ให้ผมมาคุมห้องบ๊วย แต่ดันช่วยให้กอดคอกันติดมหาลัยได้ยกชั้น!

ตอนที่ 48

งานเลี้ยงอาหารค่ำในครอบครัว

หยางหมิงอวี่เข้าใจดีว่ามื้อนี้เขาจำเป็นต้องไป ไม่ใช่แค่เพื่อไว้หน้าท่านนายกเทศมนตรีซูเท่านั้น แต่เป็นการปิดฉากการกลับมาของซูเสี่ยวหมานให้สมบูรณ์ ท่าทีของครอบครัว โดยเฉพาะท่าทีของผู้เป็นพ่อมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเด็กที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตครั้งใหญ่มา เขาจำเป็นต้องยืนยันด้วยตาตัวเองว่าครอบครัวของซูเสี่ยวหมานเข้าที่เข้าทางแล้วจริงๆ

“ท่านนายกเทศมนตรีซูเกรงใจเกินไปแล้วครับ คืนนี้ผมว่างครับ”

“ดีครับ! งั้นตอนหนึ่งทุ่ม ผมจะให้คนขับรถไปรับคุณที่โรงเรียนนะครับ”

“ไม่ต้องลำบากคนขับรถหรอกครับ” หยางหมิงอวี่อมยิ้ม “ผมไปเองได้ครับ ถือโอกาสได้ยืดเส้นยืดสายด้วย”

เมื่อวางสาย หยางหมิงอวี่มองออกไปนอกหน้าต่างที่แสงสนธยากำลังโรยตัวลงมา ในใจเขารู้สึกปลอดโปร่ง นับตั้งแต่การเกิดใหม่ เขาทำหน้าที่เป็นผู้วางแผนมาโดยตลอด และเขาเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า เมื่อความปรารถนาดีและความสามารถของคุณเพียงพอที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของครอบครัวหนึ่งได้ สิ่งที่คุณได้รับตอบแทนจะมากกว่าแค่ความซาบซึ้งใจ

ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลยังคงเป็นสายใยที่ซับซ้อนที่สุดในจีน และตอนนี้ เขาก็มีสายใยนี้กับรองนายกเทศมนตรีผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในเมืองเจียงเฉิงแล้ว

……

ตอนหนึ่งทุ่มตรง หยางหมิงอวี่เคาะประตูบ้านของซูเสี่ยวหมานตามเวลานัด

คนที่มาเปิดประตูคือซูเสี่ยวหมาน

เด็กสาวสวมชุดลำลองดูสบายๆ รวบผมไว้ด้านหลังอย่างสบายๆ แม้ใบหน้าจะไม่ได้แต่งแต้มเครื่องสำอางใดๆ แต่กลับดูหมดจดงดงามยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เมื่อเห็นหยางหมิงอวี่ ดวงตาของเธอก็เป็นประกายวาววับ เต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง ชื่นชม และประหม่าเขินอาย

“อาจารย์หยาง มาแล้วเหรอคะ! เชิญข้างในเลยค่ะ!”

ภายในห้องนั่งเล่นสว่างไสว หน้าต่างและโต๊ะสะอาดสะอ้าน แม่ของซูเสี่ยวหมานกำลังเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมผ้ากันเปื้อน บนใบหน้ามีรอยยิ้มต้อนรับอย่างจริงใจ แม้ว่ามื้อนี้แม่บ้านจะเป็นคนลงมือทำอาหาร แต่แม่ของซูเสี่ยวหมานก็ตั้งใจใส่ผ้ากันเปื้อนเพื่อเข้าไปช่วยในครัว เพื่อแสดงถึงความสำคัญของมื้อนี้

“อาจารย์หยาง เชิญนั่งก่อนค่ะ อาหารใกล้เสร็จแล้ว! เสี่ยวหมาน รินน้ำชาให้อาจารย์สิลูก!”

