วิถีดาบแหวกแนวแห่งต้าหมิง

ตอนที่ 18

คืนของที่สูญหาย

พานจวินลืมตาขึ้นมาก็สบเข้ากับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเถาจี้

เถาจี้เห็นนางตื่นขึ้นก็ตาเป็นประกาย เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนเสวียนเมี่ยว เขาจึงจงใจกดเสียงต่ำเอ่ยว่า "เจ้ามานี่ เด็กคนนี้เจ้าไปเก็บมาจากไหน?"

ในเมื่อตัดสินใจจะไปกับพวกเขาแล้ว พานจวินย่อมไม่ปิดบังเรื่องเช่นนี้ นางจึงตอบว่า "เก็บได้ที่หน้าประตูเมืองอำเภอเซ่อ"

"เจ้าไปที่อำเภอเซ่อมาจริงๆ ด้วย" เถาจี้กล่าวด้วยน้ำเสียงยากจะบรรยาย "ในป่าแถวเจียวจางโข่วที่ไม่ไกลจากอำเภอเซ่อ มีพวกค้ามนุษย์สองคนถูกสัตว์ป่ารุมทึ้ง นั่นเป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่?"

"พวกท่านยังตามไปเจอพวกเขาอีกหรือ?" พานจวินพยักหน้าพลางถาม "ข้าเป็นคนทำเอง พวกเขาถูกสัตว์ป่าอะไรกัดทึ้ง แล้วตายหรือยัง?"

นางขมวดคิ้วเล็กน้อย "ตายไปก็ไม่ดี ข้ายังหวังให้พวกเขาถูกที่ว่าการอำเภอจับตัวได้ จะได้รีบสารภาพเรื่องคนที่ลักพาตัวไปให้หมด"

เถาจี้กล่าวว่า "ยังไม่ตาย แต่ก็ใกล้เคียงแล้วละ"

เถาจี้และเสวียนเมี่ยวมุ่งหน้าไปยังต้าถงตลอดทาง วิชาพยากรณ์ของเสวียนเมี่ยวก็ไม่อาจใช้ได้ตลอดเวลา ดังนั้นระหว่างที่เดินทางไปแล้วยังหาพานจวินไม่พบ พวกเขาก็ต้องคำนวณดูสักครั้ง พอคำนวณแล้วก็พบว่านางตกค้างอยู่ทางทิศใต้

ทั้งสองจึงต้องย้อนกลับไปหาอีกครั้ง ลองผิดลองถูก ค้นหา แล้วก็ลองผิดลองถูกและค้นหาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้

พอหามาถึงแถวจางเต๋อฟู่ ก็ได้ยินว่ามีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นในแถบอันหยางไปจนถึงอำเภอเซ่อ

พวกค้ามนุษย์สองคนเจอผลกรรมตามสนอง ถูกมัดทิ้งไว้กลางป่าเขา ตกกลางคืนก็ถูกสัตว์ป่าจู่โจม กว่าจะหนีเอาชีวิตรอดมาได้ กลับต้องมาเผชิญหน้ากับกองทหารทางการที่กำลังคุมตัวนักโทษกลับมาพอดี

ทหารทางการเหล่านี้ล้วนเป็นทหารชั้นผู้น้อย ยากที่จะสร้างผลงาน ไม่นึกเลยว่ายังไม่ทันกลับถึงอันหยาง ก็มีผลงานชิ้นโตมาเกยถึงที่

ประจวบเหมาะกับที่ช่วงนี้เมืองหรูหนาน จางเต๋อฟู่ เมืองไคเฟิง และเมืองต้าหมิง กำลังร่วมมือกันปราบปรามการลักพาตัว ในยามนี้อย่าว่าแต่จับพวกโจรลักพาตัวได้เลย แค่มีเบาะแสของพวกมันก็นับเป็นผลงานแล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นตัวอักษรบนหลังเสื้อของทั้งสองคน เหล่าทหารก็พุ่งเข้าใส่ราวกับเสือหิวเพื่อกดตัวพวกเขาลงกับพื้น

