ตอนที่ 2
ตอนที่ 2 เรียกชื่อข้าสิ [nc 18+ ]
เสียงครางอื้อหลุดรอดออกมาจากลำคอของนางอย่างไม่อาจกั้น เมื่อฝ่ามือหนาอันร้อนผ่าวของเขาเริ่มลูบไล้รุกรานไปตามต้นขา
สัมผัสที่จาบจ้วงนั้นปลุกปั่นกระแสความร้อนรุ่มให้แล่นพล่านไปทั่วร่างกายจนทำให้สติของนางในตอนนี้พร่าเลือนขาวโพลนไปหมด
ยิ่งเสียงกระเส่าแว่วหวานดังระงม เขาก็ยิ่งยากจะควบคุมตนเอง มือหนาเลื่อนจากช่วงขาเรียวขึ้นมากอบกุมบีบเค้นทรวงอกอวบตามแรงอารมณ์ที่พุ่งสูง 
สัมผัสอันรุนแรงและเอาแต่ใจนั้นทำให้นางสั่นสะท้านจนแทบจะควบคุมร่างกายไม่อยู่
ทว่าเสียงครางกระเส่าที่หวานล้ำเกินห้ามใจนั้น กลับกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่แผดเผาความอดทนสุดท้ายของเขา
เว่ยจื้ออี้สูญเสียการควบคุมตัวเองไปโดยสิ้นเชิง นัยน์ตาของเขาแดงก่ำด้วยแรงกามารมณ์ 
มือหนาละทิ้งจากต้นขาอ่อนที่สั่นระริก เปลี่ยนมาตะโบมกุมหน้าอกอิ่มคู่สวยที่บัดนี้ขยับกระเพื่อมไหวรุนแรงอยู่ภายใต้ขอบเกาะอกสีนวล นิ้วแกร่งบดขยี้ผ่านเนื้อผ้าอย่างหนักหน่วง 
“หวานหว่าน ตอนนี้ร่างกายของเจ้ากลับซื่อสัตย์กว่าปากนัก” 
เขาคำรามสั่งเสียงแหบพร่าอย่างคนที่มีอำนาจเหนือกว่า ก่อนจะสลัดอาภรณ์ออกจากกายอย่างไม่ประวิงเวลา เผยให้เห็นเรือนกายแกร่งกำยำที่ซ่อนรูปอยู่ภายใต้ร่มผ้า มัดกล้ามตึงแน่นและแผงอกผึ่งผายล่อตาจนทำให้นางเผลอไผลมองอย่างลืมตัว
ภาพเรือนกายอันสมบูรณ์แบบที่ได้ประจักษ์แก่สายตาเป็นครั้งแรก ทำเอาเจียงอวี่หว่านถึงกับลมหายใจติดขัด หัวใจดวงน้อยเต้นระรัว จนหญิงสาวรู้สึกหวั่นใจและวาบหวามไปพร้อมกัน
ก่อนที่สายตาเจ้ากรรมจะค่อยๆ เลื่อนลงต่ำ และต้องสะดุดนิ่งลงตรง ท่อนเนื้อที่ตั้งตระหง่านท้าทายสายตาอยู่เบื้องหน้า ความยิ่งใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลังนั้นทำให้นางถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความหวาดหวั่น
เขาบังคับให้นางกุมกำท่อนเนื้อที่ขยายใหญ่ขึ้นจนคับแน่นเต็มอุ้งมือ ก่อนจะใช้มือหนาเข้าประกบกุมข้อมือเล็กเอาไว้แน่น แล้วเริ่มนำพาให้ขยับรูดรั้งเป็นจังหวะเนิบนาบสลับหนักหน่วงอย่างชำนาญ
“อา หวานหว่าน เช่นนั้นแหละ” 
เขาครางต่ำในลำคอ ก่อนจะจับจ้องใบหน้าของนางด้วยความหลงใหลที่บิดเบี้ยว
มือหนาของเขาอีกข้างเริ่มรุกรานต่ำลงสู่ประตูหยก พลางลูบไล้ผ่านเรียวขาเนียนละเอียดที่สั่นระริกเข้าสู่จุดกึ่งกลางกายอันแสนเปราะบาง
เขามิรอช้าที่จะใช้ปลายนิ้วเกี่ยวรั้งพันธนาการชิ้นสุดท้ายอย่างชั้นในตัวบาง ให้เลื่อนหลุดออกจากกายอย่างเชื่องช้า
ฉับพลันที่ฝ่ามือร้อนระอุของเขาสัมผัสลงบนกลีบดอกไม้ นางก็สะดุ้งเฮือกราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นปราดไปทั่ว 
นางพยายามหุบขาเข้าหากันตามสัญชาตญาณ ทว่าเขากลับรวดเร็วกว่าด้วยการใช้เข่าแกร่งแทรกเข้ากึ่งกลางหว่างขาของนางไว้แน่นจนมิอาจขัดขืน
