ตอนที่ 19
บุตรบุญธรรม
จูจื่อจิ่นประคองจูโหย่วตุนขึ้น แล้วรับยาจากมือกู่ซื่อผู้เป็นภรรยามาป้อนเขาอย่างระมัดระวัง หลังจากป้อนไปได้ห้าช้อน จูโหย่วตุนก็เบือนหน้าหนีเล็กน้อย จูจื่อจิ่นจึงหยุดมือ ป้อนน้ำผึ้งให้เขาสองช้อนแล้วเช็ดปากให้อย่างละเอียด ขณะที่กำลังจะประคองให้นอนลง พลันได้ยินเสียงตะโกนแว่วมาแต่ไกลว่า "คุณชายน้อยกลับมาแล้ว——"
จูจื่อจิ่นเงยหน้าขึ้นในทันที ส่วนกู่ซื่อถึงกับทำชามหล่นพื้น นางหมุนตัวจะวิ่งออกไปข้างนอก แต่วิ่งไปได้เพียงสองก้าวก็เพิ่งได้สติ รีบหันกลับมามองที่เตียงคนป่วย
จูโหย่วตุนพยายามยันกายลุกขึ้นนั่งให้ตรงขึ้นเล็กน้อย เขากุมมือจูจื่อจิ่นไว้แน่นแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เร็ว... เร็ว..."
จูจื่อโฮ่วที่รออยู่ด้านข้างว่องไวกว่าใครเพื่อน เขาหมุนตัววิ่งออกไปข้างนอกทันที "ท่านลุงใหญ่ ข้าจะไปรับเขาเอง!"
จูจื่อตั้นรีบตามไปติดๆ "ข้าไปด้วย"
ทั้งสองวิ่งปราดเดียวถึงหน้าประตูใหญ่จวนอ๋องโจว เพียงปราดเดียวก็เห็นเด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างกายพานจวิน ดวงตาของพวกเขาเป็นประกายวาววับ "เชี่ยเอ๋อร์ เป็นเชี่ยเอ๋อร์กลับมาจริงๆ ด้วย!"
เมื่อจูจื่อโฮ่วจะเข้าไปอุ้ม เด็กน้อยกลับมีสีหน้าตื่นตระหนกแล้วหลบไปอยู่ข้างหลังพานจวิน กอดขาของนางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
จูจื่อโฮ่วจึงเบนสายตาไปมองคนอื่นๆ ที่อยู่ในที่นั้น เขาข้ามพานจวินไปแล้วประสานมือคารวะเถาจี้และเสวียนเมี่ยว "ขอบคุณท่านนักพรตทั้งสองที่พานัดดาตัวน้อยของข้ากลับมาส่ง จวนอ๋องของเราต้องมีรางวัลตอบแทนอย่างงามแน่นอน"
กล่าวจบเขาก็เชิญทั้งสามคนเข้าไปในจวน
จูจื่อตั้นก็อยากจะเข้าไปอุ้มเด็กน้อยเช่นกัน แต่เด็กน้อยไม่คุ้นเคยกับพวกเขา อารมณ์ที่พรั่งพรูออกมาอย่างรุนแรงของทั้งสองคนทำให้เขาหวาดกลัว จึงเอาแต่เบียดกายชิดพานจวินและคอยหลบเลี่ยงมือของพวกเขา
สองพี่น้องจึงหันมามองพานจวินแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย "นี่คือ?"
