ให้ผมมาคุมห้องบ๊วย แต่ดันช่วยให้กอดคอกันติดมหาลัยได้ยกชั้น!

ตอนที่ 55

หยาดน้ำตาของเด็กสาว

หยางหมิงอวี่นั่งเงียบอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้พูดอะไรอีก เขาตระหนักดีว่าคำปลอบโยนใดๆ ในตอนนี้ก็เหมือนกับการสุมไฟลงบนกองเพลิง มันมีแต่จะทำให้เด็กสาวผู้หยิ่งทะนงคนนี้รู้สึกอับอายยิ่งขึ้น ในตอนนี้เขาต้องให้เวลาเธอมากพอเพื่อให้เธอได้ซึมซับความเจ็บปวดของวัยเยาว์ด้วยตัวเอง

การเติบโตไม่เคยเป็นเรื่องที่น่ารื่นรมย์เลย

ซูเสี่ยวหมานร้องไห้อยู่นานเท่าไรไม่ทราบ เสียงสะอื้นจึงค่อยๆ เงียบหายไป

ระหว่างนั้นพนักงานเสิร์ฟพยายามจะเดินเข้ามาหลายครั้ง แต่ถูกหยางหมิงอวี่ใช้สายตาห้ามไว้เสียก่อน

“หนู...หนูต้องกลับแล้วค่ะ” ซูเสี่ยวหมานเงยหน้าขึ้นในที่สุด เสียงของเธอแหบพร่า เธอไม่กล้าสบตาหยางหมิงอวี่ สายตาของเธอยังคงจดจ้องอยู่บนโต๊ะ

“เดี๋ยวผมไปส่ง” หยางหมิงอวี่ลุกขึ้นยืน น้ำเสียงเขากลับมาเรียบเฉยเหมือนยามปกติ ราวกับอาจารย์ที่กำลังแสดงความเป็นห่วงลูกศิษย์ที่มีสภาพจิตใจไม่สู้ดี

เขาเดินไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์ จากนั้นเดินไปเปิดประตูร้านกาแฟให้เธอ ตลอดทั้งกระบวนการเขาตั้งใจรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยไว้หนึ่งก้าว ความรู้สึกถึงขอบเขตที่เขาสร้างขึ้นทำให้หัวใจของซูเสี่ยวหมานเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อก้าวออกจากร้านกาแฟ ท้องฟ้าข้างนอกก็มืดสนิทไปแล้ว แสงไฟนีออนในเมืองกะพริบไหว การจราจรคับคั่ง ทุกคนต่างรีบเร่งเดินทาง ที่แท้โลกใบนี้ก็ไม่ได้หยุดหมุนแม้เพียงครึ่งจังหวะเพียงเพราะหัวใจของเด็กสาวคนหนึ่งแตกสลาย

รถแท็กซี่คันหนึ่งจอดลงที่ข้างทาง

หยางหมิงอวี่เปิดประตูรถให้เธอพร้อมกำชับว่า “เดินทางปลอดภัยนะ ถึงบ้านแล้วส่งข้อความมาบอกด้วย”

คำแสดงความเป็นห่วงที่แสนจะธรรมดาในตอนนี้ กลับฟังดูเต็มไปด้วยการประชดประชันในโสตประสาทของซูเสี่ยวหมาน เธอพยักหน้าแล้วรีบมุดตัวเข้าไปในรถราวกับกำลังหนีจากบางสิ่ง

รถเคลื่อนตัวออกไปและค่อยๆ รวมเข้ากับการจราจร ซูเสี่ยวหมานมองผ่านกระจกหลังเห็นเงาร่างที่เธอเคยถือว่าเป็นโลกทั้งใบยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเธอ

เขาเดินจากไปอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีความอาลัยอาวรณ์แม้เพียงเศษเสี้ยว

...

รถแท็กซี่แล่นผ่านยามค่ำคืน แสงสีที่พร่าเลือนภายนอกหน้าต่างพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับความฝันที่พิศวง

ซูเสี่ยวหมานพิงศีรษะกับกระจกรถ ความเย็นของกระจกช่วยให้แก้มที่ร้อนผ่าวของเธอสงบลงได้บ้าง ตอนนี้สมองของเธอวุ่นวายไปหมด ความคิดสารพัดตีรวนอยู่ในหัว

ทำไมกัน? ทำไมคุณถึงพูดว่าไม่ใช่ความรักก็คือไม่ใช่ความรัก? “ภาวะการถ่ายโอนความรู้สึก”? จิตวิทยาอย่างนั้นเหรอ? อย่าเอาเหตุผลสวยหรูพวกนี้มาหลอกหนูเลย! หนูสัมผัสได้จริงๆ นะ แววตาที่คุณมองหนูมันไม่เหมือนกับที่มองคนอื่น! สิ่งที่คุณทำเพื่อหนู ก็มากกว่าที่ทำเพื่อคนอื่นด้วย!

ความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นมา ความคิดอีกอย่างหนึ่งก็แทรกเข้ามาแทนที่

“ความห่วงใยที่ผมมีให้เธอ ไม่ได้มีความแตกต่างในเชิงเนื้อแท้ใดๆ กับที่ผมเคยมีให้จ้าวหมิ่น หรือหลี่ฮ่าว”

เสียงของหยางหมิงอวี่ดังก้องอยู่ในหูซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นั่นสินะ จ้าวหมิ่น... หลี่ฮ่าว... สิ่งที่เขาทำเพื่อคนเหล่านั้นมันมากกว่าที่ทำให้เธอตั้งเยอะ เขาเผชิญหน้ากับอันธพาลเพื่อจ้าวหมิ่น ไป “บังเอิญเจอ” พ่อที่ไม่ได้เรื่องของเธอ เขาใช้พลังของทั้งห้องเรียนเพื่อหลี่ฮ่าว ถึงขั้นเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากทางการ แล้วตัวเธอเองล่ะ? สิ่งที่เธอเจอเมื่อเทียบกับพายุที่แท้จริงเหล่านั้น บางทีมันอาจจะเป็นแค่ “ความกังวลเล็กๆ น้อยๆ ในวัยรุ่น” จริงๆ

ที่แท้ความพิเศษที่เธอหลงระเริงไปเอง ก็เป็นเพียงการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมตามปกติของเขา สิ่งที่เธอคิดว่าเป็นหนึ่งเดียวไม่มีใครเหมือน จริงๆ แล้วก็เป็นแค่มาตรฐานทั่วไปเท่านั้น

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ความอับอายและเจ็บใจก็พุ่งพล่านขึ้นมาในใจ

เธอเริ่มโกรธขึ้นมา

โกรธในความใจร้ายของหยางหมิงอวี่ ทำไมคุณถึงใจร้ายได้ขนาดนี้? คุณพูดจาตัดเยื่อใยขนาดนี้ได้ยังไง? ต่อให้ต้องปฏิเสธ ไม่สามารถพูดให้มันดูนุ่มนวลกว่านี้หน่อยเหรอ? จำเป็นต้องใช้คำเปรียบเทียบว่าเป็นคนแจวเรือด้วยหรือไง ทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นขยะที่ถูกทิ้งไว้ที่ฝั่งตรงข้ามเมื่อไหร่ก็ได้

เธอยิ่งโกรธในความโง่เขลาของตัวเอง ซูเสี่ยวหมานเอ๋ยซูเสี่ยวหมาน เธอเป็นลูกสาวรองนายกเทศมนตรีนะ ตั้งแต่เล็กจนโตอยากได้อะไรก็มีหมดไม่ใช่หรือไง? ทำไมถึงได้โง่ขนาดนี้? ทำไมถึงดูไม่ออกว่าเวลาที่เขาอยู่กับครูเวินจิ้ง นั่นถึงจะเป็น “เรา” ที่แท้จริง ส่วนเธอน่ะ เป็นได้แค่คนนอกที่เอ่ยคำทักทายอย่างประหม่าเท่านั้น

เธอยังอุตส่าห์วางแผน “บังเอิญเจอ” ที่นิทรรศการศิลปะ คิดว่าตัวเองฉลาดหลักแหลมนักหนา พอมาคิดดูตอนนี้ ในสายตาของผู้ใหญ่สองคนนั้น คงดูตลกไม่ต่างอะไรกับนกยูงที่กำลังพยายามรำแพนหาง ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าหางของตัวเองนั้นขนแหว่งวิ่นไปหมดแล้วใช่ไหม?

ที่น่าแค้นใจที่สุดคือ เธอไม่สามารถหาแม้แต่ศัตรูหัวใจที่จะไปเกลียดได้เลย

เกลียดครูเวินจิ้งงั้นหรือ?

ในหัวเธอปรากฏภาพครูเวินจิ้งที่ดูอ่อนโยนในงานนิทรรศการศิลปะ ปรากฏภาพคำพูดที่แสดงความเห็นอกเห็นใจทางโทรศัพท์ว่า “ค่อยๆ พูดนะ ไม่ต้องรีบ” ปรากฏภาพอ้อมกอดอันอบอุ่นที่ครูเวินจิ้งมอบให้เธอในห้องพักครูเมื่อครั้งก่อน

เธอเกลียดไม่ลง

ครูเวินจิ้งดีขนาดนั้น ยอดเยี่ยมขนาดนั้น อ่อนโยนและมีจิตใจกว้างขวางขนาดนั้น เธอเปรียบเสมือนหนังสือวรรณกรรมคลาสสิกที่ต้องค่อยๆ อ่านและซึมซับอย่างละเมียดละไม

