ตอนที่ 343
บทสรุปแห่งความสำเร็จ
เก้าโมงเช้าวันที่ 8 มิถุนายน การสอบรวมวิชาสายวิทย์-ศิลป์ เริ่มต้นขึ้นตรงเวลา
นี่คือการวิ่งมาราธอนแห่งความอดทนและความรู้ นักเรียนสายวิทย์ต้องควบคุมแรงในวิชาฟิสิกส์ การเปลี่ยนแปลงในวิชาเคมี และความละเอียดอ่อนในวิชาชีววิทยาภายในสองชั่วโมงครึ่ง ส่วนนักเรียนสายศิลป์ก็ต้องเดินทางข้ามผ่านสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ วัดภูผาแห่งภูมิศาสตร์ และวิเคราะห์เหตุผลแห่งการเมืองภายในเวลาเดียวกัน
คะแนนเต็ม 300 ใครคว้าไปได้มากกว่าก็คือผู้ชนะ การสอบรวมวิชาไม่เพียงวัดแค่ความรู้ แต่ยังวัดที่กลยุทธ์ด้วย จะจัดสรรเวลาอย่างไรระหว่างสามวิชา จะสลับโหมดความคิดให้รวดเร็วได้อย่างไร นี่ถือเป็นการท้าทายขีดจำกัดของสมองมนุษย์อย่างแท้จริง
รูปแบบการจัดหน้าข้อสอบรวมวิชาวิทยาศาสตร์มักมีหลักการเฉพาะ ปกติมักจะเอาชีววิทยาขึ้นก่อน เคมีไว้ตรงกลาง และฟิสิกส์ปิดท้ายเป็นโจทย์ข้อปราบเซียน แต่ลำดับนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเหมาะกับทุกคนเสมอไป
กลยุทธ์ของจ้าวหมิ่นคือ ชีววิทยานำหน้า เคมีตามติด และฟิสิกส์ไว้เก็บคะแนน
เพราะชีววิทยาและเคมีมีเนื้อหาที่ต้องอาศัยทั้งความจำและการอนุมาน จึงต้องรีบจัดการตอนที่สมองยังตื่นตัวที่สุด ส่วนโจทย์ข้อปราบเซียนของฟิสิกส์มักต้องใช้การคำนวณเชิงตรรกะที่ลึกซึ้ง หากดำดิ่งลงไปแล้วอาจถอนตัวยาก จึงต้องเก็บไว้ทำสุดท้าย ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น
เธอเปิดข้อสอบ ข้อสอบปรนัยวิชาชีววิทยาข้อแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับการหายใจระดับเซลล์
โจทย์ให้กราฟการทดลองที่ซับซ้อนมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวแปรหลายอย่าง เช่น ไมโทคอนเดรีย ATP และการทำงานของเอนไซม์ นักเรียนทั่วไปเห็นกราฟแบบนี้อาจจะงงจนสมองตื้อ แต่จ้าวหมิ่นกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
เพราะมันทำให้เธอนึกถึงคืนนั้นที่เธอไปออกค่ายอาสาและต้องดูแลคุณย่าของหลานหลานตอนป่วย
ตอนนั้นเธอไม่มีเครื่องมือที่แม่นยำ ทำได้เพียงสังเกตอาการและสอบถามประวัติเพื่อวิเคราะห์สาเหตุของโรค กระบวนการคิดที่ต้องค้นหาตรรกะสำคัญท่ามกลางปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนและวุ่นวายนั้น เหมือนกับการทำโจทย์ข้อนี้ไม่มีผิดเพี้ยน
“ไม่ว่าตัวแปรจะมีกี่อย่าง หัวใจสำคัญก็คือการให้พลังงานเสมอ” จ้าวหมิ่นพึมพำในใจ “เหมือนกับการรักษาโรค ไม่ว่าอาการจะเปลี่ยนไปอย่างไร ต้นตอของโรคก็ยังคงอยู่ที่เดิม”
เธอระบุข้อมูลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว ตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ออก และเลือกคำตอบที่ถูกต้อง
ในส่วนของวิชาเคมีต่อมา เป็นโจทย์ใหญ่ที่เกี่ยวกับกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม
โจทย์อธิบายถึงกระบวนการเตรียมวัสดุโลหะผสมชนิดใหม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยารีดอกซ์ สมดุลการละลายของตะกอน และการกำจัดสิ่งเจือปนของไอออนต่างๆ