เสวียนเมี่ยวกล่าวว่า "นี่คือนักพรตน้อยแห่งอารามซานชิงของพวกเรา นางเป็นคนพบคุณชายน้อยจากกลุ่มขอทานและพากลับมาเจ้าค่ะ"
พอจูจื่อโฮ่วได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกปวดใจจนขอบตาแดงก่ำ เขามองเด็กน้อยด้วยความสงสาร "เชี่ยเอ๋อร์ลำบากเจ้าแล้ว เข้าไปในจวนก่อนเถอะ ท่านลุงใหญ่กับพี่ชายและพี่สะใภ้กำลังรอเจ้าอยู่ในจวน"
พานจวินเลิกคิ้วขึ้น แล้วยื่นมือไปจูงเด็กน้อยเดินตามคนทั้งสองเข้าไปข้างใน
จูจื่อโฮ่วและจูจื่อตั้นหันกลับมามองเป็นระยะ เมื่อเห็นว่าทั้งสองดูสนิทสนมกัน ก็รู้ได้ว่าปกติพานจวินคงดูแลเด็กน้อยอย่างดี เขาถึงได้ดูผูกพันกับนางเช่นนี้
จูจื่อโฮ่วและจูจื่อตั้นถอนหายใจด้วยความโล่งอก นั่นแสดงว่าเด็กน้อยไม่ได้ลำบากข้างนอกมากนัก อย่างน้อยก็ยังมีคนที่เขาพึ่งพาได้
ยังไม่ทันเดินไปถึงประตูชั้นใน จูจื่อจิ่นและกู่ซื่อก็รีบตามมาถึง
เมื่อเด็กน้อยเห็นทั้งสองคน ขอบตาก็เริ่มแดงก่ำ เขาผละจากพานจวินแล้วออกตัววิ่งตรงเข้าไปหาทันที
จูจื่อจิ่นก้าวยาวๆ เข้าไปรวบตัวเด็กน้อยมากอดไว้ เขาตรวจดูตามร่างกายไปทั่ว เมื่อเห็นว่าแขนขาครบถ้วนดีก็ดึงตัวเข้ามากอดแนบอก
เด็กน้อยร้องไห้โฮพลางกอดคอผู้เป็นบิดาไว้แน่น
กู่ซื่อเองก็ร้องไห้จนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ นางพิงร่างจูจื่อจิ่นพลางโอบกอดเด็กน้อยเอาไว้ ทั้งแม่และลูกต่างร้องไห้โฮเหมือนเด็กเล็กๆ ทำให้ผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างรู้สึกสะเทือนใจไปตามๆ กัน
จูจื่อจิ่นขอบตาแดงก่ำขณะปลอบโยนสองแม่ลูก เขาหันไปมองลูกพี่ลูกน้องทั้งสองด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ
ปกติจูจื่อโฮ่วเป็นคนอ่อนไหวง่ายอยู่แล้ว ยามนี้เขาร้องไห้หนักยิ่งกว่าจูจื่อจิ่นเสียอีก จูจื่อตั้นจึงก้าวเข้าไปปลอบว่า "พี่สะใภ้ อย่าร้องไห้อีกเลย เชี่ยเอ๋อร์ยังเด็ก ร้องไห้นานเกินไปจะเสียสุขภาพ ท่านลุงใหญ่ยังรอพบเด็กอยู่ในเรือนขอรับ"
เมื่อน้องสามีเอ่ยปากปลอบ กู่ซื่อก็ไม่สะดวกใจที่จะร้องไห้ต่อ อีกทั้งยังได้ลูกกลับคืนมาแล้ว นางจึงพยายามสงบอารมณ์และหยุดร้อง เพียงแต่เมื่อครู่ร้องไห้หนักเกินไป จึงยังไม่อาจหยุดสะอื้นจนตัวสั่นได้ทันที
นางเช็ดน้ำตาของตนเอง แล้วเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเด็กน้อยให้แห้งพลางเร่งว่า "รีบอุ้มเชี่ยเอ๋อร์ไปพบท่านพ่อเถอะ"
จูจื่อจิ่นขานรับ เขาไม่ทันได้สนใจพวกเสวียนเมี่ยวและเถาจี้ รีบอุ้มเด็กตรงไปยังเรือนหลักทันที
พานจวินและพวกรวมสามคนต่างเดินตามกันเข้าไปดูเรื่องสนุก หรือจะพูดให้ถูกคือ เข้าไปเป็นพยานในสายใยแห่งความผูกพันของครอบครัว
ภายในห้อง พระชายาก่งซื่อรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นจูจื่อจิ่นอุ้มเด็กน้อยเข้ามา ขอบตาของนางก็เริ่มแดงระเรื่อ รีบกวักมือเรียกทันที "เร็วเข้า พามาให้ข้าดูหน่อย"
จูจื่อจิ่นรีบอุ้มเด็กเข้าไปหา
พระชายาลูบไล้ใบหน้าที่ซูบผอมของเด็กน้อยด้วยความสงสารจับใจ "ผอมลงไปมากเหลือเกิน ร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่หรือไม่?"
