กรงขังรักลวงใจ

ตอนที่ 1

ตอนที่ 1 อ้อนวอน (NC 18+ )

หิมะสีขาวโพลนร่วงหล่นจากท้องฟ้าที่มืดสลัว บรรยากาศรอบกายหนาวเหน็บจนถึงกระดูก รถม้าเก่าหยุดลงที่หน้าประตูบานใหญ่ของจวนเซิ่งหนานอ๋อง

ร่างบางในชุดห่มคลุมสีหม่นก้าวลงจากรถม้าอย่างสั่นเทา เจียงอวี้หว่านเงยหน้ามองป้ายจวนด้วยแววตาที่สั่นระริก

นางยืนอยู่ตรงนั้นท่ามกลางหิมะที่เริ่มพัดกระหน่ำ ผิวที่เคยขาวดั่งหยกบัดนี้ซีดเผือด ปลายจมูกและใบหูแดงจัดเพราะความเย็นที่กัดกินผิวจนแดง

แต่นางกลับไม่ขยับเขยื้อน ทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสมัยเด็ก

เจียงอวี้หว่านคือลูกสาวสายตรงแห่งจวนแม่ทัพเจียงที่เติบโตมาท่ามกลางความรักของพ่อแม่และมิตรภาพ โดยมีบุรุษสองคนเคียงข้างมาตั้งแต่สมัยเด็ก

คนหนึ่งคือ เสิ่นหนานหรง บัณฑิตหนุ่มผู้มีรอยยิ้มประดุจลมวสันต์ กิริยามารยาทอ่อนโยนละเมียดละไม เขาคือคนที่บิดามารดาของนางวางใจให้เป็นคู่หมั้นหมาย เพราะความสุขุมและอบอุ่นที่เขามีให้เจียวอวี้หว่านเสมอมา

ส่วนอีกคนคือ เว่ยจื้ออี้ เด็กหนุ่มผู้มีนัยน์ตาดุดันและเงียบขรึม เขาเป็นบุตรชายของเพื่อนสนิทท่านพ่อที่ประสบเคราะห์กรรมทางบ้านจนต้องสูญเสียครอบครัว ท่านพ่อของนางด้วยความเวทนาจึงรับเขามาดูแลในจวนตระกูลเจียงเสมือนลูกหลานคนหนึ่ง แม้เว่ยจื้ออี้จะดูห่างเหินและไม่ค่อยพูดจา แต่เขามักจะคอยปกป้องเจียงอวี้หว่านจากอันตรายลับหลังเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงูพิษในสวนหรือเด็กเกเรในเมือง เขามักจะเป็นเงาที่คอยกำจัดขวากหนามให้นางโดยไม่หวังคำชม

ในวัยเยาว์ ทั้งสามคนเคยเที่ยวเล่นใต้ต้นเหมย สัญญากันต่อหน้าฟ้าดินว่าจะดูแลกันตลอดไป

ทุกอย่างย้อนกลับไปเมื่อสี่ปีก่อน หลังจากโศกนาฏกรรมคืนสังหารที่จวนแม่ทัพเจียงสิ้นสุดลง เจียงอวี้หว่านที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ต้องระหกระเหินไปอาศัยอยู่ใต้ร่มเงาของตระกูลเสิ่น โดยมีเสิ่นหนานหรงคู่หมั้นคอยดูแลและเยียวยาบาดแผลในใจ

นางเลือกที่จะแต่งงานกับเขาเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวสุดท้ายในชีวิต ทันทีที่การไว้ทุกข์ให้บิดามารดาครบกำหนด พิธีแต่งงานที่ควรจะราบรื่นก็ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย

ขณะที่เจียงอวี้หว่านในชุดมงคลสีแดงสดกำลังจะคำนับฟ้าดินเคียงคู่กับเสิ่นหนานหรง

เสียงประตูใหญ่ของจวนตระกูลเสิ่นก็ถูกพังเข้ามาพร้อมกับทหารชุดดำนับร้อยล้อมรอบจวนไว้ และร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬที่เปื้อนกลิ่นคาวเลือดก็ก้าวเข้ามา

เขาคือ เซิ่งหนานอ๋อง หรือ เว่ยจื้ออี้ อดีตพี่ชายที่แสนดีบัดนี้กลายเป็นปีศาจกระหายเลือด

เว่ยจื้ออี้บุกเข้ามากลางงานแต่ง สั่งจับกุมเสิ่นหนานหรงในข้อหากบฏ และกวาดสายตามองอวี้หว่านในชุดเจ้าสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคือง

“ในเมื่อข้าไม่ให้เจ้าแต่ง ก็อย่าหวังว่าชายหน้าไหนในใต้หล้าจะได้ครอบครองเจ้า”

สุ้มเสียงทุ้มต่ำพร่ารัวกระซิบชิดใบหูของเจียงอวี้หว่าน ลมหายใจร้อนระอุที่เป่ารดต้นคอทำให้นางตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว

