงเรื่องราวใหม่ๆ จากนอกหมู่บ้าน พ่อตาก็มักฟังอย่างสนใจ แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนได้ลึกซึ้ง ทั้งคู่คุยกันได้นาน
เมื่อได้เห็นใบหน้าเหล่านี้อีกครั้ง หัวใจของเจียงเป่าไห่เหมือนถูกฝนซึมเข้าไปจนเปียกชุ่ม นุ่มนวล ปวดหนึบ และแฝงความรู้สึกผิด
ถึงเกาฉิงเหอจะมีจุดจบไม่ดีนัก แต่เขาก็หวังว่าคนในตระกูลเกาจะมีชีวิตที่ดีในชาตินี้
นึกถึงอาการป่วยของแม่ยายในชาติก่อน เจียงเป่าไห่จึงถามอย่างใส่ใจ
“คุณลุงกับคุณป้าสุขภาพดีไหมครับช่วงนี้?”
เกาชงอี้ที่กำลังนั่งเงียบถึงกับแปลกใจกับคำถามนี้
“ก็ยังดีอยู่ เราทั้งคู่สุขภาพแข็งแรงดี”
“ว่าแต่นอกจากคุณแม่ของนาย ยังมีน้องสาวอีกคนใช่ไหม?” เกาชงอี้ถามอย่างไม่แน่ใจ
เขาจำได้ว่าคราวก่อนป้าจงเคยพูดถึง ว่าสาวน้อยคนนั้นอายุไล่เลี่ยกับลูกชายคนเล็กของเขา
เจียงเป่าไห่พยักหน้า “ครับ เธอชื่อเจียงอวี้ อายุสิบหกปี เรียนอยู่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของอำเภอ”
ตอนพูดถึงน้องสาว น้ำเสียงของเจียงเป่าไห่ดูไม่คุ้นเคยนัก สีหน้าก็แปลกไปเล็กน้อย
เกาฉิงเหอที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเดินออกมาพอดี ได้ยินชื่อ “เจียงอวี้” ก็ชะงักไปเล็กน้อย แววตาแปรเปลี่ยน
ในชาติก่อน เธอเคยเจอน้องสาวของสามีเพียงครั้งเดียว — ตอนคืนวันส่งท้ายปีเก่าหลังแต่งงานปีแรก
จากนั้นจนถึงก่อนเธอจะย้อนเวลากลับมา ก็ไม่เคยได้พบเจียงอวี้อีกเลย
เจียงเป่าไห่มีเรื่องหนึ่งที่พูดไม่ได้ และมีคนหนึ่งที่ไม่อาจพูดถึง
เรื่องหนึ่งคือการตายของแม่เขา
อีกคนก็คือน้องสาวของเขา — เจียงอวี้
ในชาติก่อน ตอนเกาฉิงเหอแต่งกับเจียงเป่าไห่ แม่ของเขาเสียชีวิตไปแล้ว
ทั้งบ้านเจียงไม่มีใครพูดถึงสาเหตุการตายของเธอ ทุกคนหลีกเลี่ยงจะเอ่ยถึง
ส่วนเจียงอวี้ น้องสาวของเขา ในคำพูดของญาติพี่น้องมักบอกว่าเป็นเด็กเรียนเก่ง ฉลาด มีอนาคต
แต่ตั้งแต่คืนนั้นในวันตรุษจีน เจียงอวี้ก็ไม่เคยกลับบ้านอีกเลย อยู่แต่ที่โรงเรียน
ในฐานะพี่สะใภ้ เกาฉิงเหอยังส่งของขวัญและค่าใช้จ่ายไปให้น้องอยู่เสมอ ทั้งช่วงเทศกาลและระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย
แต่เมื่อเจียงอวี้เรียนจบ ข่าวต่อมาที่เธอได้รับก็คือ — เด็กสาวคนนั้นได้ไปต่างประเทศแล้ว