จูจื่อจิ่นกล่าวว่า "แข็งแรงดีมากขอรับ เมื่อครู่ยังร้องไห้เสียงดังลั่นอยู่เลย"
พระชายาแย้มสรวลด้วยความดีใจ "แข็งแรงก็ดีแล้ว แข็งแรงก็ดีแล้ว"
บนเตียง จูโหย่วตุนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง "อุ้มมาให้ข้าดูบ้าง"
จูจื่อจิ่นรีบอุ้มเด็กเข้าไปให้จูโหย่วตุนดูใกล้ๆ
จูโหย่วตุนสบสายตากับดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำตาของเด็กน้อย เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมา ยื่นมือไปลูบดวงตาคู่นั้นพลางเอ่ย "เด็กดี"
เขาไม่ได้เห็นดวงตาที่บริสุทธิ์เช่นนี้มานานมากแล้ว
จูโหย่วตุนพยายามจะลุกขึ้นนั่ง ก่งซื่อจึงรีบเข้าไปประคองและนั่งซ้อนหลังเพื่อให้เขาได้พิง
ในใจของจูโหย่วตุนเต็มไปด้วยความตื้นตัน เขาเอ่ยคำว่า "ดี" ซ้ำกันถึงสามครั้ง ก่อนจะกล่าวกับทุกคนว่า "เด็กคนนี้มีวาสนานัก สมแล้วที่เป็นหลานของข้า"
เนื่องจากพูดมากเกินไป จูโหย่วตุนจึงมีอาการหอบเหนื่อยอยู่ครู่หนึ่ง เมื่ออาการทุเลาลงจึงสั่งว่า "ไปเชิญจ่างสื่อมา"
จวนอ๋องโจวมีตำแหน่งจ่างสื่อ การที่จูโหย่วตุนเชิญเขามาในเวลานี้ ทำให้ผู้คนในที่นั้นต่างเริ่มคาดเดาไปต่างๆ นานา และส่วนใหญ่ก็รู้สึกยินดียิ่งนัก
บ่าวรับใช้รับคำสั่งแล้วถอยออกไป บางคนไปตามจ่างสื่อ แต่ก็มีบางคนที่แอบปลีกตัวออกไปและเร่งรีบจากไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากปู่และหลานได้พบกันแล้ว จูจื่อตั้นเกรงว่าท่านลุงจะตื้นตันใจจนเกินไปจนกระทบต่ออาการป่วย จึงอาสาชวนคุยเรื่องอื่น "ท่านลุง นี่คือท่านนักพรตสอง... สามท่านที่พาเชี่ยเอ๋อร์กลับมาส่งขอรับ"
เขาเพิ่มพานจวินเข้าไปด้วยอย่างกะทันหัน เพราะเมื่อครู่เชี่ยเอ๋อร์ดูจะพึ่งพานางมาก
อ๋องโจวเพิ่งจะสังเกตเห็นเถาจี้ เสวียนเมี่ยว และพานจวิน เมื่อเห็นพวกเขาในชุดนักพรต ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย "พวกท่านเป็นนักพรตผู้บำเพ็ญเพียรหรือ?"
พานจวิน: ...ทำไมใครต่อใครถึงชอบมองข้ามข้าไปโดยไม่รู้ตัวกันนะ?
