ตอนที่ 21
คิดจะดึงตัวไปเป็นพวก
พานจวินลูบคลำเงินส่วนของนางพลางรู้สึกว่ามันยังน้อยไปนิด
นางต้องส่งเงินไปให้บิดาบ้าง ที่ต้าถงยากจนข้นแค้น ตอนนั้นพวกนางจากมาอย่างรีบร้อน ข้าวของที่ติดตัวไปจึงมีไม่มากนัก
แม้ภายหลังท่านอาสองจะฝากคนส่งของบางอย่างไปให้บ้าง แต่ย่อมไม่เพียงพอต่อการใช้งานเป็นแน่
ด้วยสถานะเช่นพวกเขานั้น หากอยากให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นมาบ้าง เงินทองถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้
ดังนั้นเงินทองยิ่งมีมากย่อมยิ่งดี
ประการต่อมา การบำเพ็ญเพียรของนางก็ต้องใช้เงินเช่นกัน
นางต้องการแข็งแกร่งขึ้น ในยามนี้การบำเพ็ญเพียรคือหนทางที่ตรงที่สุด และเป็นวิธีที่นางสามารถกุมเอาไว้ได้มั่นคงที่สุด
ขอเพียงแข็งแกร่งพอ สักวันนางย่อมต้องช่วยบิดาและพี่ชายออกมาได้อย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้น อย่างไรเสียก็ยังต้องใช้เงิน
พานจวินปรายตามองเสวียนเมี่ยวที่ได้รับรางวัล แล้วพลันรู้สึกอยากจะเข้าไปร่ายเรื่องความเชื่ออันงมงายใส่อ๋องโจวชุดใหญ่เสียจริง
ทว่าการเสนอตัวเข้าไปโต้งๆ ย่อมไม่ใช่การค้าที่ดี และในยามนี้ก็ยังไม่มีหัวข้อสนทนาที่เหมาะสมเสียด้วย
พระชายาอ๋องโจวเห็นจ้าวหยวนซงจากไปแล้วก็นึกโล่งอก นางจึงกล่าวกับทุกคนที่ยังเบียดเสียดกันอยู่ในห้องว่า "ท่านอ๋องเหนื่อยแล้ว จื่อจิ่น ให้ภรรยาของเจ้าพาลูกออกไปเถอะ ช่วงนี้เขาขวัญเสียมามาก ประเดี๋ยวเชิญท่านหมอมาตรวจอาการเขาเสียหน่อย"
เจ้าจงดูแลท่านนักพรตทั้งสามให้ดี รอให้ท่านอ๋องพักผ่อนจนดีขึ้นแล้วค่อยขอบพระคุณพวกเขาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง"
จูจื่อจิ่นและกู่ซื่อรีบรับคำ คนหนึ่งเข้าไปอุ้มเด็ก ส่วนอีกคนเชิญเถาจี้และพวกทั้งสามคนเดินออกไปข้างนอก
จูโหย่วเจวี๋ยเองก็ไม่สะดวกจะรั้งอยู่นาน จึงกล่าวกับพระชายาว่า "ท่านพี่ คงต้องรบกวนพี่สะใภ้ช่วยดูแลแล้ว"
กล่าวจบก็นำบุตรชายทั้งสองเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
จูจื่อจิ่นถอยไปด้านข้างอย่างนอบน้อมเพื่อให้ท่านอาสี่เดินไปก่อน