ขณะนี้กระแสความรู้สึกประหลาดจู่โจมเข้าสู่ความคิดของนางอย่างไม่อาจตั้งตัว ฝ่ามือหนาของเขาลูบไล้ไปตามร่องรอยแยกของกลีบบุปผาอย่างจาบจ้วง ก่อนจะบดเบียดปลายนิ้วรุกล้ำเข้าสู่ภายในอย่างชำนาญ
ทุกจังหวะการขยับวนที่เน้นย้ำตรงตุ่มหยก ทำให้นางเผลอเกร็งจิกปลายเท้าลงบนพื้นโต๊ะ ความซ่านสยิวที่พุ่งสูงทำให้นางเผลอออกแรงกำท่อนเนื้อร้อนระอุในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนั่นยิ่งเป็นการจุดชนวนอารมณ์ดิบของเขาให้เดือดพล่าน ท่อนเอ็นในมือนางขยายพองจนคับแน่นและเต้นตุบตามแรงอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสู่ขีดสุด
“อา เช่นนั้นแหละหวานหว่าน ” สุ้มเสียงแหบพร่าของเขาครางระงมอยู่ชิดติดริมฝีปาก
เขายิ่งขยับนิ้วรัวเร็ว จงใจแตะต้องและบดขยี้จุดไวสัมผัส เพื่อบีบคั้นให้นางต้องหลั่งหยาดน้ำค้างออกมา 
นางแหงนใบหน้าขึ้นสูดอากาศเข้าปอดหอบกระชั้น รสชาติแห่งความอัปยศที่ผสมปนเปกับความหฤหรรษ์อันมิอาจปฏิเสธ ทำให้นางแทบจะเสียสติลงในวินาทีนั้นเอง
ในยามที่เขาเร่งจังหวะปลายนิ้วรัวเร็ว บัดนี้ปลายนิ้วหนากลับอาบชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างที่ไหลเยิ้มจนเกิดเสียงเฉอะแฉะชวนให้รู้สึกละอาย เขายังคงจงใจสะกิดเขี่ยจุดที่อ่อนไหวอย่างชำนาญเพียงไม่กี่ครั้ง 
ในที่สุดร่างบางก็กระตุกเกร็งอย่างรุนแรง น้ำหวานอุ่นร้อนพุ่งทะลัก นางกรีดร้องครางระงมออกมาไม่เป็นภาษา 
เขากระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะยามเห็นหยาดน้ำค้างอาบเปื้อนนิ้วมือ ลมหายใจของเขาหนักหน่วงขึ้นขณะมองดูใบหน้าที่บิดเบี้ยวของนาง 
มือหนาอีกข้างเชยคางนางขึ้นมาเพื่อให้มองเห็นดวงตาที่เลื่อนลอยนั้นชัดๆ พลางครางต่ำในลำคอด้วยความพึงใจมหาศาลที่สามารถทำให้นางได้เสพสมรสวาทอยู่ใต้ร่างของเขาได้เช่นนี้
ทว่าในวินาทีเดียวกันนั้นเอง มือน้อยที่สั่นเทาของนางซึ่งยังคงกุมท่อนเนื้อร้อนระอุอยู่ ก็สัมผัสได้ถึงแรงขยายพองที่พุ่งทะยานสู่จุดเดือด
ยามที่หยาดน้ำสีขาวขุ่นพุ่งทะลักออกมาจนอาบชุ่มเต็มอุ้งมือนาง ความร้อนผ่าวของน้ำรักที่รดรินอาบมือทำให้ร่างบางขัดเขินจนทำตัวไม่ถูก
พอเขาเห็นสภาพของนางยามนี้ มันกลับยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของบุรุษเหนือร่างให้ลุกโชน ความเสียวซ่านที่ตีกลับมาอีกระลอกทำให้นางแอ่นกายหยัดขึ้น พยายามไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยวในขณะที่สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือนไปกับสัมผัสรุกราน
แม้จะเพิ่งปลดปล่อยไป ทว่าความต้องการกลับมิได้ลดน้อยลงเลย ท่อนเนื้อที่ร้อนระอุกลับยิ่งแข็งขึงขยายพองจนปวดปร่า พลางบดเบียดอยู่กับต้นขาเนียนของนางอย่างดุดันและตั้งผงาดเสียยิ่งกว่าเดิม ยามที่เขาได้เห็นความงดงามที่ยับเยินของนางภายใต้แสงเทียน
“หวานหว่าน”