ความไม่ยินยอม ความโกรธแค้น และความอับอายทั้งหมด สุดท้ายล้วนกลายเป็นความรู้สึกไร้เรี่ยวแรง

ในที่สุดเธอก็ต้องยอมรับความจริงอันโหดร้ายว่า

อาจารย์หยางพูดถูกทั้งหมด

นั่นไม่ใช่ความรัก มันเป็นเพียงฟางเส้นสุดท้ายที่คนที่กำลังจะจมน้ำตายในความมืดคว้าเอาไว้ด้วยความสิ้นหวัง เธอทึกทักเอาว่าฟางเส้นนี้คือโลกทั้งใบ แต่สำหรับฟางเส้นนั้น เธอเป็นเพียงหนึ่งในผู้ประสบภัยนับไม่ถ้วนที่มันบังเอิญช่วยไว้เท่านั้น

และในตอนนี้ เธอถูกส่งมาถึงฝั่งแล้ว คนแจวเรือต้องไปรับผู้โดยสารคนต่อไป และต้องกลับไปยังท่าเรือของเขาเอง

“ถึงแล้วครับคุณผู้หญิง” เสียงของคนขับรถดึงเธอกลับมาจากห้วงความคิดอันยาวไกล

ซูเสี่ยวหมานจ่ายเงินแล้วเดินลงจากรถด้วยท่าทางเลื่อนลอย

ที่บ้านว่างเปล่าไม่มีใครอยู่ แม่คงจะออกไปงานเลี้ยงกับพ่อแล้วก็ดีเหมือนกัน ตอนนี้สิ่งที่เธอไม่ต้องการที่สุดคือความห่วงใยและการไล่ต้อนถามจากใครทั้งนั้น

เธอเดินเข้าไปในห้องนอน ซุกหน้าลงกับหมอน หวังจะใช้การร้องไห้หนักๆ เพื่อกลบความรู้สึก

แต่ครั้งนี้กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาอีกแล้ว

การร้องไห้คือการระบาย และยังเป็นการออดอ้อนรูปแบบหนึ่ง เป็นการร้องไห้ให้คนอื่นดู แต่ตอนนี้เธอไม่มีแม้แต่คนที่สามารถออดอ้อนได้อีกแล้ว

เธอนอนอยู่บนเตียงนานมากก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง

สายตาเหลือบไปเห็นโต๊ะเขียนหนังสือโดยบังเอิญ

“อันดับที่ 18 ของสายวิทย์ระดับชั้นปี” มันช่างดูบาดตาเหลือเกิน

นี่คือ “ของขวัญ” ที่เธอมอบให้เขา

นี่คือจุดเริ่มต้นของจินตนาการทั้งหมดของเธอ และเป็นหลักฐานของการพังทลายของจินตนาการเหล่านั้นด้วย

คำพูดของหยางหมิงอวี่ดังก้องขึ้นในหัวเธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นอีกประโยคหนึ่ง

“ผลคะแนนนี้ ก่อนอื่นเลยคือของขวัญที่เธอให้ตัวเอง... มันพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้ในช่วงเวลาที่ท้องฟ้าถล่มลงมา เธอก็ยังสามารถอาศัยพลังของตัวเองลุกขึ้นยืนหยัดได้ใหม่”

นั่นสินะ

เป็นพลังของฉันเอง... ที่ทำให้ฉันลุกขึ้นยืนหยัดได้

ซูเสี่ยวหมานค่อยๆ ยื่นมือออกไป ปลายนิ้วสัมผัสแผ่วเบาบนใบรายงานผลการเรียนแผ่นนั้น

อาจารย์หยางเป็นผู้ยื่นบันไดให้เธอ

แต่คนที่กัดฟันปีนขึ้นมาจากบ่อลึกทีละก้าวด้วยตัวเองนั้นคือตัวเธอเอง

เกียรติยศนี้ไม่ควรมีไว้เพื่อเอาใจใครทั้งนั้น

มันเป็นของซูเสี่ยวหมานเพียงผู้เดียว

เมื่อคิดได้เช่นนี้ แววตาของซูเสี่ยวหมานก็กลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง

เธอหยิบใบรายงานผลการเรียนขึ้นมาและแทรกมันไว้อย่างตั้งใจท่ามกลางแถวของเกียรติบัตรที่เรียงรายอยู่

จากนั้นเธอก็พูดขึ้นเบาๆ ว่า

“อาจารย์หยาง...ขอบคุณนะคะ”

ขอบคุณที่ดึงหนูขึ้นมาจากก้นบึ้งของความสิ้นหวัง

และขอบคุณที่...ลงมือทำลายความฝันของหนูด้วยตัวเอง

เพราะว่าเมื่อตื่นจากความฝัน หนูก็สามารถมองเห็นหนทางใต้ฝ่าเท้าของตัวเองได้ชัดเจน

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เอ๋ย คอยดูนะ!

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์