ยามนี้เสิ่นหนานหรงคู่หมั้นกลับถูกยัดเยียดมลทินข้อหากบฏ และถูกจองจำอยู่ในคุกใต้ดินของจวนเซิ่งหนานอ๋อง ท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้สิ้นซึ่งหนทางออก

นางจึงจำต้องซมซานกลับมาอ้อนวอนขอความเมตตาจากบุรุษที่นางชิงชังที่สุดในชีวิต

หิมะเริ่มเกาะตัวหนาบนลาดไหล่และเส้นผมดำขลับของเจียงอวี้หว่าน จนกระทั่งบานประตูค่อยๆ เปิดออก พร้อมกับเสียงเย็นชาของทหารยามที่เอ่ยทำลายความเงียบ

"ท่านอ๋องอนุญาตให้เจ้าเข้าพบ เจ้าตามข้ามา"

ร่างบางก้าวเดินเข้าไป ภายในจวนนั้นโอ่อ่า พอถูกนำทางมายังห้องตำราที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นกำยานไม้กฤษณาเข้มข้นจนชวนเวียนหัว

เบื้องหลังโต๊ะ ร่างสูงใหญ่ของเว่ยจื้ออี้นั่งนิ่งพลางอ่านตำรา แสงเทียนวูบไหวอาบไล้โครงหน้าคมเข้ม นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นตรึงจ้องมาที่เจียวอวี้หว่านทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู

“เจ้ามาแล้วหรือ หวานหว่าน” เจียวอวี้หว่านรีบคุกเข่าลงบนพื้น

"ข้ามาเพื่อขอความเมตตาให้คุณชายเสิ่น"

เขาเชยคางนางขึ้นด้วยปลายนิ้ว แต่นางพยายามเบือนหน้าหนีแต่กลับถูกบีบปลายคางกระชับแน่นขึ้น

“หวานหว่าน มิใช่เจ้าเคยพูดหรอกหรือ ว่ายามจะอ้อนวอนขอสิ่งใดจากผู้ใด ย่อมต้องมีสิ่งตอบแทนที่คู่ควร”

เขาโน้มใบหน้าคมเข้มเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่อยู่บนกลีบปากที่สั่นระริกของนาง

“ท่านอ๋อง ได้โปรดปล่อยเขาไป ข้ายอมทำทุกอย่าง” เสียงของเจียงอวี้หว่านสั่นพร่า ความใกล้ชิดที่รุกคามทำให้นางสั่นสะท้าน

“ทุกอย่างงั้นหรือ แม้แต่การต้องปรนนิบัติข้าบนเตียงตอนนี้ เจ้าก็ยอมอย่างนั้นใช่ไหม”

นางหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง หยาดน้ำตาเม็ดหนึ่งไหลร่วงอาบแก้ม ความอดสูพุ่งพล่านจนจุกอยู่ที่ลำคอ ทว่าเมื่อนึกถึงชีวิตของเสิ่นหนานหรงที่อยู่ในเงื้อมมือของเขา ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจำนนต่อโชคชะตา

มือน้อยที่สั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปปลดปมเชือกที่รัดรั้งอาภรณ์ออกอย่างเชื่องช้า เสื้อตัวนอกผ้าโปร่งบางสีอ่อนหลุดจากลาดไหล่เนียน เผยให้เห็นชุดกระโปรงเกาะอกสีนวลปักลวดลายบุปผาที่โอบรัดทรวดทรงที่อวบอิ่มไว้ ทำให้เห็นผิวขาวละเอียดราวหยกสลักที่ซ่อนไว้ เมื่อผ้าคาดเอวถูกปลดเปลื้องทิ้งลงบนพื้น ความอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ภายใต้ขอบเกาะอกก็ขยับไหวขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจที่หอบกระชั้นรัว

สายตาของเว่ยจื้ออี้เข้มขึ้นทันทีที่เห็นนวลเนื้อนวลละเอียดปรากฏแก่สายตา ลำคอแกร่งขยับขึ้นลงยามลอบกลืนน้ำลาย

เขาไม่รอช้าที่จะกระชากร่างบางของนางเข้ามาแนบชิดกับแผงอกกำยำของตนจนไร้ช่องว่างให้อากาศไหลผ่าน

ฝ่ามือแกร่งกระชากกลุ่มผมดำขลับที่เพิ่งสยายออกเบาๆ บังคับให้ใบหน้าหวานแหงนเงยรับโทสะที่เขากำลังจะระบายใส่

ก่อนที่เขาจะประทับริมฝีปากบดขยี้ลงมาอย่างดุดันและตะกรุมตะกราม ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังกระหายเลือด

จุมพิตนั้นป่าเถื่อนจนทำให้นางรู้สึกร้าวระบมไปทั้งเรียวปาก นัยน์ตาของนางเบิกโพลงด้วยความตระหนกยามที่เรียวลิ้นร้อนระอุรุกรานสอดแทรกเข้ามาอย่างจาบจ้วง

