ตอนที่ 19
บทที่ 19 (โลกที่ 2) คุณหนูอันดับหนึ่ง
“เกิดอะไรขึ้น?” ในขณะนั้น เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมา
ทุกคนหันไปมองตามเสียง เห็นเพียงคุณชายหลายคนเดินตรงมา คนที่นำอยู่สวมเสื้อคลุมลายมังกรสีดำทอง มวยผมประดับมงกุฎหยก ใบหน้าใสกระจ่าง
“องค์ชายสาม!” มีคนจำได้ทันทีว่าเขาคือองค์ชายสามผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ สีหน้าของคนพูดเปลี่ยนไป
องค์ชายสามมักแสดงท่าทีสนใจในตัวเย่เส้าฮัว คุณหนูอันดับหนึ่ง เรื่องนี้มิใช่ความลับ และฉากนี้ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่
คู่หมั้นที่ถูกองค์ชายสามทอดทิ้ง กลับมาเหยียบย่ำคุณหนูอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงในงานเลี้ยงวันเกิดท่านอ๋อง
ดูเหมือนว่าคุณหนูรองจากจวนแม่ทัพไป๋จะมิใช่คนโง่งมไร้ชื่อเสียงเช่นคำเล่าลือ แม้ไม่คาดคิดว่าจะเป็นจริง แต่นางที่เป็นลูกสาวของแม่ทัพผู้ดุร้ายกลับมีความสามารถเช่นนี้
องค์ชายสามที่เคยเห็นว่าหมั้นหมายกับไป๋เจินเจินไม่ได้เรื่อง และถึงขั้นเลิกหมั้นกลางสาธารณะ คงไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เห็นนี้หรือ?
“ผู้คนมีสุขมีทุกข์ ราชวงค์ยังมีขึ้นและลง…” องค์ชายสามรับฟังการเล่าเหตุการณ์จากคุณชายคนหนึ่งข้างกาย พลางมองไปที่ไป๋เจินเจินอย่างตะลึง “นี่เจ้ารึที่แต่ง?”
เมื่อได้มองอีกครั้ง เขากลับพบว่าคู่หมั้นที่ตนเคยไม่สนใจดูจริงจังนัก งดงามไร้ที่ติ
แม้เมื่อเทียบกับเย่เส้าฮัว นางที่งดงามที่สุดอาจจะยังด้อยกว่าอยู่ แต่ก็ไม่เป็นรองใคร
เมื่อถูกถามโดยองค์ชายสาม ไป๋เจินเจินภายในมิได้มีความรู้สึกใด เธอจำได้ดีว่า เหตุที่ร่างนี้ต้องตายก็เพราะเขาทิ้งเธอไปช่วยเย่เส้าฮัวบนลานขี่ม้า ไม่สนใจคู่หมั้นเช่นเธอ ทำให้ไป๋เจินเจินร่างเดิมตกม้าตาย
หากเป็นไป๋เจินเจินก่อนจะทะลุมิติมา เธออาจจะตื่นเต้นที่องค์ชายสามมองมาที่ตน แต่เธอไม่ใช่ เธอมาจากยุคสมัยที่ทุกคนเท่าเทียมกัน เธอเคยใช้ชีวิตในโลกที่สิทธิ์เสรีไม่มีให้ใครเหนือกว่า จึงไม่มีวันกลัวอำนาจราชวงค์
“หม่อมฉันเป็นคนเขียนเอง ท่านจะมาช่วยคุณหนูเย่ระบายความอึดอัดหรือ?” ไป๋เจินเจินมององค์ชายสามอย่างไม่ใส่ใจ
แม้เธอจะยอมรับว่าองค์ชายสามรูปงาม แต่เธอเคยเห็นหน้าดารามานับไม่ถ้วนในยุคปัจจุบัน ใบหน้านี้ไม่ได้ดึงดูดใจเธอเท่าไร
คิดได้เช่นนี้ เธอก็เหลือบมองเย่เส้าฮัวที่ก้มหน้าไม่พูด คิดว่านางคงจะหวาดกลัว จึงแค่นหัวเราะอย่างเย้ยหยัน คนยุคโบราณนี่ช่างน่าเบื่อเสียจริง เธอยังมีบทกวีราชวงศ์ถังและซ่งอีกมากมายที่ยังไม่ได้ร่ายออกมา
คุณหนูอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงงั้นหรือ? ข้าจะทำให้เจ้ากลัวจนไม่กล้าสัมผัสบทกวีอีกเลย!
