คุณนายโชคดีสายเผือก กับ ท่านนายพลอ่านใจ

ตอนที่ 26

มองดูใบหน้าซีดเผือดของนาง

หลิวซีอินเข้าใจสถานการณ์ดีอย่างแจ่มแจ้ง

ธรรมเนียมเจ้าสาวโบราณในวันแต่งงานจะไม่นิยมรับประทานอาหาร เพราะเกรงว่าจะไม่สะดวกหากต้องเข้าห้องน้ำกลางคัน และกลัวว่าเครื่องสำอางจะลบเลือน

แต่ในยุคสมัยนี้ยังมีธรรมเนียมการทาน “บะหมี่ส่งตัวเจ้าสาว” หรือ “ไข่หวานน้ำขิง” อยู่ ซึ่งหลิวซีอินยังเคยเห็นรายการขั้นตอนการเสิร์ฟไข่หวานน้ำขิงอยู่ในกำหนดการแต่งงานด้วย

แต่ไป๋ม่านม่านกลับจงใจไม่ให้เธอกิน อีกทั้งยังพร่ำพูดว่า “คนในเมืองเขาไม่นิยมทำกันหรอก ที่เขียนไว้ในรายการก็เพื่อความเป็นสิริมงคลเท่านั้น เจ้าก็อดทนเอาหน่อยเถอะ”

ใครจะไปรู้ว่าวันนั้นหลิวซีอินต้องสวมชุดเจ้าสาวที่หนักถึงแปดสิบจิน พร้อมสวมมงกุฎหงส์หนักอีกยี่สิบถึงสามสิบจิน ทนหิวเดินทำพิธีจนจบ พอถึงตอนกลางคืนแทบจะหิวจนเป็นลมไปเสียให้ได้

มิเช่นนั้นเธอก็คงไม่หิวจนต้องไปหาของกิน แล้วไปเจอเรื่องของซ่งซืออวิ้นเข้าหรอก

ไป๋ม่านม่านจงใจกลั่นแกล้งเธอในเรื่องนี้ เพราะวันที่เธอแต่งงานออกไป ย่อมเป็นวันที่หลิวหมิงเยว่รู้สึกแย่ที่สุด นางจึงต้องการระบายความแค้นแทนหลิวหมิงเยว่

หลิวซีอินไม่ได้มีความผูกพันอะไรกับไป๋ม่านม่านอยู่แล้ว ในเมื่อไป๋ม่านม่านทำกับเธอเช่นนี้ เธอก็ไม่จำเป็นต้องยอมให้อีกต่อไป

เธอก็แค่ต้องการทำให้ไป๋ม่านม่านรู้สึกไม่สบายใจที่ต้องกลับมา

หลิวซีอินหยิบปิ่นหยกที่ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้เยี่ยนฉางเย่ “ปิ่นที่ท่านฮูหยินหลิวให้ข้ามามันหักไปแล้ว ท่านพอจะทราบไหมคะว่าที่ไหนรับซ่อมบ้าง?”

หลังจากมาถึงเมืองอันเฉิง กลับกลายเป็นฉินหว่านที่มอบความรักให้เธอมากที่สุด

หลิวซีอินไม่อยากทำให้ความหวังดีของนางต้องเสียเปล่า

สีหน้าของเยี่ยนฉางเย่ดำมืดลงขณะจ้องมองมือที่ยื่นออกมาของเธอ

เธอมีรูปร่างบอบบาง ผิวพรรณขาวผุดผ่อง แม้จะเติบโตในชนบทแต่มือนั้นกลับอ่อนนุ่ม ยามประคองห่อปิ่นหยกที่หักนั้น ผิวของเธอยิ่งดูขาวราวกับเกล็ดหิมะ

ปิ่นเล่มนั้นเป็นสิ่งที่แม่นมสวมให้ก่อนที่เธอจะเดินทางออกมา

หลิวซีอินไม่ได้บอกว่าทำหักที่ไหน แต่ทว่าปิ่นไม่มีคราบน้ำ ผ้าเช็ดหน้าเองก็แห้งสนิท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นกลางแจ้ง

ย่อมต้องหักตอนที่ถูกลงโทษตีอย่างแน่นอน

ในตอนนั้นเธอยังอุตส่าห์มีแก่ใจเก็บเศษชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นมาอีก