ผลงานหล่นทับจากฟากฟ้า ประกอบกับที่พวกเขาถูกสัตว์ป่าโจมตี โดยเฉพาะชายคนนั้นที่แขนถูกฉีกขาดไปข้างหนึ่งและใบหน้าถูกกัดไปครึ่งซีก เรื่องราวนี้จึงดูน่าเหลือเชื่อและถูกร่ำลือกันไปทั่วทั้งอันหยาง

เถาจี้และเสวียนเมี่ยวที่เดินทางผ่านมาได้ยินเข้าก็รู้สึกสังหรณ์ใจ จึงไปสอบถามที่ที่ว่าการอำเภอ

พวกค้ามนุษย์ทั้งสองไม่เห็นว่าใครเป็นคนทำให้พวกเขาสลบ แต่ต่างก็สงสัยว่าเป็นเด็กสาวที่พวกเขาลักพาตัวมา ซึ่งเด็กสาวคนนั้นพกแมวดำมาด้วยตัวหนึ่ง

แต่น่าเสียดายที่ทางที่ว่าการอำเภอไม่เชื่อพวกเขา

นายอำเภอและเหล่าผู้คุมต่างพากันคิดว่าพวกเขาถูกโจรดักปล้นระหว่างทาง ส่วนเด็กสาวคนนั้นก็น่าจะตกอยู่ในมือโจรเช่นกัน และคงจะประสบเคราะห์ร้ายเสียมากกว่าดี

ช่วงนี้ที่ว่าการอำเภอกำลังออกตามหาคนอยู่ในละแวกนั้น จนทำให้พวกโจรป่าแถวนั้นไม่กล้าโผล่หัวออกมาเลยทีเดียว

ที่ว่าการอำเภอไม่เชื่อ แต่เถาจี้และเสวียนเมี่ยวกลับเชื่อ

ทั้งสองสบตากัน ในที่สุดพวกเขาก็พบร่องรอยของพานจวินแล้ว

เส้นด้ายเส้นหนึ่ง ขอเพียงหาปลายด้ายพบ ต่อให้มันจะพันกันยุ่งเหยิงเพียงใด ก็ย่อมสามารถคลี่คลายออกมาได้

ในยามนี้พวกเขาคว้าปลายด้ายนั้นไว้ได้แล้ว จากนั้นจึงตามรอยของพานจวินมาตลอดทางจนถึงที่นี่

เถาจี้เล่าเรื่องที่พวกเขาตามตัวพานจวินจนเจออย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะเตือนนางว่า "ขนาดพวกข้ายังตามร่องรอยของเจ้าพบ แล้วนับประสาอะไรกับองครักษ์เสื้อแพร ดังนั้นเจ้าอย่าเที่ยววิ่งซนไปทั่วจนถูกพวกนั้นจับตัวได้จะดีกว่า"

การที่องครักษ์เสื้อแพรคนหนึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในเมืองหลวง เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กก็ได้ ไม่ใช่เพียงพานจวินเท่านั้น แม้แต่อารามซานชิงเองก็ต้องระวังตัวให้ดี

ตอนนั้นหวังหย่งควบม้าไล่ตามพานจวินกลางถนน มีคนเห็นเหตุการณ์ตั้งมากมาย อีกทั้งยังมีผู้คุมและเจ้าหน้าที่ทางการช่วยกันออกค้นหา จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลยแม้แต่นิดเดียว?

ยังดีที่เถาจี้และเสวียนเมี่ยวพานางลอบออกจากเมืองหลวงมาได้อย่างเงียบเชียบ ร่องรอยจึงถูกตัดขาดอยู่ที่ในเมืองหลวงชั่วคราว

พานจวินไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้มาก่อน แต่เมื่อถูกทั้งสองคนทักขึ้นมา นางจึงเริ่มคิดมากขึ้น "วัดที่เราจากมานั้นชื่อว่าอะไรหรือ?"