“คุณหนูเย่ เจ้าไม่ต้องกังวล ข้ามิได้สนใจในองค์ชายสามนักหรอก ข้าต้องการคนที่อยู่เคียงกันตลอดไป เค้ามอบสิ่งนั้นให้ข้าไม่ได้” ไป๋เจินเจินยืนกอดอกพูดอย่างไม่สนใจว่า “เรากลับมาที่เรื่องเดิม เจ้ากล้าดวลหมากรุกกับข้าหรือไม่?”
แม้ร่างเดิมจะถูกลบหลู่ แต่แผนการของไป๋เจินเจินนั้นง่ายมาก เย่เส้าฮัวไม่เคยหยุดอ้างตนว่าเป็นคุณหนูอันดับหนึ่งหรือ?
เธอจึงจะเหยียบย่ำนางในด้านที่นางภูมิใจที่สุด ทำให้คุณหนูอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงคนนี้ต้องตั้งคำถามกับตนเอง!
ไม่รู้เลยว่า คำพูดของไป๋เจินเจินทำให้ผู้คนรอบตัวต้องประหลาดใจ ไม่มีใครคิดว่านางจะพูดถึง "คนคู่เดียวตลอดชีวิต" ได้เช่นนี้
แม้ในยุคสมมตินี้จะเปิดกว้างกับสตรีอย่างมาก มีแม้กระทั่งขุนนางหญิง แต่เรื่องคู่ชีวิตคนเดียวสำหรับเชื้อพระวงศ์และชนชั้นสูงกลับแทบไม่มี
แม้แต่องค์ชายสามที่ไม่ชอบนางนัก ยังอดมองไป๋เจินเจินด้วยแววตาแปลกไปไม่ได้
ขณะนั้นเย่เส้าฮัวเงยหน้าขึ้น ถอนหายใจ “คุณหนูไป๋ถึงกับซ่อนฝีมือเช่นนี้ อายุเพียงเท่านี้กลับสามารถร่ายบทกวีอันยิ่งใหญ่ได้ ข้า เย่เส้าฮัว มิอาจเทียบได้ หากจะขอให้เจ้าช่วยชี้แนะหมากรุก ข้านับว่าเป็นเกียรติยิ่งนัก”
เมื่อเย่เส้าฮัวพูดเช่นนี้ คนบางคนในงานก็มองไปที่ไป๋เจินเจินด้วยสายตาสงสัย เพราะในช่วงหลายปีมานี้แคว้นไร้สงคราม ตระกูลไป๋จากจวนแม่ทัพก็ค่อนข้างสงบสุข ไม่ค่อยออกจากเมืองหลวง ดังนั้น…ไป๋เจินเจินผู้นี้มาแต่งบทกวีที่ลึกซึ้งเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?
แต่ผู้คนก็เพียงแต่สงสัยชั่วขณะเท่านั้น มิได้ครุ่นคิดมากไปกว่านั้น เพราะผลงานอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ปุถุชนทั่วไปย่อมไม่กล้ารับสมอ้างเป็นของตน
“เหตุใดเจ้าถึงได้ตอบตกลงง่ายดายเช่นนี้?” เย่เส้าฮัวพึ่งกล่าวจบ ชายรูปร่างสูงสง่าผู้หนึ่งก็ปรากฏกายเบื้องหลัง เขาสวมเสื้อคลุมสีฟ้าน้ำแข็ง คาดหยกโบราณไว้ที่เอว
เย่เส้าฮัวจ้องมองชายที่ปรากฏตัวขึ้นโดยมิได้คาดคิด คิดอยู่ครู่จึงนึกออกว่าเขาเป็นใคร “ท่านพี่?”
เย่ไหว่จิ่นค่อยๆ พยักหน้า เขาก้มลงกล่าวเบาๆ “ไป๋เจินเจินผู้นี้เมื่อคืนเพิ่งถวาย ซุนจื่อ ต่อองค์ฮ่องเต้ หนังสือนั้นนางเป็นผู้เขียนเอง ในเมื่อกระดานหมากก็เปรียบเสมือนสนามรบ ความสามารถในการเล่นหมากของนางย่อมสูงส่ง ครั้งนี้เห็นชัดว่านางหมายจะเอาชนะเจ้าโดยเฉพาะ ข้าได้ยินบิดาว่า เหล่าขุนนางในราชสำนักได้เร่งพิจารณาหนังสือนั้นทั้งคืน แม้แต่องครักษ์และขุนนางผู้เฝ้าหน้าห้องทรางอักษรก็ถึงกับตื่นตะลึง ทำเป็นป่วยเสียเถอะ ข้าจะพากลับไปยังจวน”
ไป๋เจินเจินกลับดูเหมือนจะรู้ว่าเย่ไหว่จิ่นกำลังพูดถึงอะไร แววตาแฝงด้วยความดูแคลน “คุณหนูเย่ เจ้ายังกล้าไม่พอหรือ?”