ส่วนซูเต๋อตงเปลี่ยนจากชุดลำลองเรียบร้อยแล้ว เขารีบเดินออกมาต้อนรับจากห้องหนังสือ เขายื่นมือทั้งสองข้างออกมาจับมือหยางหมิงอวี่ไว้แน่น

“อาจารย์หยาง ยินดีต้อนรับครับ! ยินดีต้อนรับ!”

ในวินาทีนี้ เขาไม่ใช่รองนายกเทศมนตรี แต่เป็นเพียงพ่อและสามีที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตมาได้

งานเลี้ยงอาหารค่ำในครอบครัวนี้ไม่มีคนอื่น มีเพียงสามคนพ่อแม่ลูกตระกูลซูและหยางหมิงอวี่ อาหารไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่า แต่ทุกจานล้วนถูกปรุงขึ้นด้วยความตั้งใจ

ซูเต๋อตงรินเหล้าให้หยางหมิงอวี่จนเต็มแก้วด้วยตัวเอง ก่อนจะยกแก้วของตนขึ้นแล้วยืนขึ้น ท่าทางของเขาดูจริงจังมาก ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเคร่งขรึมขึ้นมาทันที

“อาจารย์หยาง” สายตาของซูเต๋อตงเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ในน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความรู้สึก “เหล้าแก้วแรกนี้ ผมต้องขอดื่มให้คุณครับ พูดตามตรงนะ ผมซูเต๋อตงคลุกคลีอยู่ในวงราชการมาครึ่งค่อนชีวิต คิดว่าตัวเองผ่านคนมานับไม่ถ้วน ใครจริงใจ ใครเสแสร้ง ใครที่มาเพื่อหวังผลประโยชน์ หรือใครที่คอยซ้ำเติมยามตกอับ ผมคิดว่าผมมองออกชัดเจนเสมอ”

เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง แววตาฉายความเย้ยหยันตัวเองออกมา

“แต่ครั้งนี้ ผมพลาดพลั้ง ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่รวมถึงเรื่องการดูคนด้วย ผมไม่คิดเลยว่า พอเกิดเรื่องขึ้น คนที่เคยเรียกกันว่าพี่น้องกลับพากันหลบหน้าหนีหาย และยิ่งไม่นึกเลยว่า ในยามที่ครอบครัวเราสิ้นหวังและไร้ที่พึ่งที่สุด คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกลับเป็นคุณ ครูประจำชั้นหนุ่มคนนี้”

ความผันผวนในวงราชการเป็นสิ่งที่เผยให้เห็นความเย็นชาของจิตใจคนได้ดีที่สุด ยามรุ่งโรจน์ผู้คนต่างพากันมาห้อมล้อม แต่ยามตกอับ แค่ไม่ถูกเหยียบซ้ำก็ถือว่าเป็นน้ำใจจากคนรู้จักแล้ว สำหรับหยางหมิงอวี่ที่ไม่ได้เพียงไม่หลบหน้า แต่ยังเป็นฝ่ายเข้าหาและยอมรับแรงกดดันเพื่อประคองครอบครัวที่กำลังสั่นคลอนนี้ ในสายตาของซูเต๋อตงแล้ว มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ

“ใครต่อใครต่างบอกว่าคุณคือปาฏิหาริย์ทางการศึกษาและเป็นตำนานของโรงเรียนมัธยมเจียงเฉิงแห่งที่หนึ่ง” ซูเต๋อตงส่ายหน้าพลางกล่าว “แต่ในสายตาผม ‘ตำนาน’ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณไม่ใช่การที่คุณพานักเรียนห้องเรียนเด็กเรียนอ่อนไปคว้าอันดับหนึ่งของชั้นปีได้ แต่คือความรับผิดชอบและจุดยืนของคุณต่างหาก! ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของครอบครัวผม คุณคือเสาหลักแห่งความมั่นคงของเรา! คุณไม่เพียงแต่ช่วยประคองอ��รมณ์ของภรรยาและลูกสาวผม แต่ยังใช้วิสัยทัศน์ของคุณชี้แนะทิศทางที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวให้พวกเรา!”