อ๋องโจวโปรดปรานนักพรตมาก
แน่นอนว่าเหล่านักพรตเองก็ชอบอ๋องโจวเช่นกัน และพานจวินนั้นชอบที่สุด
ทันทีที่ได้รับคำตอบยืนยัน อ๋องโจวก็สั่งให้คนยกถาดเงินออกมาสองถาด ถาดหนึ่งมอบให้เถาจี้และเสวียนเมี่ยว เพื่อเป็นการขอบน้ำใจที่พาเด็กกลับมาส่ง
อีกถาดหนึ่งมอบให้พานจวินโดยเฉพาะ เพื่อขอบใจที่นางช่วยชีวิตจูถงเชี่ยไว้
ใช่แล้ว จนถึงตอนนี้ พานจวินถึงเพิ่งจะได้รู้ชื่อของเขาเสียที เขาชื่อว่าจูถงเชี่ย
พานจวินนึกว่าทุกคนจะมองไม่เห็นคนตัวเตี้ยอย่างนางเสียแล้ว แม้อ๋องโจวจะไม่ค่อยกล่าวถึง แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะจดจำไว้ในใจ
เถาจี้และเสวียนเมี่ยวไม่ได้ปฏิเสธเงินที่ได้รับมา ทั้งสองรับไปอย่างคล่องแคล่ว
แต่เถาจี้ก็ไม่รับเปล่าๆ หลังจากพิจารณาสีหน้าของอ๋องโจวแล้วจึงกล่าวว่า "หากท่านอ๋องไม่รังเกียจ ให้ข้าลองตรวจชีพจรให้ท่านดูดีหรือไม่?"
อ๋องโจวถาม "ท่านนักพรตศึกษาสายใดมาหรือ?"
เถาจี้ตอบ "ข้าศึกษาวิถีแห่งเต๋า และพอจะมีความรู้ในวิชาแพทย์แผนจีนอยู่บ้าง"
เมื่ออ๋องโจวได้ยินดังนั้น ก็ยื่นมือออกมาทันที
เถาจี้เดินเข้าไปตรวจชีพจรให้เขา เพียงชั่วครู่ก็รู้ว่าเขามีเวลาเหลือไม่มากแล้ว อีกทั้งหยูกยาก็ยากจะรักษาได้ แต่ว่า...
เขาเหลือบมองเด็กน้อยในอ้อมกอดของจูจื่อจิ่น ก่อนจะสัมผัสชีพจรของอ๋องโจวอีกครั้งแล้วยิ้มบางๆ "ท่านอ๋องใจคอกว้างขวาง อีกทั้งกำลังมีเรื่องมงคล นับว่าส่งผลดีต่ออาการป่วยยิ่งนัก ข้าจะทิ้งเทียบยาไว้ให้ท่านหนึ่งใบ หากท่านเชื่อถือก็จงกินยาตามนี้ หากไม่เชื่อถือก็จงฉีกมันทิ้งเสียเถิด"
อ๋องโจวหัวเราะร่าพลางกล่าวว่า "เชื่อสิ ข้าย่อมเชื่อถืออยู่แล้ว"
เถาจี้จึงไปเขียนเทียบยาไว้ให้
เสวียนเมี่ยวจ้องมองอ๋องโจวนิ่ง นางเองก็มองออกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน และที่สำคัญ คนที่กำลังจะสิ้นอายุขัยในที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงเขาแค่คนเดียว
พานจวินยืนรออยู่ด้านข้างอย่างเบื่อหน่าย คนในห้องนี้เกือบครึ่งเป็นคนที่ใกล้จะตายอยู่แล้ว จวนอ๋องโจวแห่งนี้ไปรื้อรังของท่านพญายมมาหรืออย่างไร?
