ตอนที่ 50
ประชุมห้องเรียนปลายภาค
หลังจากงานเลี้ยงอาหารค่ำในครอบครัว ซูเสี่ยวหมานก็เปลี่ยนไปมาก
เช้าวันจันทร์ เมื่อเธอก้าวเท้าเข้าสู่ห้อง 14 อีกครั้ง จิตวิญญาณและความสดใสของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในแววตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งหวังอันไร้ขีดจำกัดต่ออนาคต
การเปลี่ยนแปลงนี้ชัดเจนมาก ขนาดจางเหว่ยคนที่ซื่อบื้อที่สุดยังสังเกตเห็น
“เฮ้ คุณหนูซู” ก่อนเริ่มคาบโฮมรูม จางเหว่ยเดินผ่านที่นั่งของซูเสี่ยวหมานแล้วถามขึ้นอย่างไม่เกรงใจ “เก็บเงินได้เหรอ? ทำไมถึงรู้สึกว่าวันนี้เธอยิ้มเหมือนดอกไม้บานแบบนั้นล่ะ?”
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ต่อให้ซูเสี่ยวหมานไม่ตอกกลับทันที ก็คงต้องส่งค้อนวงใหญ่ให้เขาแน่ๆ แต่วันนี้ เธอเพียงแค่เงยหน้าขึ้นและเผยรอยยิ้มอันสดใส แถมยังตอบกลับอย่างขี้เล่นว่า “มีความสุขยิ่งกว่าเก็บเงินได้อีก”
รอยยิ้มนั้นทำเอาจางเหว่ยถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเกาหัวแล้วเดินจากไปอย่างงงๆ
การสอบปลายภาคของภาคเรียนที่สองของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางบรรยากาศที่ทั้งตึงเครียดและกลมเกลียว
นี่เป็นการสอบครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนขึ้นชั้นปีสุดท้าย ความสำคัญของมันนั้นเห็นได้ชัดเจน มันไม่เพียงแต่เป็นการตรวจสอบผลการเรียนตลอดทั้งภาคเรียน แต่ยังเป็นการซ้อมรบครั้งใหญ่ก่อนเข้าสู่สนามรบมัธยมปลายปีสุดท้าย ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินความมั่นใจและจุดยืนของนักเรียนแต่ละคนในชั้นปีสุดท้ายโดยตรง
ในการประชุมห้องเรียนครั้งสุดท้ายก่อนสอบ หยางหมิงอวี่ไม่ได้ทำการทบทวนประเด็นความรู้เหมือนเช่นเคย เขารู้สึกว่าถึงขั้นตอนนี้ เนื้อหาเชิงเทคนิคต่างๆ ก็สอนไปมากพอแล้ว สิ่งที่นักเรียนต้องการมากกว่าคือการเติมพลังทางจิตใจและการเชื่อมโยงทางอารมณ์
เขาปล่อยให้เวทีหน้าชั้นเรียนเป็นของนักเรียนเอง
“คาบเรียนวันนี้ เราจะไม่ตะลุยโจทย์ แต่เราจะมาเล่าเรื่องกัน” หยางหมิงอวี่ที่ยืนอยู่ข้างโพเดียมกล่าวพร้อมรอยยิ้มขณะกวาดสายตามองทั้งห้อง “ภาคเรียนนี้ ห้องเรามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย หลายคนได้ผ่านบททดสอบที่ไม่ธรรมดา ครูอยากเชิญนักเรียนสักสองสามคนขึ้นมาแบ่งปันประสบการณ์และเส้นทางความคิดของตัวเอง ใครจะเป็นคนเริ่มก่อนดี?”
