ตอนที่ 1
สืบเสาะ
“เร็วเข้า! ล้อมตระกูลพานเอาไว้ อย่าให้แมลงวันรอดออกไปได้แม้แต่ตัวเดียว!”
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นในตรอก พร้อมกับเสียงกีบม้าที่ควบตะบึงมาเป็นระยะ กลุ่มคนที่เป็นหัวหน้าดึงบังเหียนหยุดม้าที่หน้าประตูจวนตระกูลพาน ก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้า เกล็ดปลาบนชุดปลาบินสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับจนทิ่มแทงตาของพานจวินให้รู้สึกเจ็บแปลบ
แทบจะในพริบตาเดียวกับที่พวกเขาลงจากม้า นางก็เบี่ยงกายหลบไปหลังกำแพง กลั้นหายใจไว้ จนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีใครสังเกตเห็นนางแล้วจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา
เสียง “ปัง” ดังขึ้น ประตูใหญ่ถูกกระแทกเปิดออก ตามมาด้วยเสียงตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูกของอาสะใภ้และเสียงตวาดด้วยความโกรธแค้นของอา
เหตุการณ์เมื่อสองเดือนก่อนย้อนกลับมาฉายซ้ำอีกครั้ง นางกำหมัดแน่น กดข่มเจตนาฆ่าในใจ แล้วหันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง
แต่นางไม่ได้เดินไปไกล นางลัดเลาะตามมุมกำแพงผ่านบ้านเพื่อนบ้านไปไม่กี่หลัง แล้วหยุดลงที่ข้างประตูบานเล็กในตรอกเปลี่ยวแห่งหนึ่ง ข้างประตูมีกองฟืนกองหนึ่งวางอยู่
เป็นไปตามที่พี่รองบอกไว้จริงๆ ตระกูลเฉียวชอบกองฟืนไว้ที่ประตูมุมทิศตะวันตก สุดตรอกแห่งนี้เป็นกำแพงตัน ปกติจึงไม่มีผู้คนผ่านมา
พานจวินย่อตัวลงหลบใต้กองฟืน นั่งขัดสมาธิ ประสานมุทราบริกรรมคาถาในใจ ราวกับมีแสงดาราพาดผ่านดวงตาทั้งสองข้างของนาง นกกระดาษสองตัวที่นางทิ้งไว้ที่ตระกูลพานลืมตาขึ้นพร้อมกันทันที
ผ่านดวงตาของนกกระดาษ นางมองเห็นองครักษ์เสื้อแพรสามคนที่บุกเข้าไปในจวนตระกูลพานเป็นกลุ่มแรกได้อย่างชัดเจน ชายที่ยืนอยู่ตรงกลางมีสีหน้าเคร่งขรึม “จับตัวคนเป็นๆ ในจวนนี้ออกมาให้หมด เพื่อทำการตรวจสอบทีละคน!”
“รับบัญชา!”
คนในตระกูลพานมีไม่มากนัก หลังจากที่บิดาและพี่ชายของนางถูกเนรเทศ ในบ้านก็เหลือเพียงท่านย่าพานกับครอบครัวของอาสามคน รวมถึงบ่าวอีกสองคนคือน้ากุ้ยและบุตรชาย
พานเทายืนขวางหน้าครอบครัวไว้ จ้องมององครักษ์เสื้อแพรด้วยใบหน้าบึ้งตึงด้วยความโกรธ “พวกเจ้าต้องการอะไร? คดีของพานหงพี่ชายข้าสิ้นสุดไปแล้ว ตอนนี้ที่นี่คือบ้านของข้า!”
เฉาเย่แค่นยิ้ม “สิ้นสุดหรือไม่ ไม่ใช่เจ้าเป็นคนตัดสิน ค้น!”
เหล่าองครักษ์เสื้อแพรจึงพุ่งเข้าไปในห้องต่างๆ ประดุจฝูงหมาป่า
การตรวจค้นจวนขององครักษ์เสื้อแพรนั้นรุนแรงราวกับจะพลิกแผ่นดินหา ในห้องมีเสียงข้าวของถูกทุบทำลายดังออกมา พานเทาพยายามอดกลั้นอย่างถึงที่สุด ส่วนนางหวังผู้เป็นภรรยาที่อยู่ข้างๆ มีสีหน้าหวาดกลัว ประคองท่านย่าพานไว้แน่น ก้มหน้าไม่กล้าเงยขึ้น เพราะเกรงว่าองครักษ์เสื้อแพรจะสังเกตเห็นพิรุธจากใบหน้าของนาง
ตระกูลพานไม่ได้ใหญ่นัก ไม่นานองครักษ์เสื้อแพรก็ออกมา รายงานต่อคนทั้งสามว่า “ท่านเชียนฮู่ ไม่พบขอรับ”
เฉาเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ถามว่า “ไม่พบคน แล้วข้าวของล่ะ?”
