ตอนที่ 339
ภาษาจีน
เก้าโมงตรง
ในวินาทีที่เสียงกริ่งเริ่มการสอบดังขึ้น หน้าโรงเรียนที่เคยคึกคักก็เงียบสงัดลง
เสียงพูดคุยของเหล่าผู้ปกครองนับร้อยเบาลง ราวกับว่าหากเผลอส่งเสียงดังไปแม้แต่นิดเดียว ก็อาจจะทำให้แรงบันดาลใจในการทำข้อสอบของเด็กๆ ข้างในนั้นเตลิดหนีไป
นี่คือความเงียบงันร่วมกันที่น่าประทับใจ ในประเทศนี้ อาจไม่มีเรื่องใดอีกแล้วที่จะทำให้ผู้คนจำนวนมากบรรลุถึงความเข้าใจอันดีร่วมกันได้ขนาดนี้
หยางหมิงอวี่พิงลำต้นไม้แล้วหลับตาลง
ในห้วงความคิดของเขาเริ่มจำลองสถานการณ์ภายในห้องสอบขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ตอนนี้ ข้อสอบถูกแจกจ่ายลงมาแล้ว
ขั้นที่หนึ่ง กรอกชื่อและเลขประจำตัวผู้เข้าสอบ เจ้าเด็กโจวเทาคนนั้นคงไม่เผลอเขียนผิดหรอกนะ
ขั้นที่สอง กวาดสายตาดูข้อสอบ หัวข้อเรียงความปีนี้คืออะไร? ถ้าเป็นเรียงความเชิงโต้แย้ง เฉินจิ้งไม่มีปัญหาแน่นอน แต่ถ้าเป็นเรียงความเชิงบรรยาย หัวคิดที่บรรเจิดหลุดโลกของหวังฮ่าวอาจจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งก็ได้
ขั้นที่สาม เริ่มทำข้อสอบ ห้าข้อแรกส่วนใหญ่เป็นโจทย์แจกคะแนนและเป็นโจทย์วัดใจ ขอแค่ทำผ่านห้าข้อนี้ไปได้ด้วยดี ที่เหลือก็สบายหายห่วงแล้ว
เขาทำได้เพียงเฝ้าดูการซ้อมในจินตนาการอยู่เคียงข้างลูกทีมของเขาเท่านั้น
เวลาผ่านไปทีละนาที ทีละวินาที
ดวงอาทิตย์ทวีความสูงขึ้น อุณหภูมิก็เริ่มสูงตาม เสียงจักจั่นเริ่มแผดร้องอย่างบ้าคลั่งบนต้นไม้ ชวนให้รู้สึกกระวนกระวายใจ
ผู้ปกครองหลายคนเริ่มทนไม่ไหว บ้างก็ไปซื้อน้ำ บ้างก็หลบไปอยู่ใต้ชายคาร้านค้าไกลๆ
หยางหมิงอวี่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน เสื้อยืดสีแดงชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบติดหลัง แต่เขาดูเหมือนจะไม่รู้สึกตัวเลย
สิบโมงครึ่ง
ร่มกันแดดคันหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของเขาอย่างกะทันหัน บดบังแสงแดดที่ส่องกระทบใบหน้าของเขาโดยตรง
หยางหมิงอวี่ลืมตาขึ้น แล้วเงยหน้ามองอย่างงุนงง
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าอันอ่อนโยนและดวงตาคู่หนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความรู้สึกห่วงใย
คือเวินจิ้ง
วันนี้เธอสวมชุดกระโปรงสีเขียวอ่อน ดูสะอาดตา สดชื่น ราวกับเป็นสายลมเย็นที่พัดพาความร้อนระอุของหน้าร้อนนี้ให้จางหายไป
“คุณมาที่นี่ได้ยังไงครับ?” หยางหมิงอวี่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย พยายามจะลุกขึ้นแต่พบว่าขาของเขานั่งจนเป็นเหน็บชาเสียแล้ว
เวินจิ้งรีบคว้าแขนเขาไว้ทันควันพลางตำหนิ “ถ้าฉันไม่มา คุณคงกะจะตากตัวเองให้แห้งเป็นเนื้อแดดเดียวที่นี่ใช่ไหม? พอนักเรียนสอบเสร็จออกมาเห็นเข้า เฮ้ย ครูประจำชั้นของเราสุกพอดีเลย”