เถาจี้: "วัดเทียนหนิง"

"องครักษ์เสื้อแพรจะไม่สืบจากวัดเทียนหนิงมาถึงตัวพวกท่านหรือ?" พานจวินถาม "ตอนที่เราจากมา ข้าเห็นองครักษ์เสื้อแพรคนหนึ่งเข้าไปในป่าต้นเหมย และพวกท่านก็บังเอิญออกจากวัดเทียนหนิงในตอนนั้นพอดี"

เถาจี้: "พวกเขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ผู้บำเพ็ญย่อมไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวทางโลก"

พานจวินมองเขาเงียบๆ

เถาจี้มองกลับไปที่นางเงียบๆ เช่นกัน

"อ้อ" พานจวินรู้ว่าวัดเทียนหนิงคงไม่เปิดเผยเรื่องของพวกเขาจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา นางพยักพเยิดหน้าไปทางเด็กน้อย "ในเมื่อพวกท่านคำนวณเก่งนัก ก็ช่วยคำนวณหาพ่อแม่ของเขา แล้วส่งเขากลับไปเสียสิ"

หากได้กลับไปอยู่กับพ่อแม่ โหงวเฮ้งอายุสั้นก็น่าจะถูกทำลายลงได้ใช่ไหม?

เถาจี้มองไม่เห็นข้อมูลอะไรไปมากกว่านี้แล้ว ทำได้เพียงรอให้เสวียนเมี่ยวตื่นขึ้นมา

เมื่อเสวียนเมี่ยวตื่นขึ้น สีหน้าของนางดูดีขึ้นมาก นางก้มลงพิจารณาเด็กน้อยอย่างละเอียด สบเข้ากับดวงตากลมโตเป็นประกายน้ำของเขา ครู่ต่อมาจึงกล่าวว่า "เชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ ไปกันเถอะ กลับเมืองไคเฟิง"

เถาจี้จึงอุ้มเด็กน้อยคนนั้นขึ้นมา

พานจวินอุ้มแมวดำของนางขึ้นมาพลางขมวดคิ้วถาม "ที่ไคเฟิงมีเชื้อพระวงศ์คนใดอยู่อย่างนั้นหรือ?"

เสวียนเมี่ยว: "ที่ไคเฟิงมีอ๋องโจว"

เถาจี้เห็นนางมีสีหน้ามึนงง รู้ว่านางยังเป็นเด็กย่อมไม่รู้เรื่องนี้ จึงอธิบายเพิ่มเติมอยู่ข้างๆ "อ๋องโจวเป็นโอรสของพระโอรสองค์ที่ห้าในจักรพรรดิไท่จู่ อ๋องโจวพระองค์ก่อนและจักรพรรดิไท่จงต่างก็เป็นโอรสสายตรง เป็นพระปิตุลาผู้เฒ่าแห่งเชื้อพระวงศ์ในรัชกาลปัจจุบัน เนื่องจากสืบสายเลือดเดียวกันมา จึงนับเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ใกล้ชิดมาก"

ก็คือหลานชายของจูหยวนจางนั่นแหละ

พานจวินสรุปความสัมพันธ์ให้เป็นแบบที่เข้าใจง่ายที่สุดในใจ

พานจวิน: "บ้านพวกเขาทำเด็กหายหรือ?"