ในห้องเรียนเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นอู๋เจ๋อก็เป็นคนแรกที่ยกมือขึ้น
“ผม... ผมขอพูดสักสองสามประโยคนะครับ” อู๋เจ๋อเกาหัวแล้วยิ้มอย่างเขินๆ “แต่ก่อนผมคิดว่าการเรียนคือการแข่งกันว่าใครใช้เวลามากกว่า ใครทรมานตัวเองได้มากกว่า ผมนอนแค่วันละห้าชั่วโมง นอกเหนือจากเวลาทานข้าวกับเข้าห้องน้ำ ผมใช้เวลาทั้งหมดไปกับการทำโจทย์ ผมคิดว่าตัวเองพยายามจนถึงขีดสุดแล้ว แต่คะแนนก็ยังไม่ขึ้น แถมยังเกือบจะสติแตก จนกระทั่งอาจารย์หยางกับจางเหว่ยบังคับให้ผมไปวิ่งครับ”
เขาเหลือบมองจางเหว่ยที่กำลังฉีกยิ้มโง่ๆ อยู่ข้างล่างแล้วพูดต่อว่า “ตอนแรกผมไม่เข้าใจเลย รู้สึกว่ามันเสียเวลาเปล่า แต่พอวิ่งได้เดือนหนึ่ง ผมพบว่าตัวเองไม่หลับในคาบเรียนแล้ว หัวสมองก็แจ่มใสกว่าแต่ก่อนด้วย จากนั้นอาจารย์หยางก็สอนให้ผมใช้แผนผังความคิด ผมถึงได้เข้าใจว่าการเรียนไม่ใช่ความขยันในเชิงยุทธวิธี แต่เป็นการคิดในเชิงกลยุทธ์ ปัจจุบันผมนอนเต็มอิ่มเจ็ดชั่วโมง แถมยังมีเวลาไปเล่นบาสเกตบอลบ้าง แต่คะแนนกลับดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากครับ”
เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย “ดังนั้น ผมอยากบอกทุกคน โดยเฉพาะคนที่คิดว่าตัวเองยังพยายามไม่พอเหมือนกับผมว่า ความพยายามเป็นเรื่องสำคัญ แต่การมีวิธีการที่ถูกต้องและร่างกายที่แข็งแรง สำคัญกว่าการฝืนอดหลับอดนอนเพียงอย่างเดียวครับ ขอบคุณครับ”
คำพูดของอู๋เจ๋อทำให้เพื่อนร่วมห้องหลายคนที่ติดอยู่ในวงจรความขยันที่ไร้ประสิทธิภาพรู้สึกซาบซึ้งและเห็นด้วยอย่างยิ่ง
คนที่สองที่ขึ้นมาบนเวทีคือหม่าลี่
“เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่าพรสวรรค์ด้านการวาดรูปของฉันเป็นศัตรูกับการเรียน พ่อแม่มักจะบอกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ฉันเองก็วาดรูปอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ด้วยความรู้สึกผิด แต่เป็นอาจารย์หยางและครูเวินที่บอกฉันว่า พรสวรรค์ไม่ใช่ภาระของการเรียน แต่เป็นปีกที่ช่วยให้เราโบยบินค่ะ”
“ฉันลองเอาการวาดรูปมาใช้ในการจดบันทึก แล้วก็พบว่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และเนื้อหาภูมิศาสตร์ที่เคยน่าเบื่อกลับน่าสนใจขึ้นมาทันที คะแนนวิชาสายศิลป์ของฉันไม่เพียงแต่ไม่ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นมากด้วย และที่สำคัญกว่านั้น เมื่อฉันพบว่าบันทึกของฉันช่วยเพื่อนๆ ได้ ฉันก็รู้สึกว่า ‘งานอดิเรกเล็กๆ’ ของฉันนี้มันมีคุณค่าขนาดไหน”
เธอมองไปยังเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ด้านล่าง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความมั่นใจ “ดังนั้น สิ่งที่ฉันอยากจะบอกคือ อย่าทิ้งสิ่งที่ตัวเองรักค่ะ การเรียนรู้ที่แท้จริงคือการปล่อยให้สิ่งที่รักช่วยติดปีกให้กับความฝันของเรา ความฝันของฉันคือการสอบเข้าสถาบันวิจิตรศิลป์กลางให้ได้ และฉันก็เชื่อว่า ฉันต้องทำได้แน่นอน!”
ในห้อง 14 พรสวรรค์ของทุกคนจะได้รับความเคารพ และทุกความรักในสิ่งที่ทำล้วนสมควรได้รับการปฏิบัติอย่างดี
บรรยากาศในห้องเรียนถูกจุดประกายให้ทั้งคึกคักและซาบซึ้งใจจากการแบ่งปันประสบการณ์ของเพื่อนนักเรียนสองคนก่อนหน้านี้
หยางหมิงอวี่รู้ว่าถึงเวลาแล้ว
สายตาของเขาทอดมองไปยังร่างที่นั่งอยู่อย่างเงียบเชียบในที่นั่งของเธอมาโดยตลอด
“สุดท้ายนี้ เราขอมอบเวลาให้กับเพื่อนนักเรียนคนหนึ่งที่ผ่านมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ที่สุดในเทอมนี้ และเป็นคนที่มอบความประทับใจให้พวกเรามากที่สุด ซูเสี่ยวหมาน เธอเต็มใจจะขึ้นมาพูดอะไรกับทุกคนหน่อยไหม?”
