ตอนที่ 114
บทที่ 113: ความตั้งใจอันแน่วแน่ 5
“นายแข็งแกร่งขึ้นจริง ๆ ลูคัส”
เมื่อถ้อยคำนั้นหลุดออกมาจากปากของไรลีย์ ลูคัสก็ไม่อาจเข้าใจความตึงเครียดที่พลุ่งพล่านขึ้นในอกตนเองได้ ทำไมเขาถึงพูดเช่นนั้นในตอนนี้?
“นาย…” ลูคัสเอ่ยออกมาได้เพียงคำเดียว
คำยอมรับจากนักดาบตรงหน้าก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนลึกลงไปในใจ ไรลีย์เสมือนเป็นคนที่ไม่มีวันยอมรับผู้ใดหากอีกฝ่ายไม่สามารถเอาชนะเขาได้ แต่ทว่าในยามนี้กลับเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมาเมื่อเอ่ยคำชมนี้
‘มันคือคำชมจริง ๆ เหรอ?’ ลูคัสครุ่นคิด หรือว่ามันคือคำดูถูกที่ซ่อนอยู่?
เขาไม่อาจรู้ได้ และไม่อยากเสียเวลาครุ่นคิดอีกต่อไป เขาไม่อาจปล่อยให้คำพูดเพียงเล็กน้อยมาทำลายสมาธิได้ โดยเฉพาะเมื่อเขามีความได้เปรียบอยู่แล้ว
จิตใจที่ถูกเหล็กกล้าขัดเกลาถูกกระตุ้นอีกครั้ง ลูคัสเร่งออร่าของตนให้พวยพุ่ง แสงทองคำหมุนวนรอบกายอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น
ดาบทั้งคู่ปะทะกันอีกครา เสียงกังวานโลหะก้องสะท้อนกังวานไปทั่วสนาม ผู้ชมทั้งอารีนาต่างนิ่งเงียบ ตรึงสายตากับความเข้มข้นของศึกตรงหน้า
ปะทะแล้วปะทะเล่า ดาบทั้งสองร่ายรำอย่างบ้าคลั่ง
ลูคัสยังคงบุกกดดัน การเคลื่อนไหวขับเคลื่อนด้วยแรงผสมระหว่างความมุ่งมั่นและความคับแค้น
แต่ละการโจมตีล้วนถูกไรลีย์รับมือด้วยความแม่นยำ การเคลื่อนไหวของเขาสง่างามจนแทบเหนือธรรมชาติ
ทั้งสองนักรบช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน—ลูคัส ผู้ลุกโชนด้วยไฟในใจ ทุ่มเทพลังทั้งหมดใส่ลงไปในทุกกระบวนท่า ขณะที่ไรลีย์กลับสงบเยือกเย็น ดวงตาไม่ละไปจากเขาแม้แต่น้อย
ชัดเจนว่าไรลีย์กำลัง “ศึกษา” อยู่ทุกขณะ คาดคะเนการเคลื่อนไหวในอนาคตของเขา
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าของไรลีย์ เสมือนกำลังเพลิดเพลินกับศึกตรงหน้า
แต่รอยยิ้มนั้นไม่อยู่ได้นาน มันแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจือแววลับซ่อนใต้สายตาคมกริบ
ดาบทั้งคู่ยังคงร่ายรำไม่หยุด เสียงปะทะไม่มีวันสิ้นสุดราวกับถูกดึงเข้าสู่กระแสโหมของการป้องกันและการบุกที่ต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
ไม่ว่าลูคัสจะพยายามมากเพียงใด การโจมตีก็ไม่เคยทะลุถึงตัวไรลีย์ได้เสียที ทว่าเขาเองก็ไม่ใช่คนที่มองข้ามเรื่องเล็กน้อยอย่างพลังและความทนทาน
แม้จะรู้ตัวช้าไปบ้างเพราะความใจร้อน แต่สุดท้ายลูคัสก็เริ่มตระหนักว่า—ในเรื่อง “กำลังวังชา” เขามีมากกว่าไรลีย์อย่างเห็นได้ชัด
ไรลีย์เริ่มอืดช้าลงตั้งแต่ต้นศึก และทีละน้อย ปลายดาบของลูคัสก็เริ่มแตะผิวกาย สร้างบาดแผลเล็ก ๆ ได้ในที่สุด
แม้มันจะดูเล็กน้อย ไร้ผลในตอนนี้ แต่ความจริงคือ—ในการศึกยืดเยื้อ เขาต่างหากคือผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า
ตราบใดที่เขารักษาจังหวะนี้ไว้ได้ ไม่ว่าไรลีย์จะมีทักษะสูงเพียงใด สุดท้ายก็ต้องถูกฟันเข้าจนได้
ดวงตาของลูคัสหรี่ลง โฟกัสไปที่การเคลื่อนไหวทุกย่างก้าวของไรลีย์
ความคิดของเขาหมุนวนไปด้วยกลยุทธ์ หาทางล่วงรู้การเคลื่อนไหวต่อไปของอีกฝ่าย เขาไม่อาจปล่อยให้การ์ดตกได้แม้เพียงเสี้ยววินาที
เป็นความจริงที่ไรลีย์เริ่มอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ
แต่แล้ว…จะอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ทำไมจู่ ๆ ปริมาณมานารอบตัวเขาถึงพุ่งสูงขึ้นมหาศาล?