หยางหมิงอวี่ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนขณะนวดขาที่กำลังเป็นเหน็บ “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ แค่...ไม่อยากขยับตัวน่ะ”
เวินจิ้งไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอส่งร่มให้หยางหมิงอวี่ถือไว้ แล้วหยิบทิชชู่เปียกจากกระเป๋าออกมาแผ่นหนึ่งส่งให้เขาอย่างเป็นธรรมชาติ “เช็ดเหงื่อหน่อยสิคะ หน้ามันไปหมดแล้ว”
จากนั้นเธอก็หยิบพัดลมพกพาขนาดเล็กออกมาเหมือนเล่นมายากล แล้วจ่อลมไปที่หยางหมิงอวี่
“คุณนี่... อุปกรณ์ครบชุดเลยนะครับเนี่ย” หยางหมิงอวี่สัมผัสได้ถึงสายลมเย็นนั้นแล้วถอนหายใจออกมาด้วยความสบาย
“แน่นอนค่ะ” เวินจิ้งปูกระดาษแผ่นหนึ่งข้างๆ เขาแล้วนั่งลงโดยไม่สนใจชุดกระโปรงของตัวเองเลย “ฉันเป็นครูสอนศิลปะนะ การช่างสังเกตเป็นทักษะพื้นฐาน ฉันรู้ว่าคุณเป็นคนดื้อรั้นเวลาเจอช่วงเวลาสำคัญ ถ้าฉันไม่มาคอยเฝ้า คุณคงได้นั่งเป็นหินคอยสามีอยู่ที่นี่จริงๆ แน่”
“หินคอยนักเรียนครับ” หยางหมิงอวี่แก้ให้
ทั้งสองนั่งเคียงข้างกันบนขอบทางเท้า โดยมีร่มคันหนึ่งกางเหนือศีรษะและพัดลมเล็กๆ อยู่ในมือ
รอบข้างเต็มไปด้วยผู้ปกครองที่กระวนกระวายและพลุกพล่าน แต่ภายใต้ร่มคันเล็กๆ นี้กลับมีความเงียบสงบและอบอุ่นใจ
“คุณว่าตอนนี้พวกเขาทำถึงไหนกันแล้วคะ?” เวินจิ้งถามเบาๆ
“เวลานี้ เรียงความน่าจะเขียนไปได้ครึ่งทางแล้วครับ” หยางหมิงอวี่ดูนาฬิกา “ขอแค่เรียงความไม่หลุดหัวข้อ สงครามครั้งแรกนี้ก็นับว่าชนะแล้วครับ”
“วางใจเถอะค่ะ” เวินจิ้งปลอบ “เด็กๆ ของคุณฉลาดเป็นกรดทุกคน โดยเฉพาะเจ้าหวังฮ่าว ครั้งก่อนที่ฉันดูเรียงความที่เขาเขียนน่ะ เขาเป็นนักเล่าเรื่องตลกชัดๆ ครูผู้ตรวจข้อสอบเห็นแล้วต้องไม่กล้าหักคะแนนแน่ๆ”
“หวังว่าจะอย่างนั้นนะครับ” หยางหมิงอวี่ยิ้มขื่น “ตอนนี้ผมกลัวแค่เจ้าเด็กโจวเทา ถ้าเกิดสมองเขาช็อตขึ้นมาแล้วเขียนเรียงความเป็นนิยายแฟนตาซี เปิดหัวด้วยประโยค ‘พลังปราณกลายเป็นม้า น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก’ ขึ้นมา ผมคงทำได้แค่ถือมีดไปเจอแม่เขาแล้วล่ะ”
เวินจิ้งอดขำไม่ได้ “คุณนี่น้า เป็นพวกชอบแบกความกังวลไว้กับตัวจริงๆ”
ภาพเหตุการณ์นี้ตกอยู่ในสายตาของนักข่าวคนหนึ่งที่ห้อยบัตรประจำตัวอยู่ไม่ไกล
เธอเป็นนักข่าวสายสังคมของสถานีโทรทัศน์ประจำเมือง ที่มาเก็บภาพสะท้อนชีวิตช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ เธอถ่ายภาพความวิตกกังวลของผู้ปกครองจนพอแล้ว ถ่ายภาพชุดกี่เพ้าและดอกทานตะวันจนเบื่อแล้ว กำลังมองหาวัตถุดิบใหม่ๆ อยู่พอดี
ทันใดนั้น เลนส์กล้องของเธอก็จับภาพสีแดงและสีเขียวที่อยู่ใต้ร่มเงาไม้ได้