เขายกเหล้าในแก้วขึ้นดื่มจนหมด ก่อนจะมองไปที่หยางหมิงอวี่แล้วกล่าวว่า

“อาจารย์หยาง ผมจะไม่พูดพร่ำทำเพลงนะ นับจากวันนี้ไป คุณคือเพื่อนที่ผมซูเต๋อตงขอนับถือ! ต่อจากนี้ไปในเมืองเจียงเฉิง หากมีเรื่องใดก็ตาม ขอเพียงไม่ผิดต่อวินัยพรรคและกฎหมายของรัฐ คุณบอกผมได้ทุกเมื่อ!”

มิตรภาพและคำสัญญาของรองนายกเทศมนตรีผู้กุมอำนาจจริงนั้น มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ทุกคนในเมืองเจียงเฉิงหวั่นไหวได้

ทว่าหยางหมิงอวี่เพียงยิ้มอย่างสงบ เขาหยิบแก้วเหล้าขึ้นมาแต่ยังไม่ได้รีบดื่ม

“นายกเทศมนตรีซู ท่านกล่าวเกินไปแล้วครับ” เขามองไปยังซูเสี่ยวหมานและแม่ของเธอ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “ผมแค่ทำสิ่งที่ครูคนหนึ่งควรทำ เสี่ยวหมานเป็นลูกศิษย์ของผม เมื่อครอบครัวของเธอประสบปัญหา ผมก็ไม่มีเหตุผลที่จะนิ่งดูดาย ส่วนเรื่อง ‘วิสัยทัศน์’ ที่ว่านั้น แท้จริงแล้วก็ยังพูดไม่ได้เต็มปากหรอกครับ”

เขาปัดความดีความชอบออกไปอย่างแยบคาย

“คนที่ประคองครอบครัวซูให้ก้าวผ่านมาได้จริงๆ ไม่ใช่ผม แต่เป็นความเข้มแข็งของคุณนายซู ที่ไม่ได้ล้มพับลงไปตั้งแต่แรก และยิ่งกว่านั้นคือความอดทนของเสี่ยวหมานเอง ที่ทำให้เธอไม่ทิ้งการเรียนท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล กลับกันยังกระตุ้นให้เกิดความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วย ผมก็เป็นแค่กองเชียร์ที่ตะโกนบอก ‘สู้ๆ’ อยู่ข้างๆ เท่านั้น ห้อง 14 เองก็เช่นกัน ผู้ที่สร้างปาฏิหาริย์อย่างแท้จริงไม่เคยเป็นครูอย่างผม แต่เป็นเด็กๆ กลุ่มนั้นเอง ผมเพียงแค่โชคดีที่ได้จุดไฟในใจพวกเขาในยามที่พวกเขาต้องการมันที่สุด”

คำพูดนี้กล่าวออกมาได้อย่างไร้ช่องโหว่ ทั้งแสดงความถ่อมตนและยังย้ำเตือนปรัชญาการศึกษาที่เน้น ‘นักเรียนเป็นศูนย์กลาง’ ของตนออกมาได้อย่างแนบเนียน

เป็นไปตามคาด หลังจากซูเต๋อตงฟังจบ แววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น เขาหัวเราะร่าพลางนั่งลงอีกครั้ง ก่อนจะผายมือให้ทุกคนเริ่มลงมือทานอาหาร

“ดี! พูดได้ดีมาก! ยกความดีความชอบให้ลูกศิษย์ อาจารย์หยาง ความคิดอ่านของคุณนี่สูงส่งกว่าข้าราชการบางคนในเมืองเราเสียอีก!”

