ตอนที่ 100
บทที่ 100 กิ่งอ้อข้ามแม่น้ำ เหินเดินวารี
บทที่ 100 กิ่งอ้อข้ามแม่น้ำ เหินเดินวารี
เมื่อเดินออกจากห้อง เฉินเส้าจวินยังไม่ทันได้ผ่อนคลาย หญิงชราหน้าด่างผู้นั้นก็ก้าวเข้ามาใกล้ในระยะประชิดแล้ว
นอกจากนี้ยังมีอสูรจิ้งจอกที่แสดงสีหน้าระแวดระวังอยู่เช่นกัน
เฉินเส้าจวินไม่กล้าชักช้า รีบเบี่ยงกายหลบอย่างระมัดระวัง กระทั่งดวงตายังไม่กล้าสบกับพวกนาง เขาค่อยๆ วูบผ่านข้างกายของคนทั้งสองไปอย่างช้าๆ
แม้ในวินาทีนี้ เขาจะมั่นใจว่าหากลงมือ ย่อมสามารถสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้แก่หนึ่งในสองคนนี้ได้อย่างแน่นอน แต่เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวายตามมา เขาจึงไม่ได้วู่วามลงมือ
หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว...
เมื่อเว้นระยะห่างจากตัวตนทั้งสองที่มีพละกำลังเหนือกว่าเขาหนึ่งขั้นได้แล้ว เฉินเส้าจวินจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลงบ้าง
หากแต่ในใจเขายังคงรักษาความระแวดระวังและความกังวลไว้เสมอ
นั่นเพราะอานุภาพของยันต์อาคมย่อมมีขีดจำกัด
พลังวิญญาณในยันต์ล่องหนแผ่นหนึ่ง อย่างมากที่สุดคงสภาพได้เพียงสิบลมหายใจเท่านั้น
และในตอนนี้ เวลาได้ผ่านพ้นไปแล้วเจ็ดลมหายใจ
เวลาที่เหลืออยู่มีไม่มาก
อีกทั้งในเวลานี้ เมื่อหาตัวเฉินเส้าจวินในห้องไม่พบ หลิวอวี้หวนพลันระเบิดโทสะออกมา นางกวัดแกว่งกระบี่คมกริบทำลายข้าวของในห้องนั้นจนพินาศย่อยยับ
แปดลมหายใจ เก้าลมหายใจ สิบลมหายใจ...
ร่างของเฉินเส้าจวิน เพิ่งจะเดินมาถึงบริเวณเวทีสูงบนชั้นสองของเรือสำราญจันทรากระจ่างพอดี
ในวินาทีนี้ สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยรอยแตกพังพินาศ คราบเลือดเปรอะเปื้อนไปทั่ว เศษซากศพและอวัยวะที่ขาดสะบั้นนอนระเกะระกะอยู่รอบด้าน กระนั้นยังมีผู้ที่บาดเจ็บแต่ยังไม่สิ้นใจส่งเสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดออกมา
เหล่านักยุทธ์ชุดแดงในเวลานี้กำลังควบคุมตัวเหล่าแขกเหรื่อมายังห้องโถงแห่งนี้
และท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย ร่างของเฉินเส้าจวินพลันปรากฏตัว
"แย่แล้ว!"
เฉินเส้าจวินใจดิ่งวูบ ในพริบตาที่ร่างปรากฏออกมา ปราณแท้ในร่างกายพลันพุ่งพล่าน ร่างกายประดุจเงามายาพุ่งทะยานออกไปทันที
เพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก เขาก็พุ่งมาถึงประตูชั้นสอง
นักยุทธ์ชุดแดงสองนายหมายจะขวางทาง ทว่าเฉินเส้าจวินกลับถือไม้บรรทัดตัดพิฆาตไว้ในมือเตรียมพร้อมก่อนแล้ว เห็นเพียงแสงกระบี่วูบผ่าน ลำคอของทั้งสองพลันมีเลือดพุ่งกระฉูดออกมาทันที
ภายใต้สภาวะจิตกระบี่กระจ่างแจ้ง วิชาฝีมือกระบี่ของเฉินเส้าจวินบรรลุถึงขั้นสูงส่งถึงขีดสุดแล้วจริงๆ
ต่อให้ไม้บรรทัดตัดพิฆาตจะไม่นับเป็นกระบี่วิเศษ หากแต่เมื่อเขาใช้ออกด้วยทักษะวิชากระบี่ ย่อมไร้ผู้ต่อต้าน
นักยุทธ์พรรคร้อยอาภรณ์ทั้งสองสิ้นใจตายในพริบตา
"ขวัญกล้านัก!"