ในเลนส์กล้อง ครูผู้ชายที่สวมเสื้อยืดสีแดงคนนั้นแม้จะเหงื่อท่วมตัวและดูทุลักทุเล แต่สายตาของเขากลับจ้องเขม็งไปที่ประตูห้องสอบ ความจดจ่อและความห่วงใยอันลึกซึ้งนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดใดมาบรรยายเลย
ส่วนครูผู้หญิงข้างๆ แม้จะคุยกับเขาอยู่ แต่พัดลมในมือเธอก็ไม่เคยเบนไปจากทิศทางของครูผู้ชายคนนั้นเลย
“นี่แหละคือภาพที่งดงามที่สุดของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย”
นักข่าวพึมพำกับตัวเองแล้วกดชัตเตอร์
ภาพถ่ายใบนั้นกลายเป็นภาพหน้าหนึ่งของข่าวการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองเจียงเฉิงปีนั้น โดยมีหัวข้อข่าวสั้นๆ เพียงสี่คำว่า ‘ครูคือพ่อแม่’ แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
สิบเอ็ดโมงครึ่ง
“กริ๊ง——”
เสียงกริ่งบอกเวลาสิ้นสุดการสอบดังขึ้นแล้ว
ฝูงชนหน้าโรงเรียนแตกตื่นขึ้นมาในทันที เชือกกั้นถูกดึงให้ตึงอีกครั้ง ผู้ปกครองต่างเขย่งปลายเท้าและชะเง้อคอหาลูกหลานของตน
สิบกว่านาทีต่อมา ประตูเหล็กบานใหญ่ก็ค่อยๆ เปิดออก
ผู้เข้าสอบเริ่มทยอยออกมาแล้ว
ผู้เข้าสอบปีนี้ค่อนข้างสงบนิ่งโดยทั่วไป เพราะนี่เป็นวิชาภาษาจีนวิชาแรก การจะทิ้งห่างคะแนนกันคงไม่ง่ายนัก และการจะทำพลาดจนสอบตกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน
หยางหมิงอวี่และเวินจิ้งรีบลุกขึ้นยืนแล้วเบียดเข้าไปที่หน้าแนวเชือกกั้น เสื้อยืดสีแดงของหยางหมิงอวี่นั้นช่างสังเกตเห็นได้ง่ายเหลือเกินท่ามกลางฝูงชน
“อาจารย์หยาง!”
คนแรกที่วิ่งพุ่งเข้ามากลับเป็นหลินเทียน เจ้าเด็กคนนี้วิ่งมาจนเหงื่อท่วมตัวด้วยสีหน้าตื่นเต้นสุดขีด
“เป็นยังไงบ้าง?” หยางหมิงอวี่ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่บนใบหน้ายังต้องทำเป็นใจเย็น “หัวข้อเรียงความไม่หลุดประเด็นใช่ไหม?”
“เรียบร้อยครับ!” หลินเทียนกำหมัดชกกลางอากาศอย่างแรง “หัวข้อคือ ‘ความรับผิดชอบและการตัดสินใจ’ ครับอาจารย์ นี่มันเหมือนทำมาเพื่อห้องเราโดยเฉพาะเลย! ข้อมูลที่ผมเขียนไปทั้งหมดคือเคสที่คุณเคยเล่าให้ฟังทั้งนั้น ทั้งเรื่องการไปเป็นครูอาสา เรื่องของหลี่ฮ่าว เขียนไปผมยังเกือบจะร้องไห้เองเลยครับ!”
ความกังวลที่ค้างคาใจของหยางหมิงอวี่ลดลงไปครึ่งหนึ่ง
“หนูก็รู้สึกว่าเขียนลื่นมากค่ะ!” จ้าวหมิ่นเดินออกมาสมทบ ใบหน้าของเธอมีสีระเรื่อ “หนูเขียนโดยเชื่อมโยงกับจริยธรรมวิชาชีพแพทย์ รู้สึกว่าตรรกะมันไหลลื่นดีค่ะ”
“อาจารย์หยาง! อาจารย์หยาง!” เสียงดังฟังชัดของหวังฮ่าวตะโกนมาแต่ไกล “ครั้งนี้ผมเอาอยู่แน่! ผมอ้างอิงคำคมคนดังแถมยังอ้างอิงคำสาบานของเราบนกำแพงเมืองจีนด้วยนะ แหม มันช่างฮึกเหิมจริงๆ ผมว่าถ้าครูผู้ตรวจข้อสอบไม่ให้คะแนนเต็มผม ก็แสดงว่าเขาไม่รักชาติแล้วล่ะ!”