เยี่ยนฉางเย่มองใบหน้าที่ซีดเผือดของเธอแล้วอดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้ จึงรับห่อผ้าเช็ดหน้าบรรจุปิ่นที่หักนั้นมา “เดี๋ยวข้าจะให้คนไปซ่อมให้”

หลิวซีอินมองเขาด้วยความรู้สึกขอบคุณ “ขอบคุณมากค่ะเส้าส่วย”

【ดีจัง ประหยัดค่าซ่อมไปได้อีกหนึ่งก้อน】

“……”

ไป๋ม่านม่านรีบร้อนเดินเข้ามายังห้องรับรองแขกเล็กใกล้กับตึกหยกมรกต

หลิวโหย่วเฉิงไล่คนอื่นออกไปหมดแล้ว พอไป๋ม่านม่านเดินเข้ามาเขาก็ถามทันทีว่า “เจ้าพาอาอินไปที่ตึกหยกมรกตทำไม?”

ขอบตาของไป๋ม่านม่านแดงก่ำ “เยว่เอ๋อร์กินอะไรไม่ได้เลย อาเจียนมาสามวันแล้ว บ่าวไพร่บอกว่าเป็นเพราะนาง”

“เหลวไหล!” หลิวโหย่วเฉิงตวาด “อาอินกลับมาแทบไม่ได้ก้าวเท้าออกจากเรือนเสียด้วยซ้ำ นางจะเอาความสามารถที่ไหนไปทำให้เยว่เอ๋อร์อาเจียนได้ถึงสามวัน เจ้าไม่ไปตามหมอ แต่กลับรอจนถึงวันเยี่ยมบ้านเดิมของนางแล้วมาสร้างเรื่องแบบนี้ เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง?”

ไป๋ม่านม่านใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา “เยว่เอ๋อร์บอกว่ากินของผิดสำแดงเข้าไป ข้าเองก็กลัวว่าถ้าเชิญหมอมาจะเป็นเรื่องใหญ่โตจนคนนอกรู้ว่าพี่น้องในบ้านไม่ลงรอยกัน เรื่องฐานะของพวกนางก็เป็นที่น่าขบขันมากพอแล้ว”

“พ่อบุญธรรมของอาอินเป็นหมอชนบท นางยังเคยเข้าไปซื้อสมุนไพรในเมือง นางมีความรู้เรื่องยา”

ไป๋ม่านม่านกล่าวเสริม

หลิวโหย่วเฉิงโกรธจนแทบคลั่ง “แล้วอย่างไรล่ะ? หลักฐานอยู่ที่ไหน? เจ้าสืบได้แน่ชัดแล้วหรือ?”

ไป๋ม่านม่านกัดริมฝีปากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ข้าเข้าใจผิดไปเอง”

หลิวโหย่วเฉิงเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ “เจ้ากำลังทำบ้าอะไรกันแน่! ตอนอยู่ในห้องรับรองแขก เส้าส่วยก็ไม่พอใจที่เจ้าลำเอียงเข้าข้างเยว่เอ๋อร์อยู่แล้ว ออกจากห้องรับรองแขกมาเจ้ายังจะก่อเรื่องแบบนี้อีก!”

พอพูดถึงเรื่องนี้ ไป๋ม่านม่านกลับยิ่งมีท่าทีฮึดสู้ “ท่านกล้าตะคอกข้าหรือ? หลิวโหย่วเฉิง ท่านกำลังตำหนิข้าอย่างนั้นหรือ?”

หลิวโหย่วเฉิงกล่าว “หากเจ้าลองมองข้อดีของอาอินดูบ้าง เจ้าคงไม่ก่อความผิดพลาดในวันนี้”

น้ำตาของไป๋ม่านม่านไหลพราก “นางจะมีข้อดีอะไร? ข้านึกว่านางเป็นคนขี้ขลาด แต่ท่านรู้ไหมว่านางพูดกับข้าที่ตึกหยกมรกตอย่างไร?”

“นางเรียกข้าว่า ‘ท่านฮูหยินหลิว’ แถมยังบอกให้เยว่เอ๋อร์ไปหาสถานที่สงบๆ ผูกคอตายเสีย!”