เสวียนเมี่ยวกล่าวว่า "ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เมืองหรูหนาน เมืองไคเฟิง จางเต๋อฟู่ และเมืองต้าหมิง ได้ร่วมมือกันกวาดล้างการค้ามนุษย์ หลังจากเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ทหารทางการที่ออกตามล่าพวกค้ามนุษย์ก็ไม่ได้ลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้น แม้จะไม่มีข่าวที่แน่ชัด แต่ก็น่าจะเป็นจวนอ๋องโจวที่ไคเฟิงที่ทำเด็กหาย"

เถาจี้พยักหน้าหงึกๆ แต่พยักไปได้ครึ่งหนึ่งก็ชะงักกะทันหัน กลายเป็นเขาที่ทำตาปริบๆ ด้วยความงงงวยแทน "อ๋องโจวไม่มีบุตรมิใช่หรือ? แล้วจวนอ๋องโจวจะมีเด็กมาจากไหนกัน?"

เสวียนเมี่ยวเหลือบมองเขา "ตอนอยู่ที่เมืองหลวงเจ้าไม่ได้ยินบ้างหรือ อ๋องโจวประชวรหนัก คำนึงถึงความผูกพันพ่อลูกกับบุตรบุญธรรมในกาลก่อน จึงถวายฎีกาขอให้ฮ่องเต้ส่งตัวจูจื่อจิ่น บุตรชายของสามัญชนจูโหย่วซวิน กลับมาเป็นบุตรบุญธรรมของเขา เนื่องจากเขาขอร้องอย่างจริงใจ เมื่อปีที่แล้วฮ่องเต้จึงปล่อยตัวจูจื่อจิ่นที่ถูกกักบริเวณอยู่ในเมืองหลวงให้กลับไปไคเฟิงเพื่อเยี่ยมอาการอ๋องโจว"

เถาจี้ถึงบางอ้อ เรื่องซุบซิบนี้เขาเคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่ได้ใส่ใจ

เขาก้มลงมองเด็กน้อยในอ้อมแขน แววตาเต็มไปด้วยความสงสาร "ชีวิตในตระกูลสูงศักดิ์ก็ไม่ง่ายเลยจริงๆ"

เสวียนเมี่ยวพยักหน้า

พานจวินพยักหน้าเห็นพ้องด้วยอย่างยิ่ง

ตอนที่นางกับเด็กน้อยมุ่งหน้าไปทางเหนือนั้นช่างยากลำบาก แต่การลงใต้ไปไคเฟิงกลับง่ายดายกว่ามาก

ในที่สุดเสวียนเมี่ยวและเถาจี้ก็ใจป้ำขึ้นมาบ้าง ไม่ดึงดันที่จะเดินด้วยเท้าอีกต่อไป พวกเขาพานางอ้อมไปยังท่าเรือเล็กๆ แห่งหนึ่ง แล้วอาศัยเรือลำเล็กล่องตามน้ำลงไป

จากนั้นจึงไปพักแรมในตัวอำเภอแห่งหนึ่งที่การตรวจตราหน้าประตูเมืองไม่เข้มงวดนัก

เสวียนเมี่ยวหันมามองพานจวินอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "การจะเข้าไคเฟิง เจ้าจำเป็นต้องมีสำมะโนครัว และหนังสือเดินทางอีกหนึ่งฉบับ"

พานจวินมองนางเงียบๆ

เสวียนเมี่ยวจึงพานางไปยังโรงรับจำนำ

เถาจี้ออกหน้าไปสนทนากับเด็กรับใช้ด้านในครู่หนึ่ง จากนั้นเด็กรับใช้ก็พาทุกคนไปยังห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง เพียงไม่นานก็หยิบกระดาษปึกหนึ่งออกมาให้พวกเขาเลือก "นี่ขอรับ ทั้งหมดนี้คือสำมะโนครัวที่เหมาะสม มีตั้งแต่ช่วงอายุหกขวบถึงสิบขวบ มีทั้งเด็กชายและเด็กหญิง"

พานจวินอ้าปากค้าง

เสวียนเมี่ยวเริ่มคัดเลือกอย่างละเอียด ไม่นานนักก็หยิบออกมาใบหนึ่งแล้วเอ่ยถามว่า "เจ้าของใบนี้ล่ะ?"