ความยากของโจทย์ข้อนี้อยู่ที่ปริมาณข้อมูลมหาศาลที่ให้มา แถมยังเต็มไปด้วยสูตรเคมีที่ไม่คุ้นเคย
แต่จ้าวหมิ่นไม่ตื่นตระหนก เธอนึกถึง “กลุ่มวิจัยเคมีเครื่องสำอาง” ของหลิวเชี่ยนขึ้นมาได้
ตอนนั้น เพื่อที่จะทำความเข้าใจส่วนประกอบของเซรั่มขวดหนึ่ง พวกเธอต้องกัดฟันอ่านเอกสารภาษาอังกฤษตั้งหลายฉบับ พวกเธอได้เรียนรู้วิธีสกัดเอาหลักการปฏิกิริยาที่สำคัญที่สุดออกมาจากศัพท์เฉพาะทางมากมายที่อ่านไม่รู้เรื่อง
“นี่มันก็แค่เปลี่ยนจากการ ‘ทำให้ไนอะซินาไมด์บริสุทธิ์’ มาเป็น ‘การทำให้โลหะไทเทเนียมบริสุทธิ์’ ไม่ใช่เหรอ” จ้าวหมิ่นยกยิ้มที่มุมปาก “แค่เปลี่ยนรูปแบบแต่เนื้อในเหมือนเดิม”
เธอวาดผังกระบวนการได้อย่างคล่องแคล่ว ระบุผลผลิตและของเสียในแต่ละขั้นตอนของปฏิกิริยา ความรู้สึกปลื้มปริ่มที่เปลี่ยนจากความวุ่นวายไปสู่ความเป็นระเบียบ ทำให้เธอเขียนคำตอบได้อย่างไหลลื่นราวกับมีพลังวิเศษ
ในขณะที่ห้องสอบสายวิทย์อีกแห่งหนึ่ง หลินเทียนกลับอยู่ในบรรยากาศที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ในฐานะ “เทพสงครามสายวิทย์” กลยุทธ์ของหลินเทียนนั้นเรียบง่ายและดุดัน นั่นคือ ลุยดะให้ราบ
ไม่ว่าจะเป็นชีววิทยา เคมี หรือฟิสิกส์ หรือจะเป็นข้อสอบปรนัยหรืออัตนัย ผมแค่ทำไปตามลำดับ เจออะไรก็จัดการให้หมด
เมื่อเขาทำมาถึงโจทย์ข้อปราบเซียนของวิชาฟิสิกส์ คนออกข้อสอบก็แสดงชัดเจนว่าต้องการจะเล่นงานกันอีกแล้ว
โจทย์ข้อนี้เป็นโจทย์รวมวิชาการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกลศาสตร์ แท่งโลหะที่ตัดผ่านเส้นแรงแม่เหล็กในสนามแม่เหล็กต้องเผชิญกับแรงที่ไม่คงที่ และยังเกี่ยวข้องกับกฎการอนุรักษ์พลังงานและทฤษฎีโมเมนตัมอีกด้วย
นักเรียนทั่วไปถ้าเจอโจทย์แบบนี้ แค่การวิเคราะห์แรงก็คงเขียนเต็มกระดาษทดไปครึ่งแผ่นแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการตั้งสมการเพื่อหาคำตอบเลย
แต่หลินเทียนหยุดปากกาลง
ในหัวของเขาไม่ได้ปรากฏสูตรฟิสิกส์ที่น่าเบื่อเหล่านั้น แต่กลับปรากฏภาพหนึ่งขึ้นมา
นั่นคือช่วงภาคเรียนที่สองของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในงานประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามสายวิชาของ “ห้อง 14 ผู้ยิ่งใหญ่” ตอนที่เฉินจิ้งจากห้องเรียนสายศิลป์บรรยายเรื่อง “ประวัติศาสตร์การปฏิวัติอุตสาหกรรม”
ตอนนั้นเฉินจิ้งบอกว่า “หัวใจสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกคือการเปลี่ยนรูปของพลังงาน เครื่องจักรไอน้ำเปลี่ยนพลังงานความร้อนเป็นพลังงานกล และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเปลี่ยนพลังงานกลเป็นพลังงานไฟฟ้า ในเชิงแก่นแท้แล้ว นี่คือวิวัฒนาการของการที่มนุษย์ควบคุมพลังงานได้ดีขึ้น”
คำพูดนี้ทำให้หลินเทียนรู้สึกประทับใจอย่างมากในตอนนั้น
ในตอนนี้ เมื่อมองโจทย์ฟิสิกส์ที่ซับซ้อนข้อนี้ เขาตระหนักขึ้นมาได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่แบบจำลองระดับจุลภาคของ “การเปลี่ยนรูปของพลังงาน” หรอกหรือ
“อย่าไปมัวกังวลกับการวิเคราะห์แรงเลย ตัดเข้าประเด็นจากมุมมองด้านพลังงานเลยดีกว่า!”