ตั้งแต่จิตวิญญาณแห่งกระจกวิญญาณเข้ามาอยู่ในร่างแมวดำและเริ่มบำเพ็ญเพียรด้วยร่างนี้ ก็มักจะมองเห็นสิ่งประหลาดบางอย่างได้เสมอ ในตอนนี้มันกำลังส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ในหัวของพานจวินอย่างคึกคัก [ดูท่าอ๋องโจวจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกินสองวันแล้ว ข้ามองเห็นไอแห่งความตายบนใบหน้าของเขาได้เลย เมื่อครู่ความดีใจช่วยให้มันจางลงไปบ้าง ไม่อย่างนั้นคืนนี้เขาคงต้องตายแน่ ไม่รู้ว่ายาของเถาจี้จะได้ผลหรือไม่]
[ในห้องนี้มีไอแห่งความตายเต็มไปหมด พวกเราออกไปกันเถอะ ข้ารู้สึกไม่สบายตัวเลย] เมื่อเห็นพานจวินไม่สนใจ พานเสี่ยวเฮยก็บ่นพึมพำออกมาว่า [ข้าจะลองตรวจสอบดูหน่อยว่าคนในจวนอ๋องโจวเหล่านี้ตายกันอย่างไร]
[ในห้องนี้มีอ๋องโจวเป็นคนป่วยเพียงคนเดียว คนอื่นดูไม่เหมือนจะป่วยตายเลยสักนิด]
พานจวินกวาดสายตามองแวบหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า [ดูจากโหงวเฮ้ง พวกเขาล้วนต้องตายผิดธรรมชาติ]
พานเสี่ยวเฮย: [น่าสงสารจริงๆ]
จากนั้นมันก็เริ่มให้กระจกวิญญาณค้นหาข้อมูลในหัวของพานจวิน
ยุคสมัยที่พานจวินอาศัยอยู่ในชาติก่อนอยู่ห่างจากปัจจุบันกว่าหนึ่งพันหนึ่งร้อยปี ระหว่างนั้นต้องเผชิญกับสงครามโลกหลายครั้ง ทำให้ตัวอักษรและข้อมูลต่างๆ ถูกทำลายไปมาก
แต่ก็ยังพอมีบันทึกเกี่ยวกับราชวงศ์หมิงหลงเหลืออยู่ไม่น้อย
แม้จะไม่ใช่อดีตในมิติเวลาเดียวกัน แต่เป็นเพียงมิติขนาน ทว่าสภาพแวดล้อมโดยรวมยังคงเดิม พัฒนาการส่วนใหญ่จึงยังมีร่องรอยให้สืบค้นได้
พวกเขาสามารถหยิบยกเหตุการณ์ในอดีตมาเปรียบเทียบกับยุคสมัยนี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจอันเป็นประโยชน์ต่อตนเอง
แน่นอนว่าในตอนนี้แมวดำเพียงแค่ต้องการสอดรู้สอดเห็นและอยากร่วมสนุกเท่านั้น
หลังจากวุ่นวายอยู่พักหนึ่ง บันทึกเกี่ยวกับอ๋องโจวแห่งราชวงศ์หมิงในชาติก่อนก็ปรากฏขึ้นบนแผ่นหยกกระจกวิญญาณอย่างรวดเร็ว
จิตวิญญาณแห่งกระจกวิญญาณกวาดตามองแล้วอดไม่ได้ที่จะร้อง "ว้าว" ออกมา พลางกล่าวว่า "คนสี่คนที่เป็นลุงหลานกันในห้องนี้ มีอ๋องโจวถึงสามคน อีกคนหนึ่งก็เคยเป็นรัชทายาทอ๋องโจวที่อยู่ในลำดับสืบทอด จุ๊ๆๆ จูจื่อจิ่นช่างซวยจริงๆ ที่มาเจอพ่อแบบนั้น"
เมื่อพานเสี่ยวเฮยกล่าวเช่นนั้น พานจวินก็ทำสมาธิจดจ่อเพื่อเข้าไปดูทันที ข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการในชาติก่อนป้อนเอาไว้ ซึ่งจัดอยู่ในหมวดหมู่ประวัติศาสตร์
ข้อมูลอ๋องโจวที่จิตวิญญาณแห่งกระจกวิญญาณค้นหาออกมา เริ่มต้นจากประวัติของอ๋องโจวรุ่นแรก ซึ่งก็คือจูซู่ บิดาแท้ๆ ของจูโหย่วตุนที่นอนอยู่บนเตียงในตอนนี้