เด็กรับใช้เหลือบมองแล้วหยิบสมุดบัญชีออกมาเปิดหา เพียงครู่เดียวก็พบที่มาที่ไป "จางเสี่ยวเม่ย ชาวอำเภอเซียงฝู เมืองไคเฟิง เกิดในปีซวนเต๋อที่ 9 ขายตัวเป็นทาสในปีเจิ้งถ่งที่ 5 และล้มป่วยจนเสียชีวิตในฤดูหนาวปีที่ 6"

เสวียนเมี่ยว: "เอาของนางนี่แหละ แล้วช่วยทำหนังสือเดินทางในชื่อนางให้ข้าอีกใบด้วย"

เสวียนเมี่ยวหยิบก้อนเงินออกมาวางลงบนโต๊ะ

เด็กรับใช้เหลือบมองก่อนจะปิดสมุดบัญชี "รอสักครู่ขอรับ"

เขาหยิบของออกไป และเพียงครู่เดียวก็กลับเข้ามาพร้อมกระดาษสามใบ ไม่เพียงแต่มีใบสำมะโนครัวและหนังสือเดินทางของจางเสี่ยวเม่ยเท่านั้น แต่ยังมีสัญญาขายตัวของนางด้วย

เสวียนเมี่ยวพอใจมาก เช่นนี้แล้ว ไม่ว่าพานจวินอยากจะมีฐานะอะไรก็ย่อมเป็นได้ตามนั้น

พานจวินเดินออกจากโรงรับจำนำไปกับพวกเขาอย่างเงียบงัน

เสวียนเมี่ยวเอ่ยว่า "สิ่งของมากมายสามารถจำนำไว้ที่โรงรับจำนำได้ แน่นอนว่าสิ่งของหลายอย่างก็สามารถหาซื้อได้จากโรงรับจำนำเช่นกัน"

พานจวินครุ่นคิด "ตั้งแต่เกิดจนตายเลยหรือ?"

เสวียนเมี่ยวพยักหน้า "ตั้งแต่เกิดจนตาย"

เสวียนเมี่ยวส่งกระดาษทั้งสามใบให้นาง "ไปกันเถอะ ก่อนจะกลับถึงเขาซานชิง เจ้าก็คือตัวนาง"

พานจวินยื่นมือไปรับมา

เมื่อมีสิ่งนี้ การเดินทางก็ยิ่งสะดวกขึ้น พวกเขาตัดสินใจเช่ารถม้ามุ่งหน้าไปยังไคเฟิงโดยตรง

ยามเช่ารถมีเถาจี้และเสวียนเมี่ยวอยู่ด้วย พานจวินจึงยังไม่ต้องใช้สิ่งนี้ แต่ยิ่งเข้าใกล้ไคเฟิง ทหารทางการที่ลาดตระเวนตามรายทางก็ยิ่งมากขึ้น บางครั้งพวกเขาก็จะเข้ามาตรวจตรา ไม่เพียงแต่ต้องการสำมะโนครัวและหนังสือเดินทางของผู้ใหญ่ แต่ยังต้องดูของเด็กด้วย

คราวนี้ใบสำมะโนครัวของพานจวินก็ได้ใช้งานเสียที

อ้อ เด็กน้อยที่นั่งอยู่ข้างนางไม่ต้องใช้ เพราะเขายังอายุน้อยเกินไป ในยุคสมัยนี้มีเรื่องแปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง คือมักจะผัดผ่อนการลงทะเบียนสำมะโนครัวให้แก่เด็ก

หลายครอบครัวจะรอให้เด็กอายุได้ห้าขวบ หกขวบ หรือกระทั่งเจ็ดแปดขวบเสียก่อนจึงค่อยแจ้งลงสำมะโนครัว

พานจวิน: "ดังนั้น ในเมื่อเด็กที่หายไปอายุเพียงสามสี่ขวบ แต่กลับตรวจสำมะโนครัวของเด็กที่อายุเจ็ดแปดขวบขึ้นไป แล้วปล่อยคนที่ควรถูกสงสัยที่สุดไปเช่นนี้ การตรวจค้นอย่างเอิกเกริกเช่นนี้จะมีประโยชน์อันใด?"