จูโหย่วเจวี๋ยชะงักฝีเท้าตรงหน้าเขาครู่หนึ่ง เอียงหน้าปรายตามองเขาแวบหนึ่งก่อนจะหมุนตัวจากไป
นี่เป็นครั้งแรกที่จูจื่อโฮ่วและจูจื่อตั้นสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจที่บิดามีต่อพี่ชายลูกพี่ลูกน้องได้อย่างชัดเจนเช่นนี้ ทั้งคู่ต่างรู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย
จูจื่อตั้นยังพอทำเนา แม้ใบหน้าจะซีดขาวแต่ก็ยังพอข่มอารมณ์ไว้ได้ ส่วนจูจื่อโฮ่วกลับขอบตาแดงก่ำ ทรวงอกกระเพื่อมไหวไม่คงที่
พี่น้องทั้งสองรีบทำความเคารพจูจื่อจิ่นอย่างลนลาน แล้วเร่งฝีเท้าตามจูโหย่วเจวี๋ยออกไป
ปกติแล้วจูโหย่วเจวี๋ยไม่ได้พำนักอยู่ในจวนอ๋องโจว ที่ดินศักดินาของเขาอยู่ที่อำเภอเซียงฝู และจวนอ๋องจวิ้นก็อยู่ที่อำเภอเซียงฝูเช่นกัน
เพียงแต่ช่วงนี้อ๋องโจวอาการป่วยทรุดหนัก ใครต่อใครต่างก็บอกว่าท่านอ๋องเหลือเวลาอีกไม่กี่วัน จูโหย่วเจวี๋ยจึงเดินทางมายังเมืองไคเฟิง
ยามนี้เขาพักอยู่ในเรือนหลังหนึ่งตรงมุมทิศตะวันตกของจวนอ๋องโจว
ก่อนจะมาที่นี่เขากำลังนอนพักผ่อนรับลมอยู่ในศาลาริมน้ำ สายสืบจากเรือนหลักแอบมารายงาน เขาจึงรีบลุกขึ้นเปลี่ยนชุดและเร่งรุดมาทันที ทว่ากลับนึกไม่ถึงว่าจะยังคงมาสายไปก้าวหนึ่ง
จูโหย่วเจวี๋ยกลับมาที่ศาลาริมน้ำด้วยใบหน้าบึ้งตึง ไม่อาจสะกดกลั้นโทสะไว้ได้อีก เขาสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่งกวาดจานผลไม้และน้ำชาบนโต๊ะหินลงพื้นจนหมดสิ้น เสียงของแตกกระจายทำเอาบ่าวรับใช้รอบข้างหน้าถอดสี ต่างพากันก้มตัวถอยออกไป
จูจื่อโฮ่วทรวงอกกระเพื่อมไหว เขาสะบัดมือของจูจื่อตั้นที่ดึงรั้งไว้ทิ้ง แล้วก้าวไปข้างหน้าเพื่อถามว่า "ท่านพ่อไยต้องพิโรธถึงเพียงนี้? ท่านลุงใหญ่แต่งตั้งพี่จื่อจิ่นเป็นซื่อจื่อ (รัชทายาทอ๋อง) ของอ๋องโจวมิใช่เรื่องดีหรอกหรือ?"
จูโหย่วเจวี๋ยหันกลับมามองเขาขวับ ใบหน้ามืดครึ้ม "จูโหย่วซวินไม่เห็นแก่ศีลธรรมจรรยา ใส่ร้ายป้ายสีท่านปู่ของเจ้า ท่านลุงใหญ่ของเจ้า แม้แต่ข้าเองก็โดนด้วย เขาทำเรื่องผิดกฎหมายมามากมาย สุดท้ายลูกของเขากลับได้เป็นอ๋องโจว นี่มันสวรรค์ไม่มีตา จะเป็นเรื่องดีไปได้อย่างไร?"