“เส้าส่วยเป็นคู่หมั้นของเยว่เอ๋อร์มาสิบหกปี แต่งงานกับนางไปแค่สองวัน แม้แต่ชื่อของเยว่เอ๋อร์ก็ยังไม่อยากได้ยิน ถ้าไม่ใช่เพราะนางคอยยุแหย่แล้วจะเป็นอะไร? ต่อให้เรื่องเหล่านั้นนางไม่ได้ทำ แต่วันนี้นางพูดกับเส้าส่วยเช่นนั้น มันก็ไม่ถูกต้องอยู่ดี”

หลิวโหย่วเฉิงถาม “นั่นคือเหตุผลที่เจ้าลงมือตีนางงั้นหรือ?”

ไป๋ม่านม่านหันหน้าหนี “ข้านึกว่านางจะหลบเสียอีก ก็ตอนแรกนางออกจะอวดดีปานนั้น”

“เจ้า!” หลิวโหย่วเฉิงราวกับเพิ่งเคยรู้จักภรรยาตรงหน้าเป็นครั้งแรก และเป็นครั้งแรกที่ค้นพบว่านางมีอคติต่อหลิวซีอินลึกซึ้งถึงเพียงนี้

หลิวโหย่วเฉิงสูดหายใจเข้าลึกๆ หลับตาลงแน่นเพื่อระงับอารมณ์ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาใหม่แล้วพยายามพูดกับนางด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุด “ข้าไม่สนว่าเจ้าจะคิดอย่างไรมาก่อน แต่เจ้าจงจำไว้ อาอินคลอดออกมาจากท้องเจ้า นางกลับมาตระกูลหลิวของเราจึงได้มีชีวิตรอด นางคือภรรยาของเส้าส่วย เป็นลูกสะใภ้ใหญ่ที่ท่านต้าส่วยเลือกด้วยตัวเอง หากเจ้าไม่สามารถมอบความรักแบบแม่ลูกให้แก่นางได้ ก็จงรักษาธรรมเนียมเจ้านายและข้าราชบริพารให้ดี”

ท่านต้าส่วยเปรียบเสมือนฮ่องเต้ท้องถิ่น ข้าราชการในรัฐบาลทหารต่างเป็นข้าบริวารของเขา ต่อให้ตอนนี้จะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย แต่ทุกคนก็ยังคงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นี้อยู่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านจอมพลเยี่ยนนั้นเป็นคนเถื่อนที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยวิธีการที่ไม่สนเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น!

เยี่ยนฉางเย่แม้จะเพิ่งกลับมาจากต่างถิ่น แต่ตราบใดที่เขากลับมา เขาก็มีโอกาสเป็นท่านต้าส่วยคนต่อไป เป็นรัชทายาท

หลิวซีอินคือพระชายารัชทายาท!

หลิวโหย่วเฉิงโลดแล่นในวงการราชการมานานหลายปี เขามองสถานการณ์ในปัจจุบันได้อย่างทะลุปรุโปร่งมานานแล้ว

เขากล่าวว่า “เจ้าช่วยเหลือสนับสนุนนาง ก็เท่ากับช่วยเหลือเส้าส่วย อนาคตเราคือตระกูลฝ่ายภรรยาของท่านต้าส่วยคนใหม่ หากเจ้าไม่ช่วย แถมยังคอยฉุดรั้งขาหลังนาง วันข้างหน้าพวกเราก็จะเป็นเพียงซากศพที่ถูกทิ้งไว้บนเส้นทางก้าวสู่อำนาจของท่านต้าส่วยคนใหม่เท่านั้น”

“น้ำในเมืองนี้ขุ่นมัวไปหมดแล้ว หากเจ้ายังไม่ตื่นรู้เสียที ถึงตอนนั้นเราก็คงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าจะตายกันอย่างไร”

ตระกูลหลิวมีพันธสัญญาแต่งงานกับจวนต้าส่วย ซึ่งท่านต้าส่วยเป็นผู้กำหนดให้เป็นคู่ครองของเส้าส่วย นั่นหมายความว่าตระกูลหลิวถูกมัดตายไว้บนเรือลำเดียวกับเส้าส่วยแล้ว