เขาพร่ำเรียกชื่อเล่นของนางด้วยสุ้มเสียงแหบพร่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่เอ่ยปาก ลมหายใจร้อนระอุก็รดรินไปตามซอกคอและนวลเนื้อขาวผ่อง มือหนาขยับจากการบดคลึงยอดถันผ่านเสื้อชั้นใน แปรเปลี่ยนเป็นลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้าอย่างหิวกระหาย 
“เรียกชื่อข้าสิหว่านหว่าน ให้ข้าแน่ใจว่ายามนี้ในหัวของเจ้ามีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้น”
แม้จะถูกปรนเปรอจนแทบสิ้นสติ ทว่าริมฝีปากที่บวมเจ่อของนางกลับยังคงปิดสนิท ยิ่งในยามนี้นางดื้อรั้นมิยอมเอ่ยเรียกชื่อเขาที่กำลังย่ำยีร่างของนางตามใจปรารถนา ความเงียบนั้นก็มิได้ต่างไปจากน้ำมันที่ราดรดลงบนกองเพลิงโทสะในอกของเขา
เว่ยจื้ออี้คำรามลอดไรฟัน นัยน์ตาคมกริบวาวโรจน์ก่อนจะเลื่อนมือหนาต่ำลงสู่จุดอ่อนไหวที่ยังอาบชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างอีกครั้ง เขาใช้ปลายนิ้วหยาบกร้านบดขยี้อย่างจงใจ สะกิดเน้นย้ำรัวเร็วสลับกับการวนคลึงอย่างร้ายกาจ บีบคั้นให้นางต้องแอ่นกายหยัดขึ้นด้วยความทรมานอันแสนสุขสม ร่างบางสั่นสะท้านไปทั่ว ทรวงอกอวบอิ่มภายใต้ตู้โตวขยับกระเพื่อมไหวรุนแรงตามจังหวะหายใจที่ขาดช่วง
เขากดเน้นปลายนิ้วลงบนจุดอ่อนไหวแรงขึ้นจนนางหลุดเสียงครางยาวสั้นสลับกันอย่างไม่อาจกลั้น ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาจนชิดใบหูที่ขึ้นสีแดงจัด สุ้มเสียงทุ้มต่ำพร่ารดลมหายใจที่ร้อนระอุใส่ผิวเนื้อนวล
“เรียกข้า... เรียกชื่อข้าสิหว่านหว่าน แล้วข้าจะหยุดรังแกเจ้าเดี๋ยวนี้”
นางก็มิยอมปริปากเอ่ยคำยอมจำนนที่เขาต้องการแม้เพียงครึ่งคำ
เว่ยจื้ออี้คำรามต่ำ นัยน์ตาคู่งามที่บัดนี้ดำสนิทด้วยเพลิงราคะวาวโรจน์ด้วยโทสะและความหิวกระหาย
เขาเร่งจังหวะปลายนิ้วรัวเร็วและลึกซึ้งยิ่งขึ้น บดขยี้ลงบนจุดอ่อนไหวที่เปียกชุ่มจนเกิดเสียงเฉอะแฉะบาดแก้วหู บีบคั้นให้นางต้องกรีดร้องออกมาอย่างไม่อาจกลั้น ทรวงอกอวบอิ่มภายใต้ชุดชั้นในขยับกระเพื่อมไหวรุนแรง ความเสียวซ่านที่พุ่งทะยานจนถึงขีดสุดทำให้สติของนางขาวโพลนไปหมด นางเผลออ้าปากออก
และในวินาทีที่ความรัญจวนใจพุ่งทะลุขีดจำกัดจนร่างกายไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป ริมฝีปากที่เคยปิดสนิทก็อ้าออกตามสัญชาตญาณ เสียงครางกระเส่าหลุดรอดออกมาพร้อมกับคำที่แสนคุ้นเคยที่นางมิเคยคิดว่าจะเอ่ยมันออกมาอีกครั้งในชาตินี้
“อา อาเว่ย หยุดเถิด ข้า ข้าไม่ไหวแล้ว”
สุ้มเสียงนั้นแผ่วเบาและแหบพร่า ทว่ากลับดังรุนแรงในใจของเขา ชื่อเล่นในวัยเด็กที่ความสนิทสนมและอ่อนโยนที่นางเคยเรียกขานเขาเพียงผู้เดียว
เว่ยจื้ออี้ชะงักงันไปเพียงชั่วอึดใจ สายตาที่เคยเหี้ยมเกรียมพลันสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความบ้าคลั่งที่รุนแรงกว่าเดิมเป็นเท่าตัว คำเรียกขานของนางมิต่างจากการปลดล็อกพันธนาการที่กักขังอสุรกายร้ายไว้ภายในกายเขา
“ในที่สุดก็เรียกข้าหว่านหว่าน” เขาเสียงแหบพร่าพลางผละมือออก
“ข้าไม่ ไม่ไหวแล้ว” เขาเสียงแหบพร่าพลางผละมือออก
เซอร์ไพร์ลงวันนี้นะคะ