เมื่อแสงสายฟ้าเริ่มฟาดแลบกลางท้องฟ้า ความคิดของลูคัสก็พลันเร่งรีบเตือนตนเองด้วยความระแวดระวัง…
‘นี่มันอะไรกัน…?’
ลูคัสไม่มีเวลาครุ่นคิดมากนัก—สัญชาตญาณทุกเส้นเอ็นกำลังกรีดร้องเตือนให้เขาเตรียมรับหายนะที่กำลังจะมาถึง
บึ่ซซซซซ—!!!
ครืนนนน!!! ครืนนนน!!!
หัวใจของลูคัสเต้นกระหน่ำอยู่ในอก เขาพยายามทำความเข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้า
ไรลีย์…หมดแรงแทบขาดใจแล้วแท้ ๆ แต่กลับสามารถเรียกพลังล้นทะลักเช่นนี้ออกมาได้
มันไม่สมเหตุสมผลเลย
‘ไรลีย์…ใช้เวทมนตร์ได้งั้นเหรอ?’
คำถามผุดขึ้นในใจเขาอีกครั้ง
ไรลีย์เป็นอัศวินมิใช่หรือ?
เวทมนตร์กับออร่าไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ นั่นคือข้อเท็จจริงที่ทั้งโลกยอมรับ—มนุษย์หนึ่งคน เลือกได้เพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น
หากเจ้ามีมานา เจ้าจะต้อง “กลั่นกรอง” เพื่อกลายเป็นอัศวิน หรือ “ควบคุม” เพื่อกลายเป็นจอมเวท
ก็จริงอยู่ที่โลกยังมี “อัศวินนักเวท” อยู่บ้าง แต่นั่นคือพรสวรรค์ที่หายากราวกับเข็มในหญ้ากองมหึมา
และไรลีย์…ไม่เคยแสดงวี่แววใด ๆ ของพรสวรรค์เช่นนั้นมาก่อนเลย
เขาปกปิดความสามารถนี้มาตลอดทำไมกัน?
ไรลีย์ในสายตาของลูคัส กลายเป็นปริศนาที่ทวีความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ
สายฟ้าเหนือฟ้าดังก้องเปรี๊ยะ ๆ
ครืนนนนนน!!! ครืนนนนนน!!!
สายฟ้าทองคำพุ่งลงมา สาดแสงระเบิดสนั่นไปทั่วสนาม
แต่ละเส้นสายฟ้าบรรจุเวทมนตร์เข้มข้นพอจะถูกจัดอยู่ในระดับเวทโจมตี A-rank ได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ฟ้าแลบเปรี๊ยะ ๆ ทาบทับสนามด้วยแสงสีทองอำมหิต ราวกับหายนะตามธรรมชาติถูกบังคับให้มีรูปกายด้วยเวทมนตร์
ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น—คือทุกสายฟ้าราวกับฟังคำสั่งของไรลีย์ มันไม่พลาดเป้าเลย ทุกเส้นล้วนฟาดลงที่ตัวเขาหรือใกล้ ๆ กับเขา
ลูคัสจำเป็นต้องเสริมเกราะออร่าของตน ความร้อนแผดเผาและพลังดิบของมันรุนแรงเสียจนผิวกายของเขารู้สึกเสียวซ่านทั้งที่มีเกราะป้องกันอยู่
แต่ท่ามกลางความโกลาหลนี้…ริมฝีปากของเขากลับยกยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
‘นี่คือนายที่ “ทุ่มสุดตัว” สินะ ไรลีย์?’