พานจวินอ่านอย่างเพลิดเพลิน โดยความสนใจหลักยังคงจดจ่ออยู่ที่จูจื่อจิ่น บิดาของเด็กน้อย
จะว่าไปแล้ว จูจื่อจิ่นนับว่าโชคดี แต่ในขณะเดียวกันก็น่าสงสารยิ่งกว่า
อดีตอ๋องโจวจูซู่เป็นโอรสลำดับที่ห้าในภรรยาเอกของจูหยวนจาง เขามีบุตรชายอกตัญญูคนหนึ่งนามว่าจูโหย่วซวิน หากชื่อจำยากเกินไป ก็เรียกเขาว่าอดีตอ๋องจวิ้นหรู่หนานก็ได้
เขาไม่ต้องการเป็นเพียงอ๋องจวิ้นหรู่หนาน แต่ปรารถนาจะเป็นอ๋องโจว ทว่าเขายังมีจูโหย่วตุนที่เป็นพี่ชายคนโตจากภรรยาเอกอยู่ด้านบน ซึ่งฐานะของจูโหย่วตุนนั้นมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นเขาจึงเริ่มทุ่มเทให้กับการลอบฟ้องร้องบิดาของตนเองว่ามีแผนการร้าย เพื่อหวังจะข้ามหน้าบิดาขึ้นสืบทอดบรรดาศักดิ์อ๋องโจว
ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่จูอวิ๋นเหวินดำเนินนโยบายลดอำนาจเจ้าเมืองพอดี ส่งผลให้จูซู่และจูโหย่วตุนบุตรชายคนโตถูกถอดถอนเป็นสามัญชน ชีวิตความเป็นอยู่ลำบากยากเข็ญยิ่งนัก จนกระทั่งจูตี้ขึ้นครองราชย์จึงได้รับคืนฐานันดรศักดิ์
แต่ตั้งแต่นั้นมาจูซู่ก็เกลียดชังบุตรชายคนรองผู้นี้เข้ากระดูกดำ ถึงขั้นทูลขอต่อฮ่องเต้ให้ส่งเขาไปกินเมืองที่ยูนนาน เพราะไม่อยากเห็นหน้าเขาในเขตปกครองโจวอีก
ในทางตรงกันข้ามคือจูโหย่วตุน
จูโหย่วตุนเป็นที่โปรดปรานของจูหยวนจางอย่างยิ่ง ในยามที่บิดาถูกเนรเทศไปยังต่างแดน จวนอ๋องโจวก็อยู่ในความดูแลของเขา
เขาสามารถจัดการกิจการภายในจวนอ๋องโจวได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยตั้งแต่อายุเพียงสิบขวบ เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทอ๋องก่อนหน้าจูเกาชือรัชทายาทอ๋องเอี้ยนถึงสี่ปี นับเป็นอันดับหนึ่งในบรรดารัชทายาทอ๋องทั้งหลาย
เขามีข้อเสียเพียงอย่างเดียว คือไม่มีทายาท
ในขณะที่จูโหย่วซวินนั้นเรื่องอื่นไม่ได้ความ แต่เรื่องการมีบุตรกลับทำได้ดี เขาเป็นคนแรกที่ให้กำเนิดหลานชายคนโตของจวนอ๋องโจว
จูซู่ไม่อาจยอมรับได้ว่าหลานชายคนโตของเขาจะเกิดจากบุตรชายเช่นนี้ จึงได้แย่งชิงเด็กคนนั้นมาเป็นบุตรบุญธรรมของจูโหย่วตุน ทั้งยังถวายฎีกาต่อฮ่องเต้โดยระบุชัดเจนว่า จูโหย่วซวินนั้นมีนิสัยใจคอไม่ได้ความ ไม่อาจมอบเด็กให้เขาอบรมเลี้ยงดูได้ มิเช่นนั้นต่อให้เป็นเด็กที่ดีเพียงใดก็คงจะถูกเขาสั่งสอนจนเสียคน
เด็กคนนี้ได้รับนามว่าจูจื่อจิ่น เขาได้กลายเป็นบุตรบุญธรรมของจูโหย่วตุนตั้งแต่ยังเป็นทารก จนกระทั่งเติบโตขึ้นมาเล็กน้อย เขาจึงได้รู้ว่าบิดาไม่ใช่บิดาแท้ๆ และมารดาก็ไม่ใช่มารดาแท้ๆ ของตน