เสียงตะคอกดุจสายฟ้าฟาดดังขึ้น จั่วปู้ฝานดาบเงินเลือดเย็นที่กำลังจัดระเบียบสนามรบอยู่ไกลๆ รีบเงื้อดาบพุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว
แม้ผ่านศึกก่อนหน้านี้มาจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซีกซ้ายของร่างกายมีรอยเลือดเป็นทางยาว แต่สง่าราศียังคงน่าสะพรึงกลัวอยู่ดี
ในระยะที่ไกลออกไป เฉินเส้าจวินยังเห็นร่างของนักถอดสมบัติหวังซินหยวน ส่วนผู้ดูแลจางนั้น หากเขาดูไม่ผิด ร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกลจากหวังซินหยวน น่าจะเป็นศพของอีกฝ่ายนั่นเอง
เห็นชัดว่าความสูญเสียของพวกมันก็ไม่ใช่น้อยเลย
ความคิดวูบไหวในใจ ร่างของเฉินเส้าจวินประดุจศรที่หลุดจากแล่ง ทะยานออกจากชั้นสองของเรือสำราญจันทรากระจ่างโดยตรง เท้าเหยียบย่ำความว่างเปล่าประดุจเหินเดินอากาศ พุ่งทะยานไปไกลเจ็ดแปดจั้ง ก่อนจะทิ้งตัวลงสู่ผิวน้ำเบื้องล่าง
วินาทีนี้ เฉินเส้าจวินตัดสินใจกระโดดเรือ
หากไม่โดดคงไม่ได้แล้วจริงๆ
ทั่วทั้งเรือสำราญจันทรากระจ่างล้วนเป็นคนของพรรคร้อยอาภรณ์ หากรั้งอยู่ต่อไป เขาคงหนีไม่พ้นความตายแน่นอน
ในวินาทีที่กระโดดลงจากเรือ ในสมองของเฉินเส้าจวินพลันปรากฏวิธีการร่ายวิชาเหินวารีขึ้นมา
เพียงชั่วพริบตา เขาเพ่งพิจารณาโครงสร้างอักขระยันต์ของวิชาอาคมนี้จนสำเร็จ ในขณะที่พลังเวทในร่างกายสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เขาก็เหยียบลงบนผิวน้ำได้ทันท่วงที
หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว...
ไร้ซึ่งการหยุดชะงักแม้เพียงนิด เขาเริ่มวิ่งไปบนผิวน้ำโดยตรง
วิชาเหินวารี คือหนึ่งในเจ็ดสิบสองวิชาอาคมแห่งปฐพี ทันทีที่ร่ายออกมา ย่อมทำให้เขาสามารถเดินบนผิวน้ำได้อย่างอิสระ ข้ามน้ำข้ามทะเล เดินบนแม่น้ำได้ดั่งใจนึก
ขอเพียงพลังเวทเปี่ยมล้น ต่อให้เขาจะวิ่งเล่นบนผิวน้ำอย่างอิสระ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะจมลงไปในน้ำจนเสื้อผ้าเปียกโชก
ดังนั้น ในวินาทีนี้ เหล่านักยุทธ์พรรคร้อยอาภรณ์บนเรือสำราญจันทรากระจ่าง รวมถึงพวกสวี่เจิ้งเฉิงบนเรือทางการที่ยังไม่ทันได้แล่นจากไปไกล ต่างก็ได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
พวกเขากลับได้เห็นกับตาตนเอง ว่ามีคนสามารถก้าวเดินบนผิวน้ำได้อย่างสง่างาม
"กิ่งอ้อข้ามแม่น้ำ เหินเดินวารี
คนผู้นี้ หรือจะเป็นปรมาจารย์ขอบเขตก่อนกำเนิด?"