จูจื่อโฮ่วย้ำเสียงหนัก "พี่จื่อจิ่นเป็นบุตรบุญธรรมของท่านลุงใหญ่ ท่านลุงสองไม่เคยเลี้ยงดูเขาเลยแม้แต่วันเดียว พี่จื่อจิ่นเองก็ยอมรับเพียงท่านลุงใหญ่เป็นบิดาเท่านั้น"
จูโหย่วเจวี๋ยประชดประชัน "ท่านลุงใหญ่ของเจ้าเป็นถึงอ๋องโจว ส่วนจูโหย่วซวินกลายเป็นสามัญชนไปแล้ว เขาก็ย่อมต้องยอมรับเพียงท่านลุงใหญ่ของเจ้าเป็นบิดาอยู่แล้วน่ะสิ"
จูจื่อโฮ่วกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย "ท่านพ่อ พี่จื่อจิ่นไม่ใช่คนเช่นนั้น"
แม้แต่จูจื่อตั้นก็ยังกล่าวว่า "ท่านพ่อ แม้พี่จื่อจิ่นจะมีนิสัยอ่อนแอไปบ้าง แต่เขาก็เป็นคนซื่อสัตย์และกตัญญู เขาไม่ใช่คนประเภทที่เห็นแก่ประโยชน์จนลืมคุณธรรมหรอกขอรับ"
เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "หากไม่พูดถึงบรรดาศักดิ์ พี่จื่อจิ่นก็ได้รับการเลี้ยงดูจากท่านลุงใหญ่และท่านป้าใหญ่มาตั้งแต่ยังแบเบาะ ตอนที่เขาถูกท่านลุงรองพรากตัวไปก็อายุสิบสองปีแล้ว ระหว่างพ่อลูกแท้ๆ คู่นั้นหาได้มีความผูกพันไม่ ตอนที่ท่านลุงรองยังเป็นอ๋องจวิ้นหรู่หนานก็ปฏิบัติต่อเขาไม่ดี ทั้งทุบตีและด่าทออยู่บ่อยครั้ง ได้ยินว่าหลังจากถูกถอดถอนเป็นสามัญชนแล้ว ชีวิตของพี่จื่อจิ่นก็ยิ่งยากลำบาก อยู่ในบ้านหลังนั้นประดุจวัวควายก็ไม่ปาน"
"หรือว่าที่พี่จื่อจิ่นเคารพรักท่านลุงใหญ่ ไม่ใช่เพราะท่านลุงใหญ่คอยสั่งสอนและเอ็นดูเขาหรอกหรือขอรับ?"
จูจื่อตั้นกล่าวว่า "ท่านพ่อสงสัยว่าพี่จื่อจิ่นกตัญญูต่อท่านลุงใหญ่เพราะหวังในตำแหน่งอ๋องโจว เช่นนั้นข้ากับพี่ใหญ่กตัญญูต่อท่านลุงใหญ่เพราะเหตุใดกันเล่า?"
จูโหย่วเจวี๋ยพิโรธจัด ตบฉาดลงไปหนึ่งที "บังอาจ!"
เสียงดัง "เพียะ" จูจื่อตั้นก้มหน้าลง ทว่ากลับยังคงยืดแผ่นหลังตรงอย่างดื้อรั้น
จูจื่อโฮ่วก้าวออกมาขวางหน้าจูจื่อตั้นไว้ และจ้องมองบิดาด้วยความดื้อรั้นเช่นกัน
จูโหย่วเจวี๋ยโทสะพลุ่งพล่าน ก่อนจะพลันได้สติ หลายปีมานี้ หนึ่งคือเพื่อปลอบประโลมพี่ชายคนโต และสองคือเขามีแผนการบางอย่างจริงๆ จึงมักจะส่งลูกๆ มาที่จวนอ๋องโจวอยู่บ่อยครั้ง ผลลัพธ์คือพวกเขากลับสนิทสนมกับพี่ชายคนโตมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่ยอมฟังคำสั่งสอนของเขาที่เป็นพ่อเสียแล้ว
โดยเฉพาะจูจื่อโฮ่วและจูจื่อตั้น ทั้งคู่มาอาศัยอยู่ที่จวนอ๋องโจวตั้งแต่อายุสองขวบ ปีหนึ่งจะกลับจวนอ๋องจวิ้นเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
จวนอ๋องโจวกลับดูเหมือนบ้านของพวกเขา ส่วนจวนอ๋องจวิ้นกลับกลายเป็นบ้านญาติไปเสียได้
นี่มันเข้าตำราเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง จูโหย่วเจวี๋ยโมโหจนเจ็บหน้าอก เขาหันมองซ้ายแลขวาเพื่อหาสิ่งของมาเฆี่ยนตีลูกๆ
จูจื่อตั้นครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะผลักพี่ชายแล้วบอกว่า "รีบหนีเร็ว"
จูจื่อโฮ่วลังเลเล็กน้อย ไม่ยอมหนี
จูจื่อตั้นฉุดกระชากพี่ชายให้วิ่งหนี "เจอโทษเบาให้รับ เจอโทษหนักให้หนี ดูท่าทางแล้วท่านพ่อคิดจะตีพวกเราให้ตายเป็นแน่ เพื่อไม่ให้ท่านพ่อต้องมาเสียใจภายหลัง พวกเราหนีไปก่อนเถอะ มิเช่นนั้นหากย้อนกลับมาแล้วท่านพ่อเกิดโศกเศร้าเสียใจขึ้นมา พวกเราจะไม่กลายเป็นคนอกตัญญูหรือ?"