ความคิดของลูคัสแล่นปราดไปพร้อมกับร่างที่ปัดป้องและเบี่ยงหลบสายฟ้าทองคำที่โหมกระหน่ำ
พลังโจมตีรุนแรงเกินทน ออร่าป้องกันของเขาสั่นคลอนลงทีละน้อยทุกวินาทีที่ผ่านไป
การควบคุมสายฟ้าของไรลีย์นั้นประจักษ์ชัดเกินปฏิเสธ—เขาไม่ได้ยั้งมือแม้แต่น้อย
การที่ไรลีย์ปกปิดพลังเวทไว้ตลอดจนถึงตอนนี้ ทำให้การต่อสู้กลายเป็นปริศนาอีกชั้นหนึ่ง
ไรลีย์ช่างเป็นเหมือนปริศนาที่ลูคัสกำลังต่อชิ้นส่วนทีละนิด—ทุกการเปิดเผยที่เกิดขึ้นล้วนต่อเติมภาพใหญ่ที่กำลังก่อตัว
แต่แม้จะทึ่งกับความสามารถนั้น ลูคัสก็รู้ว่าเขาจำเป็นต้องตั้งสมาธิ การต่อสู้ยังห่างไกลจากคำว่าสิ้นสุด และเขาไม่อาจปล่อยให้การ์ดตกได้แม้เพียงครู่เดียว
เขารวบรวมพลังทั้งหมด เสริมเกราะออร่าขึ้นอีกชั้นเพื่อรับมือกับคลื่นพลังถัดไป
สายฟ้าทองยังคงโปรยปรายลงมา แต่ละเส้นฟาดเปรี้ยงด้วยความแม่นยำและพลังทำลายล้างมหาศาล
กลยุทธ์ต่าง ๆ ประดังเข้ามาในหัว เขาต้องหาทางโต้กลับให้ได้เมื่อเผชิญกับพลังใหม่นี้ของไรลีย์
และเมื่อเขามองลึกลงไปในดวงตาของอีกฝ่าย…ลูคัสก็เห็นชัด—ไรลีย์กำลังทุ่มสุดกำลังจริง ๆ
ไม่ใช่สายตาเย็นชาที่เคยเหยียดหยามเขาอีกต่อไป แต่เป็นแววตาที่มองตรงเข้าไปยังตัวตนของเขา—เต็มไปด้วยความเคารพและความตื่นเต้น
ในฐานะอัศวิน ลูคัสรู้ดีว่าต้องตอบแทนความเคารพเช่นนี้กลับไปเช่นกัน หากไรลีย์ทุ่มเททุกสิ่ง เขาก็จำเป็นต้องทำเช่นเดียวกัน
ตูมมมมมมมม!!!!
เมื่อสายฟ้าเส้นสุดท้ายกระแทกลงมา ลูคัสก็เตรียมกายและใจรับแรงปะทะ ดาบออร่าทองคำปะทะเข้ากับสายฟ้า เกิดระลอกคลื่นสะเทือนก้องไปทั่วฟ้า
พลังโจมตีอันมหาศาลบีบให้ลูคัสต้องขุดเอาพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่มาใช้เพื่อต้านรับเอาไว้
ร่างของไรลีย์เปลี่ยนไปอีกครั้ง—แรงกดดันมหาศาลแผ่คลุมทั้งสนาม แขนขาและหัวใจของลูคัสรู้สึกราวกับถูกบังคับให้ยอมแพ้และทรุดเข่าลงเบื้องหน้าชายผู้นั้น
ดวงตาสีฟ้าของไรลีย์จับจ้องมาที่เขา แสงทองในนั้นสวนทางกับเจตจำนงอันเย็นเยียบที่ถูกส่งมา
ความเข้มข้นของสายตาคู่นั้นรุนแรงเกือบเกินรับ แต่ลูคัสไม่ยอมถอย เขาตั้งกายตรง บีบกระชับดาบในมือ และจ้องตอบกลับด้วยความแน่วแน่เช่นกัน
ทั้งอารีนาตกอยู่ในความเงียบสงัด ผู้ชมกักลมหายใจเฝ้ามองการประจันหน้าของนักรบทั้งสอง อากาศหนาแน่นไปด้วยความคาดหวัง ทุกวินาทีถูกยืดยาวจนแทบขาดสะบั้น ลูคัสรู้ว่านี่คือจุดไคลแมกซ์ของศึก—จุดที่ทุกสิ่งจะถูกตัดสิน
เขาขุดลึกเข้าไปในพลังและเจตจำนงที่ฝังอยู่ในก้นบึ้ง ดึงออร่าทั้งหมดออกมาใช้
แสงทองรอบกายส่องสว่างแรงกล้ายิ่งกว่าเดิม ส่องประกายรัศมีชนกับสายฟ้าทองที่เพิ่งฟาดใส่เขา
พลังไหลเวียนไปทั่วเส้นเลือด ร่างกายทั้งมวลถูกโฟกัสเพียงแค่การต่อสู้นี้
“ลูคัส อย่าฝืนตัวเองเกินไป เข้าใจไหม? นายยังไม่เชี่ยวชาญเทคนิคนั้นเลย”
ถ้อยคำอ่อนโยนของเจ้าหญิงสโนว์จากการฝึกซ้อมย้อนกลับมาในความทรงจำ ทำให้เขาส่ายหัวอย่างขัดใจ
‘ขอโทษนะ สโนว์…’
แต่ต่อหน้านักรบผู้นี้ เขาไม่มีสิทธิ์ยั้งมืออีกต่อไป ลูคัสยกดาบขึ้นสูง เมินเฉยต่อแรงกดดันที่ไรลีย์ปลดปล่อยออกมา
ออร่าปะทุขึ้นในกายจนเส้นเลือดในตาขาวระเบิดเป็นสีแดงจากแรงกดดัน
หัวใจเต้นกระหน่ำดุจม้าแข่ง มานาที่ผ่านการกลั่นกรองตอบสนองต่อเจตจำนงของผู้ถือครอง
“เกียรติของอัศวินปรากฏชัดท่ามกลางห้วงพายุ...”