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเริ่มผ่อนคลายขึ้น ซูเต๋อตงเริ่มถามไถ่เรื่องราวสนุกสนานต่างๆ ในห้อง 14 อย่างสนใจใคร่รู้ ส่วนหยางหมิงอวี่ก็เลือกเล่าเรื่องราวความพยายามของนักเรียนแต่ละคน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของหวังฮ่าวและการเติบโตของเฉินจิ้ง ซึ่งแม่ลูกตระกูลซูต่างก็นั่งฟังอย่างเพลิดเพลิน

ซูเสี่ยวหมานคอยนั่งฟังอยู่ข้างๆ คอยเติมน้ำชาและคีบอาหารให้ทุกคนอย่างเงียบเชียบ เธอมองดูพ่อของตัวเองในตอนนี้ที่กำลังแลกเปลี่ยนปัญหาการศึกษากับอาจารย์หยางราวกับนักเรียนที่กำลังขอคำชี้แนะอย่างถ่อมตน ส่วนอาจารย์หยางก็ยังคงสงบนิ่งและพูดคุยอย่างฉะฉาน ราวกับว่าสิ่งที่เขาเผชิญอยู่ไม่ใช่ท่านนายกเทศมนตรี แต่เป็นเพียงผู้ปกครองนักเรียนคนหนึ่งเท่านั้น

ความรู้สึกนี้มันมหัศจรรย์มาก เธอตระหนักได้ว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงนั้นไม่ได้มาจากอำนาจวาสนาหรือทรัพย์สินเงินทอง แต่มาจากสติปัญญา คุณธรรม และความมุ่งมั่นแน่วแน่ภายในจิตใจ อาจารย์หยางมีพลังที่น่าเลื่อมใสเช่นนี้อยู่ในตัว

เมื่อดื่มกินไปได้สักพัก ซูเต๋อตงก็อดไม่ได้ที่จะถามคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจออกมาในที่สุด

“อาจารย์หยางครับ ผมต้องขออภัยที่เสียมารยาทนะ ผมยังคงไม่เข้าใจเลยว่า ในตอนที่คดีความยังไม่ชัดเจน และทุกคนต่างคิดว่าปัญหาของผมมันร้ายแรงมาก ทำไมคุณถึงมั่นใจนักว่าปัญหาของผมเกิดจากการทำผิดระเบียบขั้นตอน ไม่ใช่เรื่องอื่น? มันเหมือนกับว่าคุณล่วงรู้อนาคตได้เลยครับ”

หยางหมิงอวี่แอบขำในใจ พลางคิดในใจว่า จะให้บอกออกไปได้ยังไงว่าผมมีพลังโกงจากการเกิดใหม่น่ะ? ขืนพูดออกไปคงถูกมองว่าเป็นคนบ้าตั้งแต่นาทีนั้นแน่ๆ

เขาวางตะเกียบลงแล้วนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มบทสนทนาที่เต็มไปด้วยการกุเรื่องขึ้นมาอย่างหน้าตายอีกครั้ง

“ท่านนายกเทศมนตรีซูครับ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่การล่วงรู้อนาคตหรอกครับ แต่น่าจะเป็นการอนุมานเชิงตรรกะมากกว่า” เขาอธิบายอย่างใจเย็น “ประการแรก ผมรู้จักเสี่ยวหมาน และได้ศึกษาชื่อเสียงของคุณมาจากหลายช่องทาง พ่อที่สามารถอบรมเลี้ยงดูบุตรสาวที่มีจิตใจบริสุทธิ์อย่างเสี่ยวหมานได้ และนายกเทศมนตรีที่มีชื่อเสียงดีในหมู่ประชาชน ผมเชื่อว่าเขาคงไม่ขาดขีดจำกัดทางศีลธรรมจนไปทำความผิดฐานทุจริตแบบงี่เง่าพวกนั้นหรอกครับ”

สิ้นคำพูดนั้น ทั้งสามคนครอบครัวซูก็เผยสีหน้าตื้นตันใจ ความเชื่อใจเริ่มก่อตัวขึ้นจากจุดนี้นี่เอง