จูจื่อโฮ่วเห็นว่าคำพูดของเขามีเหตุผล จึงวิ่งตามเขาไป
จูโหย่วเจวี๋ยยังคงมองหาเครื่องมือที่เหมาะมืออยู่ พอหันกลับมา พี่น้องทั้งสองก็จูงมือกันวิ่งหนีไปแล้ว เขาโมโหจนวิ่งไล่ตามหลังไป "ไอ้พวกลูกไม่รักดี กลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ โอ๊ย——"
จูโหย่วเจวี๋ยเท้าลื่นล้ม ขาข้างหนึ่งจมลงไปในน้ำ
จูจื่อโฮ่วและจูจื่อตั้นยิ่งวิ่งเร็วขึ้นไปอีก เพียงพริบตาเดียวก็หายลับไปไม่เห็นฝุ่น
ส่วนกู่ซื่อที่อุ้มลูกกลับเข้าห้องก็สั่งให้คนไปตักน้ำอุ่นมาให้เขาอาบ พลางเอ่ยถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา
เวลาครึ่งปีผ่านไป จูถงเชี่ยจำได้เพียงท่านพ่อและท่านแม่เท่านั้น เรื่องอื่นล้วนจำได้ไม่ชัดเจนนัก
เขาหายตัวไปได้อย่างไรเขาก็ไม่รู้ จำได้เพียงว่า "เด็กเยอะมาก คนเลวพาพวกเรามุดรู แล้วก็มีคนมาเยอะเลย ถือทั้งดาบและคบไฟ ข้ากลัวก็เลยมุดหนีไปทั่ว แล้วท่านปู่สามก็พาข้าไป"
"ท่านปู่สามเป็นคุณปู่ที่ดีมาก พอเขาขออาหารมาได้ก็จะแบ่งให้ข้ากินนิดหน่อย ข้าก็เลยไม่หิว" เมื่อพูดถึงตรงนี้ จูถงเชี่ยก็ยื่นมือไปทางกู่ซื่อ แล้วท่องบทพูดตอนที่เขาขอทานว่า "ขอหมั่นโถวสักลูก ขอน้ำแกงสักคำ ขอให้ท่านอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรง~"
จูถงเชี่ยเผยรอยยิ้ม จ้องมองมารดาด้วยท่าทางประจบเอาใจ
กู่ซื่อได้ยินเช่นนั้นก็ปวดใจจนไม่อาจหักห้ามใจได้ นางอุทานออกมาคำหนึ่งก่อนจะดึงเขาเข้ามากอดในอ้อมอกอย่างแนบแน่นแล้วร่ำไห้ไม่หยุด
จูจื่อจิ่นจัดแจงให้พวกของเถาจี้ทั้งสามคนพักที่ห้องรับรองเสร็จสรรพ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในลานเรือนก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของภรรยา เขาตกใจจนต้องหอบชายเสื้อวิ่งพรวดเข้าไปข้างใน "เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น?"
จูถงเชี่ยมีสีหน้าหวาดกลัวพลางหดมือน้อยๆ กลับไป เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมท่านแม่ถึงร้องไห้
เมื่อเห็นท่านพ่อ เขาก็พลอยส่งเสียงร้องไห้จ้าออกมาเช่นกัน
กู่ซื่อโอบกอดบุตรชายแล้วโผเข้าสู่อ้อมอกของจูจื่อจิ่น พลางร้องไห้โฮกล่าวว่า "ท่านพี่ พวกเราไปจากที่นี่กันเถอะ เชี่ยเอ๋อร์ลำบากเหลือเกินแล้ว ข้ากลัว ข้าหวาดกลัวเหลือเกิน..."
จูจื่อจิ่นกอดสองแม่ลูกไว้แน่น ขอบตาแดงก่ำพลางส่ายหน้า "ไม่ได้ ท่านพ่อป่วยหนัก หากจากไปตอนนี้ มิใช่เป็นการเนรคุณหรอกหรือ? อีกทั้งยังมีท่านแม่..."