หลินเทียนราวกับถูกปลดล็อกศักยภาพ เขาละทิ้งกฎข้อที่สองของนิวตันที่แสนยุ่งยาก และตั้งสมการการอนุรักษ์พลังงานขึ้นมาโดยตรง
งาน = การเปลี่ยนแปลงของพลังงานจลน์ + ความร้อนจูล
ง่าย ดุดัน และได้ผล
กระบวนการพิสูจน์ที่ปกติจะต้องใช้พื้นที่เขียนเต็มหน้ากระดาษ ถูกบีบอัดให้เหลือเพียงสมการสามบรรทัดสั้นๆ
“วิทย์กับศิลป์ไม่แยกจากกัน คนโบราณไม่ได้หลอกเราจริงๆ” หลินเทียนกดไลก์ให้เฉินจิ้งในใจ จากนั้นก็เขียนคำตอบสุดท้ายอย่างมั่นใจ
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องสอบสายศิลป์
เฉินจิ้งกำลังเผชิญกับโจทย์บรรยายวิชาประวัติศาสตร์ข้อหนึ่ง
โจทย์ให้เนื้อหามาสองส่วน ส่วนหนึ่งเกี่ยวกับระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการของจีนโบราณ อีกส่วนหนึ่งเกี่ยวกับระบบการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนของตะวันตกสมัยใหม่ โดยให้นักเรียนวิเคราะห์ความเหมือนและความต่างของทั้งสองระบบ พร้อมพูดถึงความเข้าใจในเรื่อง “การคัดเลือกคนเก่งกับความยุติธรรมในสังคม”
นี่เป็นโจทย์ใหญ่ทั่วไป ดูเหมือนเขียนง่าย แต่จริงๆ แล้วโดดเด่นยาก เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ท่องจำแนวทางมา ทำให้สิ่งที่เขียนออกมาเหมือนๆ กันไปหมด
เฉินจิ้งยังไม่รีบร้อนลงมือเขียน
สายตาของเธอทะลุผ่านข้อสอบไป ราวกับมองเห็นตัวเธอเองเมื่อสามปีก่อนที่ยืนสั่นอยู่บนเวที แม้แต่จะพูดเสียงดังก็ยังไม่กล้า
ตอนนั้น เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงคนไร้ตัวตน เป็นแค่เด็กเนิร์ดที่ทำได้เพียงท่องจำตำรา
เป็นหยางหมิงอวี่ที่ให้โอกาสเธอ ให้เธอไปดูแลสมุดจดบันทึกของห้อง ให้ไปฝึกงานที่สำนักพิมพ์ ให้ไปออกค่ายอาสา และให้ไปสัมภาษณ์เพื่อนทุกคน
ในระหว่างกระบวนการนี้ เธอเข้าใจแล้วว่า “คนเก่ง” ที่แท้จริงคืออะไร
คนเก่งไม่ได้เป็นเพียงคนที่ทำข้อสอบได้ แต่เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ มีใจรัก และสามารถแก้ไขปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริงได้
และความหมายของระบบคัดเลือก ไม่ได้มีไว้เพื่อตัดสินว่าใครสูงใครต่ำเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อมอบช่องทางให้คนหลากหลายได้ก้าวขึ้นไป เพื่อให้คนตัวเล็กๆ ที่ไร้ตัวตนอย่างเธอมีโอกาสที่จะเปล่งประกายแสงของตัวเองออกมาด้วย
เฉินจิ้งจรดปากกาลง เขียนประโยคเปิดว่า “อุณหภูมิของระบบอยู่ที่ว่ามันสามารถส่องแสงให้ถึงความฝันในทุกมุมได้หรือไม่”