อีกสองคนกับอีกหนึ่งตัวที่ฟังเข้าใจต่างนิ่งเงียบ จากนั้นก็พร้อมใจกันก้มลงมองเด็กน้อยด้วยความรู้สึกสงสารเขายิ่งกว่าเดิม

คนทั้งสี่มุ่งตรงไปยังจวนอ๋องโจวทันทีที่เข้าเมือง

พานจวินยืนอยู่หน้าจวนอ๋องโจว รู้สึกประหม่าอย่างที่ไม่ค่อยจะเป็นบ่อยนัก "ท่านแน่ใจนะว่าเด็กคนนี้เป็นคนของจวนอ๋องโจวจริงๆ?"

หากไม่ใช่ขึ้นมา เรื่องถูกไล่ตีออกมานั้นยังเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าถูกจับได้จนฐานะเปิดเผย นั่นสิจะเป็นเรื่องใหญ่

เสวียนเมี่ยวปรายตามองนางก่อนจะหันไปมองเถาจี้

เถาจี้ยืดอกเดินตรงไปยังประตูใหญ่ของจวนอ๋องโจว

หน้าประตูจวนอ๋องโจวว่างเปล่า แม้แต่คนเฝ้าประตูสักคนก็ยังไม่มี

เถาจี้ก้าวไปข้างหน้าแล้วเคาะประตูเสียงดังโครมๆ

เคาะอยู่นานกว่าจะมีคนมาเปิดประตู

คนเฝ้าประตูที่มาเปิดเห็นว่าเป็นนักพรต ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ "ท่านเป็นใคร มีธุระอันใด?"

เถาจี้: "ข้าเถาจี้ นักพรตเขาซานชิง ตั้งใจมาแจ้งข่าวดีแก่ท่านอ๋องโจว"

อาจเป็นเพราะเห็นว่าเถาจี้เป็นนักพรต คนเฝ้าประตูจึงยอมข่มอารมณ์ถามว่า "ข่าวดีเรื่องใด?"

เถาจี้เบี่ยงตัวหลบ พลางชี้ไปที่เด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างกายพานจวินแล้วเอ่ยว่า "ข่าวดีเรื่องการได้ของสำคัญกลับคืนมา"

ตอนแรกคนเฝ้าประตูยังไม่ทันมีปฏิกิริยา แต่เมื่อจ้องมองเด็กน้อยคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาก็พลันเบิกกว้าง "นี่... นี่... นี่คือคุณชายน้อยแห่งจวนอ๋องของเราหรือ?"

เถาจี้กล่าวว่า "จะใช่หรือไม่ใช่ ก็เชิญท่านอ๋องน้อยในจวนของพวกเจ้าออกมาดูเสียหน่อยก็รู้แล้วมิใช่หรือ?"

คนเฝ้าประตูไม่ค่อยสนิทสนมกับคุณชายน้อยนัก เพราะหลังจากเขาเพิ่งมาถึงไคเฟิงได้ไม่นานก็หายตัวไป คนเฝ้าประตูเคยเห็นเขาจากที่ไกลๆ เพียงสองครั้งเท่านั้น ผ่านไปครึ่งปี ตอนนี้รูปลักษณ์ของเขาก็เปลี่ยนไปบ้างแล้ว...

แต่ต่อให้เปลี่ยนไปเพียงใด เขาก็ยังพอมีเค้าโครงเดิมอยู่บ้าง

คนเฝ้าประตูไม่สนใจจะปิดประตูด้วยซ้ำ เขาวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปข้างในพลางตะโกนว่า "คุณชายน้อยกลับมาแล้ว คุณชายน้อยกลับมาแล้ว—"

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์