เขาโอบกอดกู่ซื่อไว้แน่นแล้วกล่าวว่า "เจ้าวางใจเถอะ ข้า... ข้าจะปกป้องพวกเจ้าให้ดี เรื่องเช่นนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด"
กู่ซื่อส่ายหน้า นางไม่เชื่อมั่นในตัวเขาเลย
ไม่ใช่ว่านางไม่เชื่อมั่นในความสามารถของเขา แต่เป็นเพราะพวกเขากับจวนอ๋องโจวห่างเหินกันไปนานกว่าสิบปี อีกทั้งพวกเขายังขัดสน ไร้คนคอยรับใช้ ต่อให้จูจื่อจิ่นจะมีใจปกป้องเพียงใด ก็ยากจะคุ้มครองพวกเขาให้ปลอดภัยครบถ้วนได้
จูจื่อจิ่นกล่าวว่า "ข้าจะไปขอร้องท่านแม่ เจ้าอย่ากลัวไปเลย และอย่าเอ่ยเรื่องจากไปอีกเลย ท่านพ่อส่งฎีกาขอแต่งตั้งซื่อจื่อไปแล้ว หากจากไปตอนนี้จะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตเพียงใด?"
หลังจากร้องไห้ออกมาเสียยกหนึ่ง ความโศกเศร้าในอกของกู่ซื่อก็ทุเลาลงบ้าง เมื่อสติกลับคืนมา นางก็รู้ดีว่าการจะเอ่ยเรื่องจากไปในยามนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้
หรือจะกล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงเวลาที่พวกเขาออกจากหมู่บ้านและจากเมืองหลวงมา พวกเขาก็ไม่มีทางให้หันหลังกลับได้อีกแล้ว
กู่ซื่อเช็ดน้ำตาแล้วกล่าวด้วยเสียงสะอื้น "ข้าเข้าใจแล้ว รอให้ข้าอาบน้ำให้เขาเสร็จ ข้าจะพาเขาไปพบท่านแม่"
ในบ้านหลังนี้ นอกจากท่านอ๋องที่จะคุ้มครองพวกเขาได้ ก็มีเพียงพระชายาเท่านั้น
และในยามนี้ท่านอ๋องประชวรหนัก ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ แต่พระชายานั้นทำได้
ขอเพียงได้รับความเมตตาเอ็นดูจากนาง นางจะต้องคอยดูแลพวกเขามากขึ้นอย่างแน่นอน
จูจื่อจิ่นอยู่ช่วยนางอาบน้ำให้จูถงเชี่ย พร้อมกับสอบถามเรื่องของนักพรตทั้งสามคนจากเขา
จูถงเชี่ยเพิ่งจะตกใจมาหมาดๆ ยามนี้จึงมีท่าทีหวาดหวั่นเล็กน้อยพลางกระซิบว่า "พี่สาวเป็นคนดี เก่งมากเลยขอรับ..."
เขาเล่าเรื่องที่พานจวินเก่งกาจอย่างไรออกมาบ้าง
เขาจำได้ไม่มากนัก แต่จำได้ว่าเสวียนเมี่ยวพอเห็นหน้าเขาก็บอกว่าเขาเป็น "เชื้อพระวงศ์ชั้นสูง" และจะพาเขากลับบ้าน แล้วจากนั้นนางก็พาเขากลับมาถึงบ้านได้จริงๆ ตลอดทาง
จูจื่อจิ่นครุ่นคิด "ใต้หล้านี้มักมีผู้มีวิชาอาคม แม้พวกสิบแปดมงกุฎจะมีมาก แต่ผู้ที่มีความรู้ความสามารถจริงก็มีไม่น้อย ดูท่าเชี่ยเอ๋อร์ของเราจะดวงดีที่ได้พบกับผู้ที่มีความสามารถจริงเข้าแล้ว"
จูจื่อจิ่นเริ่มมีใจเอนเอียง เขามองดูบุตรชายตัวน้อยสลับกับภรรยา ในที่สุดก็ตัดสินใจก้าวข้ามความลังเล กัดฟันกล่าวว่า "ทั้งสามคนนี้ล้วนเป็นผู้มีความสามารถ ข้าจะไปขอร้องให้พวกเขาอยู่ต่อ บางทีอาจจะเป็นกำลังสำคัญให้พวกเราได้"