หากเส้าส่วยพ่ายแพ้ ตระกูลหลิวก็ต้องตายตามไปด้วย

หากเส้าส่วยประสบความสำเร็จ ตระกูลหลิวถึงจะอยู่รอดต่อไปได้

ตระกูลหลิวมีเพียงเส้นทางนี้เส้นทางเดียวเท่านั้น

หลิวโหย่วเฉิงไม่ค่อยได้กล่าววาจาหนักแน่นถึงเพียงนี้กับไป๋ม่านม่านมาก่อน

แต่เขาไม่อาจปล่อยให้นางทำตัวเลอะเทอะโง่เขลาเช่นนี้ต่อไปได้อีกแล้ว

“ท่านนายท่าน ท่านฮูหยินเจ้าคะ” บ่าวรับใช้ร้องเรียกจากด้านนอก

หลิวโหย่วเฉิงจัดระเบียบเครื่องแบบทหารให้เรียบร้อย ก่อนเดินไปเปิดประตูห้องรับรองแขกเล็ก “มีอะไรหรือ? เส้าฮูหยินอาการดีขึ้นหรือยัง?”

บ่าวยืนห่างจากประตูสามก้าว ก้มหน้าตอบ “เส้าส่วยกล่าวว่าเส้าฮูหยินบาดเจ็บที่แขน ไม่สะดวกรับประทานอาหารที่นี่ และพอดีนายทหารฝ่ายเสนาธิการของท่านส่งคนมาตาม พวกเขาเลยกำลังจะกลับแล้วเจ้าค่ะ”

หลิวโหย่วเฉิงสูดหายใจลึกอีกครั้ง

วันเยี่ยมบ้านเดิม งานเลี้ยงฉลองการกลับเยี่ยมบ้านเดิมก็เตรียมไว้พร้อมสรรพ แต่กลับอ้างว่า “ไม่สะดวก” ใช้ แล้วจะกลับไปเสียอย่างนั้น

ดีจริงๆ

เรื่องราวในวันนี้ช่างจัดการได้ดีจริงๆ

หลิวโหย่วเฉิงเพิ่งจะเข้าใจในตอนนี้เองว่า เส้าส่วยผู้ถูก “เนรเทศ” ไปแนวหน้าถึงสิบสองปีผู้นี้ ก็มีนิสัยดื้อรั้นไม่ต่างจากพ่อของเขาเลย

หากไม่ใช่เพราะมีนิสัยดื้อรั้นเช่นนั้น แล้วจะถูกส่งตัวออกไปตั้งแต่ยังเด็กได้อย่างไร?

หลิวโหย่วเฉิงยังคงมองเห็นความจริงได้ชัดเจน และรู้ว่าวันนี้ตระกูลหลิวเป็นฝ่ายผิดเต็มๆ จึงรีบร้อนตามออกไป

แขนของหลิวซีอินเป็นเพียงรอยแดงจางๆ เท่านั้น เธอไม่ได้เรียกหมอทหารมาดู เพราะวันนี้เรือนไฉ่ลวี่ไม่ได้จุดเตาผิง หากจะให้หมอทหารมาตรวจแขนก็ต้องถอดเสื้อผ้าฤดูหนาวออก เธอรู้สึกหนาวเกินกว่าจะทำเช่นนั้น

หลิวซีอินทายาด้วยตัวเอง เธอรู้สึกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่โดนไม้ขนไก่ตีทีเดียว ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำการทดลองของเธอในอนาคต

เยี่ยนฉางเย่ต้องการจะพาเธอออกไปจากที่นี่

พอดีกับที่นายทหารฝ่ายเสนาธิการของเยี่ยนฉางเย่ส่งคนมาตาม ดูท่าทางร้อนใจมาก หลิวซีอินจึงไม่ได้ทัดทานอะไร

เธอจำได้ว่าหากเมื่อวานเยี่ยนฉางเย่ไม่มาอยู่เป็นเพื่อนเธอที่จวนต้าส่วย เขาควรจะต้องไปรับคนสำคัญที่ท่าเรือ

คนที่ว่าก็คือนายทหารฝ่ายเสนาธิการท่านนี้นี่เอง

น่าเสียดายที่ทั้งในนิยายต้นฉบับและในโลกแห่งความจริง เยี่ยนฉางเย่ก็ไม่เคยไปรับนางเลย

【ช่างเป็นพี่น้องผู้โชคร้ายเสียจริง】

หลิวซีอินประเมินเขาเช่นนั้น

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์