เธอไม่ได้ใช้คำสวยหรูมาประโคม แต่เชื่อมโยงจากสิ่งที่เธอเห็นในตัวหลานหลานตอนไปออกค่ายอาสา และเชื่อมโยงจากการเห็นการเปลี่ยนแปลงของเพื่อนทุกคนในห้อง 14 มาเขียนเป็นบทบรรยายที่เต็มไปด้วยความห่วงใยในมนุษยธรรมและการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล
ภายใต้ปลายปากกาของเธอ ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ปี พ.ศ. หรือสนธิสัญญาที่เย็นชาอีกต่อไป แต่เป็นชะตากรรมของชีวิตคนจริงๆ
หวังฮ่าวที่นั่งอยู่ในห้องสอบใกล้กับเฉินจิ้ง ในขณะนี้ก็กำลังเขียนอย่างออกรส
ในฐานะอัจฉริยะด้านธุรกิจประจำห้องเรียนสายศิลป์ หวังฮ่าวเมื่อเจอโจทย์วิชาการเมืองก็เหมือนปลาได้น้ำ
โจทย์ถามถึงอิทธิพลของข้อริเริ่ม “เส้นทางสายไหม” ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตามแนวเส้นทาง
นักเรียนทั่วไปอาจจะท่องจำคำสวยหรูในตำราอย่าง “ผลประโยชน์ร่วมกัน” หรือ “การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน” แต่หวังฮ่าวไม่เหมือนกัน เขาคือคนที่เคยไปยกอิฐที่ไซต์งานก่อสร้างของบ้านตัวเองจริงๆ และเคยเห็นพ่อคุยธุรกิจกับลูกค้าต่างชาติมาแล้ว
เขาเขียนโจทย์ข้อนี้โดยมองว่ามันเป็น “รายงานวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ” ของบริษัทพ่อเขาเลยทีเดียว
“อยากรวย ต้องสร้างถนนก่อน นี่ไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่เป็นตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ของต้นทุนโลจิสติกส์”
“เบื้องหลังการค้าที่ราบรื่น คือเกมชิงไหวชิงพริบของระบบการชำระเงินด้วยสกุลเงิน และยังเป็นการส่งออกซอฟต์พาวเวอร์ของการยอมรับทางวัฒนธรรมอีกด้วย”
(ตรงนี้ดูอุดมคติไปหน่อย วิชาสังคมศึกษายังคงให้คะแนนตามเนื้อหาที่ปรากฏ ท่องหนังสือไปตามตรงเถอะ เอาเนื้อหาในหนังสือเขียนให้ครบก่อนแล้วค่อยสร้างสรรค์ใหม่)
หวังฮ่าวเขียนอย่างออกรสออกชาติ ศัพท์เศรษฐศาสตร์และกรณีศึกษาทางธุรกิจต่างๆ ถูกหยิบมาใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว แม้บางคำจะดู “ดิบ” ไปหน่อย แต่กลิ่นอายของการปฏิบัติจริงที่เข้าถึงได้นี้ รับรองว่าจะต้องทำให้ครูผู้ตรวจข้อสอบต้องประทับใจอย่างแน่นอน
“อาจารย์หยางพูดถูก ความรู้มันต้องเอามาใช้ถึงจะเป็นของจริง” หวังฮ่าวคิดในใจระหว่างเขียน “รอให้ผมเป็นเถ้าแก่ใหญ่เมื่อไหร่ ยังไงก็ต้องตั้งตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษาอาวุโส’ ให้แก่หยาง เงินเดือน... อืม เงินเดือนยังไงก็ต้องให้มากกว่าอาจารย์ซุนเหว่ยสักหนึ่งหยวน!”