แสงทองถูกรวบรวมขึ้นที่ดาบ ก่อนกลายเป็นแสงขาวเข้มข้น เส้นสายรุ้งพาดผ่านราวหางเพลิง ดาวตกพลิ้วบนดาบ ร่างกายแผดเผาจนเจ็บแสบ แต่เขากัดฟันอดทน
“อัศวินส่วนใหญ่ตายเพราะไร้เกียรติ ก่อนที่พวกเขาจะมีโอกาสเห็นสิ่งนี้ด้วยซ้ำ…”
อากาศรอบกายสั่นสะเทือนทุกลมหายใจร้อนดุจไฟ ทุกการเต้นหัวใจคือกลองศึกที่โถมใส่ เขารู้ว่านี่คือการโจมตีที่ใช้ทุกสิ่ง แต่ไม่อาจหันหลังกลับแล้ว
“จำไว้นะเด็กน้อย…เมื่อใดที่เจ้าเห็นการปรากฏของเกียรติ จงเข้าร่วมและคว้ามันไว้ด้วยมือตัวเอง…เคารพสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเจ้าเถอะ”
ไรลีย์จ้องเขาด้วยแววตาผสมความเคารพและความคาดหวัง มานาของเขาเองก็ลุกโชนตอบสนอง แสงทองในดวงตาไรลีย์เรืองแรงเช่นกัน สะท้อนความมุ่งมั่นไม่ต่างจากลูคัส ทั้งคู่ต่างเข้าใจ—นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สุด
เส้นแสงรุ้งร่ายรำรอบดาบของลูคัส ส่องประกายเจิดจรัสสะกดทุกสายตา
ฝูงชนทั่วสนามอ้าปากค้าง หยุดหายใจเมื่อเห็นพลังที่กำลังถูกปลดปล่อย
เพื่อชัยชนะและเพื่อเกียรติของตน
‘ฉันจะต่อสู้ด้วยสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุด…เพื่อตอบรับสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดของนาย!’
“อ๊ากกกกก!!!!”
เสียงกู่ร้องของลูคัสก้องไปทั่วขอบฟ้า ดาบในมือถูกสะบัดออก—อากาศรอบคมดาบบิดเบี้ยวจากความร้อนแรง
ฟิ่วววววววว!!!!!
เสี้ยวจันทร์แห่งแสงขาวพุ่งออกจากดาบ ความเร็วราวแสงพุ่งเข้าหาไรลีย์
แสงวาบขาววูบ!!!
ตูมมมมมมมมม!!!!
พื้นสนามสั่นสะเทือนด้วยแรงระเบิด ปะทะผนังยิ่งใหญ่ของอารีนา
ฮ่าก…! ฮ่าก…!
ลูคัสหอบหายใจหนัก ใบหน้าซีดเซียวถูกบังคับให้ก้มลงมองพื้นแข็ง ดวงตาและหูเอ่อไปด้วยเลือด ทัศนวิสัยพร่ามัว หูยังอื้อบอด เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น—และไม่อาจแม้แต่จะพยายามหาคำตอบได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือพยายามเงยหน้ามองไปข้างหน้า
เสียงผู้ประกาศกู่ก้องบางอย่าง และเสียงฝูงชนโห่ร้องดังก้อง
เขาชนะแล้วหรือ…?
แต่ยังไม่ทันได้คิดต่อ ลูคัสก็เหลือบเห็นสิ่งเดียวเบื้องหน้า—ไรลีย์ กำลังยืนมองลงมาที่เขา
พร้อมกับเสียงคำรามต่ำของหมาป่าสีขาวร่างยักษ์ ดวงตาสลับระหว่างแดงและน้ำเงินจ้องมองเขาอย่างเกรี้ยวกราด ร่างกายครึ่งหนึ่งส่องแสงสยองขวัญในเปลวเพลิงสีส้มที่ลุกไหม้
“นายชนะแล้ว…ลูคัส”
เสียงของไรลีย์เป็นสิ่งสุดท้ายที่ลูคัสได้ยิน ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดับวูบลง และเปลือกตาของเขาปิดสนิท…