สีหน้าของจั่วปู้ฝานเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ในใจบังเกิดความหนาวเหน็บอย่างลึกซึ้ง
ต่อให้เขาจะมั่นใจว่าตนเองมีวิชาฝีมืออยู่บ้าง ลงมือโหดเหี้ยมไร้ความปรานี ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่แข็งแกร่งกว่าตนมหาศาล ในส่วนลึกของหัวใจย่อมหลงเหลือความยำเกรงไว้เสมอ
ดังคำกล่าวที่ว่า ปรมาจารย์มิอาจลบหลู่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ขอบเขตก่อนกำเนิด ในยามที่เขากำลังเข่นฆ่าสังหาร แต่อีกฝ่ายกลับเลือกที่จะหลีกเลี่ยงและจากไป ในสายตาของเขา นั่นนับเป็นโชคดีมหาศาลแล้ว
หากไปเจอพวกอารมณ์ร้อนเข้า ในเวลานี้เขาคาดว่าคงกลายเป็นศพไปแล้วล่ะ
"ก้าวเดินกลางเวหา เหินเดินบนคลื่น
นี่คือปรมาจารย์ขอบเขตก่อนกำเนิดท่านใดกันนะ?"
สวี่เจิ้งเฉิงเองก็ได้รับบาดเจ็บ แต่ในยามนี้ที่ยืนอยู่บนหัวเรือ มองดูภาพเบื้องหน้า เขาอดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา
"อีกทั้งยังไม่ใช่ขอบเขตก่อนกำเนิดธรรมดาด้วยนะ ท่านดูสิเขาก้าวเดินบนน้ำ ทว่าระลอกคลื่นไม่มีเลยแม้แต่น้อย ทุกก้าวที่เหยียบลงไป พื้นรองเท้าจมลงน้ำไม่ถึงครึ่งชุ่น กระทั่งหน้ารองเท้ายังไม่เปียกชื้น หากไม่ได้ฝึกฝนในขอบเขตก่อนกำเนิดมานานหลายปี คนผู้นั้นจะไปมีความสามารถเช่นนี้ได้อย่างไร?"
ที่อยู่ข้างกายเขา คือสหายเก่าที่เขาเอ่ยถึง ยอดฝีมือวัยกลางคนที่เคยร่วมอภิรมย์กับอสูรจิ้งจอกมานั่นเอง
"เป็นน้องชายผู้นั้นรึ? เขาคือปรมาจารย์ขอบเขตก่อนกำเนิด?"
เมื่อเฉินเส้าจวินก้าวเดินเข้ามาใกล้ ในเวลานี้สวี่เจิ้งเฉิงก็จำอีกฝ่ายได้ แท้จริงแล้วคือบุรุษหนุ่มในรูปลักษณ์จอมยุทธ์พเนจรที่นั่งอยู่ข้างกายเขาเมื่อครู่นั่นเอง เมื่อนึกถึงที่อีกฝ่ายเอ่ยชมตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่าองอาจกำยำ ในเวลานี้เขากลับรู้สึกละอายใจบอกไม่ถูก
ต่อหน้าปรมาจารย์ขอบเขตก่อนกำเนิดเช่นนี้ ตนเองมีดีอันใด ถึงจะคู่ควรกับคำชมนั้นได้เล่า?
แม้ในใจจะอดตำหนิไม่ได้ ว่าเหตุใดก่อนหน้านี้บนเรือสำราญ ถึงไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือพวกตน
หากมียอดฝีมือขอบเขตก่อนกำเนิดคอยช่วยเหลือ คาดว่าฝ่ายที่ได้รับชัยชนะย่อมต้องเป็นพวกตนแน่นอน เหตุใดถึงต้องมาตกอยู่ในสภาพอเนจอนาถเช่นนี้?
