ให้ผมมาคุมห้องบ๊วย แต่ดันช่วยให้กอดคอกันติดมหาลัยได้ยกชั้น!

ตอนที่ 36

ตอนที่ 270 สมุดจดในชั้นเรียน

ในห้องเรียนห้อง 14 สายวิทย์ บรรยากาศดูแปลกไปเล็กน้อย

ที่นั่งของซูเสี่ยวหมานว่างเปล่า มันคอยย้ำเตือนทุกคนว่าเคยเกิดอะไรขึ้นที่นี่

ช่วงพักระหว่างคาบเรียน มีนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งมาจับกลุ่มซุบซิบกันเบาๆ

“เฮ้อ พวกเธอว่า ซูเสี่ยวหมานเธอ... ตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ?” นักเรียนหญิงคนหนึ่งถามด้วยความกังวล

“จะยังไงได้ล่ะ ก็ต้องแย่มากน่ะสิ เมื่อวานแม่ฉันอ่านหนังสือพิมพ์ยังบ่นกับฉันเลยว่า บ้านเธอรอบนี้ท่าทางจะแย่สุดๆ”

“ปกติเธอออกจะหยิ่งขนาดนั้น ตอนนี้คงยิ่งไม่อยากให้พวกเราเห็นสภาพที่ดูไม่ได้ของเธอหรอก”

โจวหลิงหลิง เพื่อนร่วมโต๊ะคนใหม่ของซูเสี่ยวหมานที่ได้ยินบทสนทนาของทุกคน หยิบสมุดบันทึกเล่มใหม่เอี่ยมออกมาจากกระเป๋านักเรียนอย่างเงียบๆ

เธอเป็นคนที่หยางหมิงอวี่ตั้งใจให้มานั่งข้างๆ ซูเสี่ยวหมานโดยเฉพาะ นิสัยใจคออ่อนโยน จัดว่าเป็น “คนดีศรีห้อง” หลังจากซูเสี่ยวหมานเกิดเรื่อง เธอก็ร้อนใจยิ่งกว่าใคร แต่กลับไม่รู้ว่าจะช่วยยังไงดี

เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดสมุดบันทึกแล้วเริ่มคัดลอกจดบันทึกวิชาคณิตศาสตร์ของเช้าวันนี้อย่างตั้งใจ

นักเรียนหญิงข้างๆ ถามด้วยความสงสัยว่า “หลิงหลิง เธอทำอะไรน่ะ? คัดลอกเยอะขนาดนี้ ไม่เหนื่อยเหรอ?”

โจวหลิงหลิงหน้าแดงเล็กน้อยแล้วพูดเบาๆ ว่า “ฉัน... ฉันคิดว่าซูเสี่ยวหมานขาดเรียนไปตั้งเยอะ คงจะตามบทเรียนไม่ทันแล้ว ฉันเลยอยากคัดลอกบันทึกพวกนี้ไว้ให้เธอ... เผื่อว่าตอนที่เธอกลับมาจะได้เอาไปอ่าน”

การกระทำที่เปี่ยมด้วยความเมตตานี้ทำให้นักเรียนหญิงรอบๆ เงียบลงไปทันที

นั่นสิเนอะ พวกเราจะพูดจาถากถางหรือคาดเดาอะไรไปมากมาย ก็ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมาเลยไม่ใช่เหรอ?

สู้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์จริงๆ ดีกว่า

จ้าวหมิ่นที่นั่งอยู่แถวหน้าได้ยินบทสนทนาของพวกเธอ เธอก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่หันกลับมาเงียบๆ แล้วดึงสมุดรวมโจทย์เคมีที่ทำผิดออกมาจากใต้โต๊ะของตัวเองบ้าง

ไม่มีใครจัดตั้ง และไม่มีใครเรียกร้อง

กิจกรรม “บันทึกแห่งความรัก” เริ่มแพร่กระจายไปทั่วห้อง 14 อย่างเงียบเชียบ

คนนี้คัดหน้าหนึ่ง คนนั้นคัดหน้าหนึ่ง เธอรับผิดชอบวิชาฟิสิกส์ ฉันรับผิดชอบวิชาชีววิทยา

พอถึงเวลาเลิกเรียนตอนเย็น สมุดจดที่เต็มไปด้วยลายมือของหลายคนและเนื้อหาจากหลากหลายวิชา ก็ถูกนำมารวบรวมไว้บนโต๊ะของโจวหลิงหลิง

แต่ปัญหาที่ตามมาคือ คัดลอกบันทึกเสร็จแล้วจะส่งไปให้ยังไง?