คำพูดนี้ฟังดูท้าทาย แต่เย่ไหว่จิ่นกลับมิได้กังวลอันใด เขารู้ดีว่าน้องสาวของเขาเป็นคนมีเหตุผล คำท้าทายตื้นเขินเช่นนี้นางย่อมฟังออก
แต่ในวินาทีต่อมา เขากลับได้ยินคำตอบเรียบนิ่งจากข้างหู “ข้ากล้า”
เย่ไหว่จิ่นชะงักไปครู่หนึ่ง
เป็นหนุ่มสาวจริงๆ ไป๋เจินเจินจ้องมองเย่เส้าฮัวอย่างลึกซึ้ง เดิมนางคิดว่าคุณหนูอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงผู้นี้ยากจะจัดการได้ แต่บัดนี้เห็นชัดว่า สตรีในยุคโบราณยังคงโง่เขลาเพียงนี้
ไป๋เจินเจินในฐานะผู้ทะลุมิติมา นางไม่คิดอยากมีชีวิตอยู่เหมือนสตรีไร้จุดหมายเหล่านั้น ก้าวแรกของนาง คือจะเหยียบย่ำเย่เส้าฮัวให้จมดิน
จากนั้นจะเขียนกวี บทกลอน และตำราอันมีประโยชน์ที่นางยังจำได้ออกมาให้หมด เกรงว่าจะลืมไป อีกทั้งจะสร้างแคว้นการค้าจนราชวงศ์ไม่กล้าดูแคลน
ไป๋เจินเจินในตอนนี้คือผู้ทะลุมิติมา นางเคยดูละครย้อนยุคมามากมาย ย่อมรู้ดีว่าจะสร้างความร่ำรวยในยุคโบราณได้อย่างไร
สำหรับคนในยุคโบราณเหล่านี้… สมองของพวกเขาจะเปรียบได้กับภูมิปัญญาห้าพันปีเชียวหรือ? ประวัติศาสตร์ที่นี่พัฒนาแม้แต่วุย จิ้นใต้เหนือยังเทียบมิได้ หากนางเสนอแผนนโยบายจากประวัติศาสตร์ขึ้นมา ช่วยให้ยุคนี้ก้าวหน้าไปได้อีกไกล
ไป๋เจินเจิน เจ้าวางใจเถิด ข้าจะทำให้ผู้ที่เคยมองเจ้าอย่างดูแคลนต้องเงยหน้าชมเจ้า!
ให้องค์ชายสามผู้ละทิ้งเจ้ารู้สึกเสียใจไปตลอด!
นางคิดดังนี้ ไป๋เจินเจินก็นั่งลงตรงโต๊ะหมากรุกที่จัดเตรียมไว้แล้ว มองเย่เส้าฮัวที่นั่งอยู่ตรงข้าม พร้อมเผยรอยยิ้มผ่อนคลายเล็กน้อย “คุณหนูเย่ เริ่มได้แล้ว”
วันนี้นางจะใช้เย่เส้าฮัวเป็นเหยื่อ ให้คนในเมืองหลวงได้เห็นถึงความเฉิดฉายของไป๋เจินเจิน
นางในยุคปัจจุบันเป็นผู้ฝึกเล่นหมากรุก วัฒนธรรมที่สืบต่อมากว่าห้าพันปีได้สั่งสมหมากรุกมากมายนับไม่ถ้วน ยังไม่นับว่าตัวนางเป็นนักเล่นหมากรุกผู้หนึ่งด้วย นางมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดในยุคนี้จะมีตำราหมากรุกในสมองมากเท่านาง
นางจะให้ทุกคนได้รู้ว่า คุณหนูอันดับหนึ่งอันดับหนึ่งของเมืองหลวงผู้นี้ ไม่ว่าจะในด้านใด ก็มีแต่จะเงยหน้าแค่นางไป๋เจินเจินเท่านั้น