ปลายลิ้นนั้นของเขาบังคับให้ลิ้นที่อยู่ในปากนาง ต้องถอยร่นและยอมจำนนต่อการกวาดต้อนอันร้ายกาจ

เขาแลกเปลี่ยนลมหายใจที่ร้อนผ่าวอย่างหิวกระหาย บดเบียดเรียวปากเน้นย้ำทำให้ใบหน้าของนางเห่อร้อน

ความรู้สึกของนางตอนนี้อยู่ท่ามกลางรสชาติขมปร่าของน้ำตาที่คละคลุ้งไปกับความซ่านสยิวที่จู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว

มือน้อยพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงทุบตีแผงอกแกร่งเพื่อหวังจะหลุดพ้นจากพันธนาการ ทว่ากลับไร้ผลประดุจคลื่นกระทบผาหิน ยิ่งนางดิ้นรนขัดขืน เขาก็ยิ่งบดจูบให้ลึกซึ้งและหนักหน่วงขึ้น

ภาพที่เสิ่นหนานหรงเคยลิ้มรสจุมพิตและคลอเคลียพัวพันกับเจียงอวี้หว่านอย่างชิดใกล้ยังคงฉายชัดอยู่ในมโนไม่ลืมเลือน

ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งทวีความโกรธขึ้ง ร่างสูงบดเบียดเข้าหาหมายจะใช้สัมผัสของตนประทับตราและลบเลือนร่องรอยของชายอื่นให้สิ้นซาก

จนกระทั่งร่างบางเริ่มอ่อนระทวยและขาดห้วงลมหายใจ เว่ยจื้ออี้จึงยอมผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ทิ้งไว้เพียงกลีบปากที่บวมเจ่อและแดงช้ำและโน้มตัวกระซิบถามเสียงพร่า

“รสจูบของข้า ดีกว่าเสิ่นหนานหรงหรือไม่”

เว่ยจื้ออี้ไม่ปล่อยให้เจียงอวี้หว่านได้พักหายใจและตอบคำถามนั้น ร่างสูงใหญ่กวาดหลังมือเพียงครั้งเดียว ปัดข้าวของบนโต๊ะไม้ลงพื้นอย่างไม่ไยดี

ไม่ว่าจะเป็นตำราหรือแท่นฝนหมึก

ก่อนที่เขาจะใช้พละกำลังมหาศาลดึงร่างของนางขึ้นไปนอนขนานนาบลงบนโต๊ะที่โล่ง

ร่างสูงใหญ่ของเขาโน้มกายลงบดเบียดจนแทบจะแทรกซึมเข้าไปในร่างของนาง

เขาซุกไซ้ซอกคอขาวระหงอย่างหิวกระหายประดุจสัตว์ป่าที่ขาดแคลนอาหารอันโอชะมาเนิ่นนาน

ปลายลิ้นร้อนผ่าวลากจากปากเรียวบางของนางเลื่อนลงผ่านซอกคอที่เนียนละเอียด

ก่อนจะขบเม้มลงบนผิวเนื้ออย่างรุนแรงจนเกิดรอยแดง

นางสะอื้นไห้ แผ่นหลังบางที่นาบไปกับโต๊ะไม้ผ่านความร้อนรุ่มจากกายบุรุษที่ทาบทับลงมาจนจะทำให้แทบหายใจไม่ออก

มือน้อยที่สั่นเทาพยายามยันแผงอกแข็งแกร่งไว้ทว่ากลับไร้เรี่ยวแรง

“หว่านหว่าน” สุ้มเสียงทุ้มต่ำที่เคยดุดัน บัดนี้กลับแหบพร่าและสั่นพร่าด้วยแรงอารมณ์ที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน เว่ยจื้ออี้เรียกชื่อเล่นของเจียงอวี้หว่านชิดใบหู

ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดจนทำให้เจียงอวี้หว่านอดที่จะสั่นสะท้านไม่ได้

เขายืดกายขึ้นเล็กน้อย สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่รื้นไปด้วยน้ำตาของนาง

มือแกร่งเอื้อมไปเบื้องหลังถอดเสื้อนอกของตนเองออกอย่างรวดเร็ว เหวี่ยงเสื้อนอกนั้นทิ้งลงพื้น

ตอนนี้สายตาของนางต้องเบือนหน้าหนี ทว่าเขากลับใช้มือหนาบีบคางของนางให้กลับมาสบตาอีกครั้ง

เขาก็ก้มลงซุกไซ้ต่ำลงไปยังเนินอกที่กระเพื่อมไหวอยู่ภายใต้ขอบเกาะอกสีนวลที่เริ่มหลุดลุ่ย มือแกร่งข้างหนึ่งเริ่มซุกซนรุกล้ำเข้าไปใต้ร่มผ้าเพื่อสัมผัสความนุ่มหยุ่นที่ตนเฝ้าถวิลหาในยามนี้

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์