“ประการต่อมา” หยางหมิงอวี่กล่าวต่ออย่างมีชั้นเชิง “ผมวิเคราะห์ช่วงเวลาที่เกิดเรื่องและขอบเขตงานที่คุณรับผิดชอบ การก่อสร้างผังเมืองเป็นเหมือนเค้กชิ้นโต เป็นจุดที่สร้างผลงานได้ง่ายที่สุดและก็เป็นจุดที่เกิดปัญหาได้ง่ายที่สุดเช่นกัน ทั้งยังเป็นจุดศูนย์กลางของการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอิทธิพล สไตล์การทำงานของคุณ ผมคาดว่าน่าจะเป็นพวกเน้นลงมือทำจริงอย่างเฉียบขาด สไตล์แบบนี้มีประสิทธิภาพสูงมากในการขับเคลื่อนงาน แต่ก็มักจะทิ้งรอยตำหนิในขั้นตอนเอาไว้จนถูกคู่แข่งใช้เป็นจุดอ่อนได้ ดังนั้นผมจึงประเมินว่า ครั้งนี้ไม่ใช่การต่อต้านการทุจริต แต่เป็นการโจมตีทางการเมืองที่มีการวางแผนไว้มากกว่า จุดประสงค์ของพวกเขาอาจไม่ใช่การล้มคุณให้จมดิน แต่เป็นการบีบให้คุณ ‘ทำผิดระเบียบ’ เพื่อให้คุณต้องหลุดออกจากตำแหน่งในการเปลี่ยนแปลงบุคลากรครับ”

การวิเคราะห์ครั้งนี้มีเหตุผลรองรับและมีตรรกะที่แน่นแฟ้น

ซูเต๋อตงฟังแล้วเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก เพราะสิ่งที่หยางหมิงอวี่พูดมานั้น แทบจะไม่ต่างจากความจริงเบื้องหลังที่เขาได้ทราบมาภายหลังเลยแม้แต่น้อย!

ชายหนุ่มคนนี้ ไม่เพียงแค่เข้าใจเรื่องการศึกษา แต่เขายังเข้าใจเรื่องการเมืองด้วย! วิสัยทัศน์และมุมมองของเขานั้นเหนือกว่าขอบเขตของครูมัธยมธรรมดาๆ ไปไกลโขแล้ว

นี่เป็นครูที่ไหนกัน นี่มันคือยอดคนผู้เร้นกายอยู่ในหมู่บ้านชัดๆ!

หยางหมิงอวี่มองดูสีหน้าตกตะลึงของซูเต๋อตงแล้วแอบขำในใจ แต่ภายนอกยังคงทำสีหน้าเรียบเฉย ดูสงบนิ่ง เสมือนซ่อนความดีความชอบเอาไว้มิดชิด

งานเลี้ยงอาหารค่ำในครอบครัวครั้งนี้ ทั้งเจ้าบ้านและแขกต่างมีความสุขกันถ้วนหน้า

ตอนล่ำลา ซูเต๋อตงเดินไปส่งหยางหมิงอวี่ที่หน้าประตู และกล่าวอย่างจริงจังอีกครั้งว่า “อาจารย์หยางครับ วันนี้ได้ฟังคำพูดของคุณเพียงไม่กี่คำ มีค่ามากกว่าอ่านหนังสือเป็นสิบปีเสียอีก ต่อไปนี้เราคือเพื่อนกัน เป็นครอบครัวเดียวกันนะ เสี่ยวหมานเด็กคนนี้ ผมฝากฝังไว้กับคุณด้วยความไว้วางใจอย่างที่สุดเลยครับ”

หยางหมิงอวี่พยักหน้า “ท่านนายกเทศมนตรีซูวางใจได้ครับ เสี่ยวหมานเป็นนักเรียนของผม ผมจะดูแลรับผิดชอบเธอจนถึงที่สุดครับ”

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์