จูจื่อจิ่นไม่มีใครให้เรียกใช้ แม้พวกของเถาจี้ทั้งสามจะเป็นนักพรต เขาก็ไม่ยินดีที่จะปล่อยโอกาสนี้ไป
อีกทั้งคนจากภายนอกยังน่าเชื่อถือยิ่งกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขากับเชี่ยเอ๋อร์ยังมีวาสนาต่อกันเช่นนี้
สองสามีภรรยาปรึกษากันอย่างเงียบๆ เมื่ออาบน้ำให้จูถงเชี่ยและป้อนอาหารให้เขาทานเล็กน้อยแล้ว กู่ซื่อก็อุ้มเด็กน้อยไปพบพระชายา ส่วนจูจื่อจิ่นก็ไปเพื่อดึงตัวเหล่านักพรตทั้งสามไว้
นักพรตทั้งสามกำลังนั่งเผชิญหน้ากันอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่ง อ้อ พานจวินในยามนี้ยังไม่ถือว่าเป็นนักพรต
เสวียนเมี่ยวเห็นว่าพวกเขาควรจะไปได้แล้ว "ในเมื่อส่งคนถึงมือแล้ว เหตุใดจึงยังต้องรั้งอยู่อีก?"
พานจวินตอบว่า "ข้าไม่วางใจเด็กคนนั้น ข้าต้องแน่ใจเสียก่อนว่าเขาจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในจวนนี้ได้อย่างปลอดภัย"
พานจวินเงยหน้าขึ้นมองนาง พลางยิ้มที่มุมปากอย่างมีนัย "ท่านนักพรตเสวียนเมี่ยวเก่งกาจถึงเพียงนี้ คงจะมองออกนานแล้วกระมังว่าเขามีโหงวเฮ้งอายุสั้น?"
เสวียนเมี่ยวตอบว่า "ตั้งแต่วินาทีที่เขาได้กลับสู่จวนอ๋องโจว เคราะห์กรรมถึงตายของเขาก็ได้รับการคลี่คลายแล้ว"
"จริงหรือ?" พานจวินมีสีหน้ากังขา "ข้ากลับรู้สึกว่ายังไม่คลาย หรือจะพูดให้ถูกคือ เคราะห์กรรมถึงตายนั้นคลายไปแล้ว แต่เคราะห์กรรมถึงตายครั้งใหม่กำลังปรากฏขึ้น"
เสวียนเมี่ยว: "...คนเราย่อมต้องตายในวันใดวันหนึ่ง เจ้าจะรั้งรออยู่ที่นี่จนกว่าเขาจะแก่ตายเลยหรืออย่างไร?"
พานจวิน: "ท่านนักพรตมองไม่เห็นคนใกล้ตายที่อยู่เต็มไปหมดครึ่งคฤหาสน์นั่นหรือ? มีคนที่กำลังจะตายผิดธรรมชาติรายล้อมรอบตัวเขามากมายเพียงนี้ จะไม่ให้เป็นอันตรายได้อย่างไร?"
เสวียนเมี่ยวขมวดคิ้วมองนาง “นั่นเป็นเพราะการฝังร่วมกับศพ เมื่ออ๋องโจวสิ้นพระชนม์ ตามกฎแล้วเหล่านางสนมที่ไม่มีบุตรล้วนต้องถูกฝังร่วมกับศพ แม้แต่คนรับใช้ใกล้ชิด สาวใช้ และแม่นมข้างกายสนมเหล่านั้นก็ต้องถูกฝังร่วมกับศพด้วยเช่นกัน แต่ฎีกาที่อ๋องโจวทูลขอแต่งตั้งบุตรบุญธรรมขึ้นเป็นซื่อจื่ออ๋องโจวนั้นได้ส่งขึ้นไปแล้ว เพียงรอให้ราชโองการลงมา ก็จะช่วยชีวิตคนได้ถึงครึ่งหนึ่ง”
“เคราะห์ครั้งนี้ผ่านพ้นไปแล้ว ส่วนคนที่เหลือที่ต้องรับเคราะห์นั้นมิอาจช่วยได้อีก”