ท่ามกลางสายตาที่ให้กำลังใจจากเพื่อนร่วมชั้นทั้งห้อง ซูเสี่ยวหมานสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินขึ้นไปหน้าชั้นเรียน
เธอไม่ได้พูดทันที แต่โค้งคำนับไปยังเพื่อนๆ ด้านล่างอย่างสุดซึ้งก่อน
“ขอบคุณค่ะ... ขอบคุณทุกคนจริงๆ”
“ก่อนที่จะมายืนตรงนี้ ฉันตั้งใจจะเตรียมบทพูดไว้ยาวๆ ค่ะ ฉันอยากขอบคุณอาจารย์หยาง ขอบคุณหลินเทียน ขอบคุณจ้าวหมิ่น ขอบคุณหวังฮ่าว เฉินจิ้ง... ฉันอยากขอบคุณทุกคนในห้องเราค่ะ”
“แต่ตอนนี้ ฉันตัดสินใจว่าจะไม่ใช้สคริปต์แล้วค่ะ เพราะฉันพบว่าคำขอบคุณทุกคำดูซีดจางไปหมด ฉันแค่อยากบอกทุกคนว่า ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด โดดเดี่ยวที่สุด และสิ้นหวังที่สุดในชีวิตของฉัน คือห้อง 14 คือพวกคุณทุกคนที่ยื่นมือมาหาฉัน”
ขอบตาของเธอเริ่มแดงก่ำ แต่เธอพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา
“พวกคุณไม่ได้ตีตัวออกห่างเพราะปัญหาครอบครัวของฉัน ไม่ได้หัวเราะเยาะเพราะความเขลาและความเย่อหยิ่งของฉันในอดีต พวกคุณคอยส่งสมุดจดบันทึกมาให้เงียบๆ อดทนติวบทเรียนให้ฉัน กระทั่งตอนที่ฉันเกือบจะยอมแพ้ ก็เป็นพวกคุณที่ดึงฉันกลับมาสู่ทางที่ถูกต้อง”
เธอยิ้มออกมา “หวังฮ่าวบอกว่า ฉันเป็นคนของห้อง 14 คำพูดนี้ ฉันจะจดจำไปตลอดชีวิตค่ะ”
เธอมองไปยังหยางหมิงอวี่ที่อยู่ข้างโพเดียมอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความเคารพอย่างหาที่สุดไม่ได้
“อาจารย์หยางบอกฉันว่า ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ก็ยังมีอาจารย์อยู่ คำพูดนี้ฉันจะจดจำไปตลอดชีวิตค่ะ”
“เทอมนี้ฉันสูญเสียหลายสิ่งไป แต่ฉันกลับได้รับสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่า นั่นคือฉันเข้าใจแล้วว่ากลุ่มก้อนที่แท้จริงคืออะไร เพื่อนที่แท้จริงคืออะไร ฉันเข้าใจแล้วว่าการที่คนคนหนึ่งเก่งน่ะไม่ได้มีความหมายอะไร การที่คนกลุ่มหนึ่งเก่งไปด้วยกันต่างหาก ถึงจะเรียกว่าสุดยอด”
“ดังนั้น การสอบปลายภาคครั้งนี้ ฉันไม่อยากสู้เพื่อตัวเองอีกแล้วค่ะ ฉันอยากสู้เพื่อห้อง 14! สู้เพื่อพวกคุณทุกคน!”
“คำประกาศของฉันคือ จะใช้คะแนนที่ดีที่สุดตอบแทนความหวังดีทั้งหมดที่พวกคุณมอบให้ฉัน! และจะใช้ความพยายามของฉันพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ห้อง 14 ของเราไม่เพียงแต่สร้างปาฏิหาริย์ได้ แต่ยังสร้างความอบอุ่นได้ด้วยค่ะ!”
ทั้งห้องต่างปรบมือดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้อง
ในวินาทีนี้ ความสามัคคีของคนในห้องได้พุ่งทะยานถึงขีดสุดก่อนจะถึงศึกสอบปลายภาค พวกเขาไม่ใช่แค่ปัจเจกบุคคลที่แยกจากกันอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งเดียวที่ไม่มีวันพังทลาย
หยางหมิงอวี่ยืนมองอยู่ด���านข้างด้วยความรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
กลุ่มนักเรียนที่แข็งแกร่งเช่นนี้ บนสนามรบมัธยมปลายปีสุดท้ายที่กำลังจะมาถึง พวกเขาจะต้องไร้คู่ต่อสู้แน่นอน
เสียงกริ่งหมดคาบโฮมรูมดังขึ้น ทว่านักเรียนทุกคนดูเหมือนจะยังคงดื่มด่ำอยู่กับบรรยากาศอันเร่าร้อนเมื่อครู่นี้
หยางหมิงอวี่ยิ้มพร้อมปรบมือ "เอาล่ะครับนักเรียนทุกคน คำประกาศจบลงแล้ว ต่อจากนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องลงมือทำตามคำพูดนั้น สัปดาห์สุดท้ายนี้มาทุ่มสุดกำลังกันให้เต็มที่! เลิกเรียนได้!"