"เจ้ารู้จักอาวุโสท่านนี้หรือ? งั้นก็รีบเชิญอาวุโสท่านนี้ขึ้นเรือเร็วเข้า"
ยอดฝีมือวัยกลางคนที่อยู่ด้านข้างรีบเอ่ยเตือน ในใจบังเกิดความยินดีเหนือความคาดหมาย
หากมียอดฝีมือขอบเขตก่อนกำเนิดท่านนี้คอยช่วยเหลือ พวกเขาย่อมสามารถรุกต่อ เพื่อลงมือสยบกลุ่มนักยุทธ์พรรคร้อยอาภรณ์และอสูรจิ้งจอกบนเรือลำนั้นให้สิ้นซากได้อีกครั้ง
"ท่านอาวุโส โปรดขึ้นเรือมาสนทนากันก่อนเถิดขอรับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น สวี่เจิ้งเฉิงก็ได้สติ รีบแผดเสียงตะโกนเรียกซ้ำๆ
ส่วนบนเรือสำราญจันทรากระจ่าง เจ้าของเรือหลิวอวี้หวน หญิงชราหน้าด่าง และอสูรจิ้งจอกหมิงเยว่ในเวลานี้ต่างมายืนอยู่ที่หัวเรือ พวกนางเบิกตากว้างจ้องมองเฉินเส้าจวินที่ก้าวเดินบนน้ำประดุจเซียนจุติลงมายังโลกมนุษย์ แต่ละคนต่างไร้ซึ่งสุ้มเสียง บนใบหน้าล้วนฉายแววไม่อยากจะเชื่อออกมา
"คนผู้นั้น เป็นยอดฝีมือขอบเขตก่อนกำเนิดจริงๆ หรือ?
เช่นนั้นเหตุใด เหตุใด..."
บนใบหน้าของหลิวอวี้หวน พลันปรากฏสีหน้าโชคดีออกมาในไม่ช้า
ยังดี ยังดีที่อาวุโสท่านนี้ไม่ได้คิดจะลงมือ มิเช่นนั้นด้วยพละกำลังของอีกฝ่าย พวกนางจะไปมีชีวิตรอดได้อย่างไร ถูกต้องไหม?
ระหว่างขอบเขตก่อนกำเนิดและขอบเขตทะเลปราณนั้น เรียกได้ว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน อย่าเห็นว่านางมีพละกำลังระดับขอบเขตทะเลปราณขั้นที่เก้า ทว่าต่อให้รวมตัวนางสิบคนเข้าด้วยกัน ก็ย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของนักยุทธ์ขอบเขตก่อนกำเนิด!
แน่นอนว่า หากนางรู้ว่าสถานที่เก็บซ่อนสมบัติลับของตน บัดนี้ถูกกวาดจนสะอาดเอี่ยมแล้วล่ะก็… สีหน้าของนางคาดว่าคงw,jใช่เพียงแค่ความรู้สึกโชคดีหรอกนะ
"ยังดีที่เขาไม่ได้ลงมือ มิเช่นนั้นพวกเราคงพบจุดจบที่เลวร้ายแน่นอน"
หญิงชราหน้าด่างเอ่ยตามมาด้วยท่าทางลอบถอนหายใจยาว
ในเวลานี้ พวกนางกลับเริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดพวกนางถึงล้อมอีกฝ่ายไว้ในห้องได้ แต่กลับหาตัวไม่พบ
ด้วยพละกำลังระดับขอบเขตก่อนกำเนิดขึ้นไปของอาวุโสท่านนี้ หากคิดจะหลบเลี่ยงการแกะรอยของพวกนาง ไม่ใช่เรื่องง่ายดายยิ่งนักหรือ?
จะมีเพียงอสูรจิ้งจอกหมิงเยว่เท่านั้น ที่ดวงตาอันยั่วยวนคู่นั้นฉายแววสงสัยออกมาวูบหนึ่ง นางรู้สึกเสมอว่าอาวุโสที่เหินเดินวารีเบื้องหน้านี้ ดูจะแตกต่างจากยอดฝีมือขอบเขตก่อนกำเนิดคนอื่นที่นางเคยพบเจออยู่บ้าง
เพียงแต่แตกต่างตรงที่ใดนั้น นางเองก็บอกไม่ถูกเช่นกัน
"วิชาเหินวารีนี้ สมกับที่เป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองวิชาอาคมแห่งปฐพีจริงๆ หลังจากร่ายออกมา พลังเวทที่ใช้คงสภาพกลับน้อยกว่าที่ข้าจินตนาการไว้มากนัก
ในเวลานี้ ข้ายังสามารถใช้วิชาตัวเบาควบคู่กันไป เพื่อเพิ่มความเร็วให้ดียิ่งขึ้นได้อีกด้วย"