องครักษ์เสื้อแพรกดเสียงต่ำลงรายงานว่า “ในห้องไม่พบเสื้อผ้าหรือของใช้ของเด็กผู้หญิงเลยขอรับ”
เขาเริ่มสงสัยว่าข้อมูลที่ได้รับมาอาจจะผิดพลาด
เฉาเย่ปรายตาไปมองหวังหย่งที่อยู่ด้านข้าง
เขาเป็นผู้นำข่าวนี้มาแจ้ง
หวังหย่งยังหวังจะใช้เรื่องนี้สร้างความดีความชอบ เมื่อได้ยินดังนั้นจึงโต้แย้งเสียงดัง “เป็นไปไม่ได้ ข้อมูลของข้าไม่มีทางผิดพลาด มีคนเห็นเด็กผู้หญิงอายุราวหกเจ็ดขวบในลานบ้านของพวกเขาด้วยตาตัวเอง...”
เมื่อท่านย่าพานได้ยินเช่นนั้น น้ำตาก็ไหลพรากออกมาทันที นางเงยหน้ามองไปรอบๆ แล้วร้องไห้เสียงดัง “หนูน้อย หนูน้อย เจ้ากลับมาแล้วหรือ เจ้าก็รู้ใช่ไหมว่าพ่อกับพี่ชายเจ้ากำลังลำบาก ถึงได้กลับมาหาพวกเขา?”
“แต่เจ้ากลับมาสายไป พ่อกับพี่ชายเจ้าไปที่ต้าถงแล้ว หากเจ้าอยากเจอพวกเขาต้องไปที่ต้าถง เจ้าอายุเพียงเจ็ดขวบ จะไปได้อย่างไร รีบกลับไปยังปรโลกเสียเถิด อย่าได้อาลัยอาวรณ์คนในโลกมนุษย์อีกเลย...”
พานเทาก็เผยแววตาเศร้าสร้อย อธิบายกับองครักษ์เสื้อแพรว่า “พี่ชายข้ามีบุตรสาววัยเจ็ดขวบคนหนึ่งจริงๆ แต่นางล้มป่วยเสียชีวิตไปตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว เรื่องนี้ญาติมิตรและเพื่อนบ้านล้วนรู้ดี หากพวกท่านไม่เชื่อ สามารถไปสอบถามเพื่อนบ้านหรือญาติๆ ของข้าได้”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งพานป๋อผู้เป็นบุตรชายว่า “ไปเอาจดหมายที่หัวหน้าตระกูลเขียนถึงลุงใหญ่ของเจ้าเมื่อปีที่แล้วมา ข้าจำได้ว่าในนั้นมีการกล่าวถึงเรื่องนี้อยู่”
พานป๋อรับคำ กำลังจะไปจัดการ ทันใดนั้นองครักษ์เสื้อแพรคนหนึ่งก็โยนกล่องลงพื้นเสียงดังปัง ในมือถือจดหมายสิบกว่าฉบับ พลางยื่นให้เฉาเย่แล้วรายงานว่า “ท่านเชียนฮู่ จดหมายที่ค้นพบทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้วขอรับ”
เขาดึงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาส่งให้เฉาเย่
เฉาเย่รับมาแล้วกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว มันคือจดหมายที่หัวหน้าตระกูลพานเขียนถึงพานหง ในนั้นมีข้อความหนึ่งระบุว่าเขายอมให้บันทึกชื่อพานจวินบุตรสาวคนเล็กของพานหงลงในสาแหรกตระกูลได้ แต่ไม่อนุญาตให้ฝังนางในสุสานบรรพบุรุษ โดยให้เหตุผลว่านางอายุเพียงเจ็ดขวบ ถือว่าตายตั้งแต่วัยเยาว์ ในตระกูลไม่มีธรรมเนียมให้บุตรสาวที่ตายก่อนวัยอันควรฝังในสุสานบรรพบุรุษ
เฉาเย่ตรวจสอบอย่างละเอียดจนมั่นใจว่าตัวอักษรบนจดหมายนั้นเขียนไว้นานมากแล้ว อีกทั้งยังยกซองจดหมายขึ้นส่องกับแสงแดดเพื่อตรวจดูตราประทับจากสถานีม้าส่งสารต่างๆ เมื่อแน่ใจแล้วจึงเก็บจดหมายลงด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
เขาสีหน้าดูไม่ได้ ต้องสะกดกลั้นอารมณ์ไม่ให้ถลึงตาใส่หวังหย่ง ก็ใครใช้ให้ฝ่ายนั้นไปนับถือมหาขันทีหวังเจิ้นเป็นอาเล่า ช่างเป็นคนที่มีที่พึ่งยิ่งใหญ่นัก
เขาโยนจดหมายทิ้ง แม้จะรู้ว่าเข้าใจผิดแต่ก็ไม่คิดจะขอโทษตระกูลพาน เขาแสยะยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าจงสำรวมกิริยาให้ดี หากมีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎบ้านเมือง พวกข้าองครักษ์เสื้อแพรไม่ปล่อยไว้แน่”
เขากวาดสายตามองท่านย่าพานและพานเทาพร้อมคำเตือนว่า “หากมีเสียงตัดพ้อหลุดรอดออกมา นั่นถือว่าไม่พอใจราชสำนัก ไม่พอใจฝ่าบาท พานหงรับสินบนปล่อยตัวนักโทษ ฝ่าบาททรงตัดสินโทษเพียงเนรเทศก็นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแล้ว พวกเจ้าอย่าได้เนรคุณต่อพระเมตตา”
คนตระกูลพานไม่กล้าแม้แต่จะแสดงสีหน้าเคียดแค้นออกมา
เฉาเย่มองด้วยความพอใจ จากนั้นจึงหันหลังพาลูกน้องจากไป
ทว่าหวังหย่งยังไม่อยากไป เขากวาดสายตาอำมหิตมองคนในตระกูลพาน แต่ในที่นี้ทั้งท่านย่าพานและน้ากุ้ยก็อายุมากแล้ว นางหวังเองก็ไม่ใช่เป้าหมาย ส่วนฉางเซิ่งลูกชายของน้ากุ้ยกับพานป๋อก็เป็นเด็กหนุ่ม มิใช่สตรีที่เขาต้องการ...
เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางนึกดูแคลน ตระกูลพานช่างยากจนข้นแค้นนัก ในบ้านไม่มีแม้แต่สาวใช้สักคน ขอเพียงมีสักคน ไม่ว่านางจะอายุเจ็ดแปดขวบ หรือสิบเจ็ดสิบแปด เขาก็จะเค้นถามให้นางยอมรับว่าเป็นลูกสาวของพานหงให้ได้
เมื่อไม่อาจใส่ความได้ หวังหย่งจึงได้แต่เดินตามออกไปอย่างไม่ยินยอม
หลิวจิ้ง ไป่ฮู่อีกคนขององครักษ์เสื้อแพรที่นิ่งเงียบมาตลอด ในที่สุดก็ละสายตาจากกองจดหมาย กวาดมองไปรอบลานบ้าน และมาชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นนกกระดาษตัวหนึ่งแขวนอยู่ที่ระเบียงทางเดิน
ดวงตาของนกกระดาษตัวนี้ดูราวกับมีชีวิต เขามีความรู้สึกเหมือนว่ามันกำลังจ้องมองเขาอยู่
พานจวินที่นั่งขัดสมาธิอยู่ใต้กองฟืนจ้องมองสบตากับเขาผ่านดวงตาของนกกระดาษ ทั้งสองฝ่ายต่างรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างและเริ่มระแวดระวังขึ้นมา
พานจวิน: หรือว่าเขาจะมองเห็นนางได้?
พานจวินไม่กล้าดูแคลนพวกองครักษ์เสื้อแพรเหล่านี้ โลกใบนี้มีปราณวิญญาณอยู่ แม้จะไม่หนาแน่นเท่ากับโลกที่นางจากมาหลังจากปราณวิญญาณฟื้นฟูแล้ว แต่บนโลกนี้ต้องมีผู้มีพลังพิเศษแน่นอน
ในเมื่อมีผู้มีพลังพิเศษ ก็ย่อมต้องมีเรื่องเหนือธรรมชาติ องครักษ์เสื้อแพรที่เป็นเสมือนเนตรของฮ่องเต้ย่อมต้องเคยข้องเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มาบ้าง
เมื่อนึกถึงระดับพลังบำเพ็ญของนางในตอนนี้ พานจวินก็ไม่กล้าประมาท เมื่อเห็นหวังหย่งหันหลังเดินจากไปอย่างไม่เต็มใจ นางก็รีบตัดการเชื่อมต่อกับนกกระดาษทันที
ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่ทันเห็นว่า ก่อนหลิวจิ้งจะจากไป เขาได้เดินผ่านพานเทาตรงเข้าไปกระชากนกกระดาษที่แขวนอยู่ใต้ระเบียงออกมา เขาจ้องมองดวงตาของมันอย่างละเอียดก่อนจะขยำไว้ในอุ้งมือแล้วพามันจากไป
หัวใจของพานเทาเต้นระรัว นั่นคือนกที่พานจวินแขวนเอาไว้ก่อนจากไป ในตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าทำไมนางถึงต้องยอมเสียเวลาแขวนนกกระดาษสองตัวนั้นไว้ในสถานการณ์คับขัน แต่เขาก็พอจะรู้ลางๆ ว่ามันเป็นของสำคัญ
เขากำหมัดแน่น คิดจะเข้าไปขัดขวางไม่ให้อีกฝ่ายเอานกกระดาษไป แต่กลับถูกท่านย่าพานคว้าตัวเอาไว้ นางส่ายหน้าให้เขาอย่างเงียบเชียบ ทุกคนในครอบครัวต่างทำได้เพียงเฝ้ามองหลิวจิ้งกระชากของสิ่งนั้นแล้วจากไปในความเงียบ