นี่คือสิ่งที่น่าเกรงขามที่สุดของ “ห้อง 14 ผู้ยิ่งใหญ่”
นักเรียนสายวิทย์ที่มีใจรักมนุษยธรรม เวลาทำโจทย์จะเพิ่มความอบอุ่นและวิสัยทัศน์ภาพรวม ส่วนนักเรียนสายศิลป์ที่มีการคิดเชิงตรรกะ เวลาบรรยายก็จะเพิ่มความรัดกุมและความลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ปฏิกิริยาเคมีที่ “ผสมผสานระหว่างสายวิทย์และสายศิลป์” เช่นนี้ ได้ระเบิดพลังอันน่าทึ่งออกมาในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
สองชั่วโมงครึ่งผ่านไปพริบตาเดียว
สิบเอ็ดโมงครึ่ง เสียงกริ่งหมดเวลาสอบดังขึ้น
เมื่อนักเรียนเดินออกมาจากห้องสอบ หยางหมิงอวี่สังเกตเห็นอย่างเฉียบคมว่าสีหน้าของพวกเขามีความหลากหลายยิ่งกว่าเมื่อวาน
เมื่อวานสอบคณิตศาสตร์เสร็จ ทุกคนดูเหมือนรอดตายมาได้ด้วยความโชคดี แต่พอสอบรวมวิชาเสร็จในวันนี้ บนใบหน้าของทุกคนกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่เหมือนยังทำได้ไม่จุใจ
“อาจารย์ครับ! ผมจะบอกให้ โจทย์วิชาการเมืองข้อนั้นสนุกมาก!” หวังฮ่าวร้องตะโกนทันทีที่เห็นหยางหมิงอวี่ “ผมเขียนจนเกือบหลุดโลก หยุดปากกาไม่ได้เลย!”
“ผมด้วยครับ” หลินเทียนเสริมอย่างหาได้ยาก “โจทย์ฟิสิกส์ข้อสุดท้าย ผมใช้แนวคิดทางประวัติศาสตร์ที่เฉินจิ้งเคยสอนมาทำความเข้าใจเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน รู้สึกว่ามันเข้าใจทะลุปรุโปร่งมากครับ”
“นั่นแหละถูกแล้ว” หยางหมิงอวี่ยิ้มพร้อมส่งน้ำให้พวกเขา “ความรู้ที่แท้จริงไม่มีขอบเขตมาตั้งแต่ต้น นิวตันเป็นทั้งนักฟิสิกส์และนักเทววิทยา ดา วินชีวาดรูปเก่งและมีความเชี่ยวชาญด้านกายวิภาคด้วย สิ่งที่พวกเธอทำเรียกว่าการกลับคืนสู่แก่นแท้”
“พอเถอะอาจารย์หยาง อย่ามาชมกันเกินไปเลย” ซูเสี่ยวหมานพูดพร้อมหัวเราะ “ตอนนี้หนูอยากรู้แค่ว่า บ่ายนี้จะขอนอนเพิ่มอีกครึ่งชั่วโมงได้ไหมคะ? เซลล์สมองหนูตายไปหมดแล้วจริงๆ ค่ะ”
“ได้ อนุญาต” หยางหมิงอวี่โบกมือ “เที่ยงวันนี้ขยายเวลาพักกลางวันออกไป ใครห้ามอ่านหนังสือเด็ดขาด ทุกคนไปพักผ่อนชาร์จพลังให้เต็มที่”
อาหารกลางวันยังคงอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม แต่ทุกคนดูผ่อนคลายขึ้นกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด
ภูเขาลูกที่ยากที่สุดสองลูก คือคณิตศาสตร์และการสอบรวมวิชา ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ส่วนภาษาอังกฤษที่เหลืออยู่ สำหรับนักเรียนห้อง 14 ที่ถูกหยางหมิงอวี้บังคับให้ท่องศัพท์และดูหนังต้นฉบับมาตลอดสามปี มันก็เหมือนของหวานปิดท้ายมื้ออาหารนั่นแหละ