หลังจากพุ่งลงสู่ผิวน้ำ เฉินเส้าจวินรีบร่ายวิชาเหินวารีเป็นอันดับแรก ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์ของวิชาอาคมนี้ทันที
เพียงขยับความคิด เขาใช้ออกด้วยวรยุทธ์วิชาตัวเบา วิชาห่านป่าทองคำ ควบคู่กันไป
ภายใต้กายเคลื่อนตามใจ ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวล้วนแฝงไว้ด้วยความพริ้วไหวและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น
ทุกก้าวที่เหยียบลงไป ราวกับการเดินเล่นในสวนหลังบ้านที่ผ่อนคลาย เต็มไปด้วยความคล่องแคล่วว่องไว
ส่วนเสียงตะโกนเรียกของสวี่เจิ้งเฉิงบนเรือทางการนั้น เขาหาได้สนใจไม่
ในเวลานี้ เขาเพียงคิดอยากจะรีบกลับถึงบ้านเพื่อตรวจนับของรางวัลที่ได้รับมา และไม่อยากจะเผชิญหน้ากับกลุ่มคนแปลกๆ เหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว
เพียงแค่ประสบการณ์บนเรือสำราญครั้งเดียว ก็ต้องพบเจอกับเรื่องยุ่งยากมากมายเพียงนี้ หากต้องไปปรากฏตัวต่อหน้าคนของทางการจริงๆ คาดว่าเรื่องเดือดร้อนคงพุ่งเข้าใส่เขาประดุจคลื่นซัดเป็นแน่แท้
ในยามนี้ สิ่งเดียวที่เขาโชคดีคือตนเองยังคงสภาพวิชาแปลงโฉมไว้ตลอดเวลา ย่อมไม่มีใครสามารถล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาได้
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงทำได้เพียงจ้องมองเฉินเส้าจวินก้าวเดินบนผิวน้ำแม่น้ำสายใหญ่ ห่างออกไปเรื่อยๆ จนลับสายตา
ท่วงท่าที่สง่างามและพริ้วไหวนั้น ทำให้ในใจของทุกคนต่างบังเกิดความเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
...
ยามที่เฉินเส้าจวินมาปรากฏตัวที่ริมฝั่ง ท้องฟ้าเริ่มสว่างรำไรแล้ว ผู้คนที่ตื่นเช้าบางส่วนเริ่มออกมาทำงานกันบ้างแล้ว
ยังดีที่ไม่มีใครสังเกตเห็นร่องรอยยามที่เขาเหินเดินวารีมาถึงฝั่ง
สิ่งเดียวที่ทำให้เขาจนปัญญาอยู่บ้าง คือจุดที่เขาขึ้นฝั่งนั้นอยู่ห่างจากถนนซานสุ่ยพอสมควร ดังนั้นกว่าจะกลับถึงที่พัก ท้องฟ้าก็สว่างโร่ไปเสียแล้ว
เขาไม่มีเวลาจะมานอนพักผ่อน เฉินเส้าจวินปิดประตูห้องลงอย่างแน่นหนา จากนั้นจึงส่งจิตเข้าสู่แหวนมิติ นำของที่ได้จากการเก็บเกี่ยวในครั้งนี้ออกมาทั้งหมด
ทั้งสมบัติจากหีบทั้งสิบใบ และอาวุธสามชิ้นที่เพิ่งรับมาจากมือหวังซินหยวนซึ่งยังไม่มีเวลาประเมิน
สิ่งของละลานตา แสงแห่งสมบัติฉายประกายเจิดจ้า
ภาพเหตุการณ์ภายในห้อง ต่อให้เฉินเส้าจวินจะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว เขาก็ยังใจสั่นระรัวด้วยความตื่นเต้นอย่างที่สุด
อันดับแรก เขาเริ่มทำการตรวจนับเงินทอง
หีบเงินหนึ่งใบ หีบทองหนึ่งใบ และยังมีตั๋วเงินอีกจำนวนหนึ่ง
สรุปยอดสุดท้าย มีทองคำหนึ่งพันแปดร้อยตำลึง และเงินสดอีกสามหมื่นห้าพันตำลึง
"หากคำนวณตามอัตราทองคำหนึ่งตำลึงเท่ากับเงินสิบตำลึง ลำพังแค่เงินทองที่ได้มาในครั้งนี้ ก็มีมูลค่ารวมถึงห้าหมื่นสามพันตำลึงเชียวรึ?"
เฉินเส้าจวินคำนวณในใจเงียบๆ ไม่นานก็ได้คำตอบออกมา