“ไปไกลๆ เลยไอ้เด็กนี่ เลิกปากเสียได้แล้ว” หยางหมิงอวี่ดุขำๆ แต่ขอบตาเขากลับยิ้มออกมาอย่างปลาบปลื้มใจ
เมื่อนักเรียนเริ่มมารวมตัวกันมากขึ้น หยางหมิงอวี่ก็สังเกตสีหน้าของทุกคนอย่างละเอียด
ไม่มีความหดหู่ ไม่มีความเสียใจ และไม่มีแววตาที่แตกสลายหลังสอบเสร็จให้เห็นเลย
แม้แต่โจวเทาที่น่าเป็นห่วงที่สุดเป็นปกติ ตอนนี้ก็ยังมีสีหน้าผ่อนคลาย ดูทำท่าทางกวนประสาทที่เหมือนจะสื่อว่า “ก็แค่นี้เอง”
“โจวเทา ไม่ได้เขียนนิยายแฟนตาซีใช่ไหม?” หยางหมิงอวี่อดไม่ได้ที่จะถามออกไป
“จะเป็นไปได้ไงครับ!” โจวเทาหัวเราะแหะๆ “ผมเขียนเรื่องวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ย่อมทำเพื่อชาติเพื่อประชาชนครับ อ้างอิงทั้งกิมย้งและสื่อจี้ด้วย อาจารย์ห��างครับ หนังสือที่คุณให้ผมอ่านก่อนหน้านี้มันสุดยอดมาก! ครั้งนี้ได้ใช้ครบเลยครับ!”
เรียบร้อยแล้ว
ใจของหยางหมิงอวี่สงบลงได้อย่างสมบูรณ์
ศึกครั้งแรกนี้ ห้อง 14 ทำได้สวยงามมาก
นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะของความรู้ แต่เป็นชัยชนะของสภาพจิตใจด้วย ในขณะที่ผู้เข้าสอบคนอื่นยังมือสั่นเพราะความตื่นเต้นและกระวนกระวายเพราะโจทย์ แต่นักเรียนห้อง 14 กลับมองว่าการสอบครั้งนี้เป็นโอกาสในการแสดงตัวตน เป็นโอกาสในการได้สนทนากับผู้ออกข้อสอบ
นี่คือสิ่งที่เขาต้องการสอนพวกเขามาตลอดสามปี ไม่ใช่แค่ต้องมีความสามารถในการทำข้อสอบ แต่ต้องมีความสามารถในการควบคุมการสอบและควบคุมความกดดันให้ได้ด้วย
“พอแล้ว ไม่ต้องมานั่งทบทวนกันตรงนี้แล้ว”
เมื่อเห็นผู้คนรายล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ หยางหมิงอวี่ก็สะบัดมือแรงๆ แล้วกลับมาสวมมาดความน่าเกรงขามในฐานะครูประจำชั้น
“สอบวิชาไหนก็ให้ลืมวิชานั้นไปซะ ภาษาจีนกลายเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้ทุกคนมีภารกิจเดียว คือขึ้นรถ กินข้าว และนอน! ใครกล้าพูดถึงหัวข้อเรียงความเมื่อกี้ตอนกินข้าว ผมจะยึดน่องไก่ของคนนั้นซะ!”
“รับทราบครับ กัปตัน!”
เหล่านักเรียนหัวเราะคิกคักพลางเดินมุ่งหน้าไปยังรถบัสคอสเตอร์ภายใต้การคุ้มกันของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
หยางหมิงอวี่ยืนอยู่ที่เดิม มองแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยความสดใสเหล่านั้น แล้วรู้สึกว่าขาที่เคยชาไปก่อนหน้านี้กลับมามีแรงอีกครั้ง
“ไปเถอะค่ะ เราไปกินข้าวกันบ้าง” เวินจิ้งหุบร่มแล้วส่งทิชชู่เปียกแผ่นใหม่ให้เขา
“อืม ไปกัน” หยางหมิงอวี่รับทิชชู่มาเช็ดหน้า
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า แสงแดดตอนเที่ยงวันแม้จะเผ็ดร้อน แต่ก็เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตที่ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้
วิชาแรกจบลงแล้ว
ยังเหลืออีกสามวิชา
แต่เขารู้ดีว่าบทสรุปนั้นถูกกำหนดไว้แล้ว
เพราะเด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่ลูกเจี๊ยบที่ต้องการให้เขาคอยปกป้องภายใต้ปีกตลอดเวลาอีกต่อไปแล้ว พวกเขาเติบโตจนมีขนของตัวเองและเรียนรู้ที่จะบินฝ่าสายลมแล้ว
ส่วนเขา ก็แค่ต้องยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้ามองคนนั้นต่อไป