ใครจะเป็นคนเอาไปส่ง?

ถ้าส่งไปให้ที่บ้านโดยตรงจะดูรุกล้ำเกินไปไหม จะทำให้เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนหรือเปล่า?

ในขณะที่ทุกคนกำลังจนปัญญา หัวหน้าห้องก็ได้ยื่นข้อเสนอทางออกให้

“เอาไปวางไว้ที่ห้องยามประจำหมู่บ้าน แบบไม่ระบุชื่อ แล้วค่อยแจ้งครอบครัวเธอให้ไปรับ วิธีนี้จะช่วยลดความกระอักกระอ่วนใจเวลาที่เธอต้องมาเจอพวกเราได้มากที่สุด”

ถึงแม้ว่าวิธีนี้จะยังมีบางคนไม่ค่อยเห็นด้วยก็ตาม

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดจริงๆ

และเรื่องนี้ก็ได้แพร่กระจายไปเข้าหูของหวังฮ่าวและเฉินจิ้งที่อยู่ห้องเรียนสายศิลป์ในช่วงพักเที่ยง

หวังฮ่าวพอได้ยินข่าวนั้นก็พูดขึ้นว่า “เชี่ยเอ๊ย! ไอ้พวกสายวิทย์นี่ ทำความดีแล้วไม่ชวนพวกเราห้องสายศิลป์ด้วย! นี่ดูถูกกันหรือไงวะ?” เขาพูดกับเฉินจิ้งที่อยู่ข้างๆ ด้วยความเดือดดาลว่า “ไปเถอะ ตอนบ่ายนี้พวกเราก็ต้องแสดงจุดยืนบ้าง!”

เฉินจิ้งมองดูท่าทางที่กลัวว่าตัวเองจะทำความดีตามหลังคนอื่นไม่ทันของเขา แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างจนใจ ก่อนจะพยักหน้าตกลง

ดังนั้น ในวันต่อมา ใน “บริการส่งของแห่งความรัก” ของห้อง 14 ก็มี “สมุดจดในชั้นเรียน” จากห้องเรียนสายศิลป์เพิ่มเข้ามาอีกหลายชุด พวกเขาอ้างอย่างมีเหตุผลว่า ยังไงการสอบวัดผลตอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก็ต้องสอบทุกวิชาอยู่ดี

ในบรรดาบันทึกเหล่านั้น มีทั้งสมุดจดวิชาการเมืองที่ลายมือหวัดแกว่งของหวังฮ่าว และสมุดจดวิชาประวัติศาสตร์ที่ลายมือสวยงามเรียบร้อยของเฉินจิ้ง

กิจกรรมรวมพลังที่ข้ามผ่านขอบเขตของห้องเรียนและสายการเรียนสายวิทย์-ศิลป์ได้ก่อตัวขึ้นเองโดยธรรมชาติ โดยไม่มีครูคนไหนเข้าไปแทรกแซงเลย

……

กริ่งหน้าบ้านของซูเสี่ยวหมานไม่เคยดังขึ้นเลย

ตอนสี่โมงครึ่ง แม่ของเธอได้รับโทรศัพท์จากห้องยามประจำหมู่บ้าน บอกว่ามีพัสดุส่งมาที่บ้าน

สิ่งที่แม่ของซูเสี่ยวหมานนำกลับมาคือซองเอกสารกระดาษคราฟต์ ซึ่งบนซองเขียนว่า “ถึง ซูเสี่ยวหมาน” โดยไม่มีชื่อผู้ส่งและไม่มีข้อความอื่นใดอีก

ซูเสี่ยวหมานรับซองเอกสารมา ในใจรู้สึกสับสนปนเปไปหมด มันคือ… การบ้านที่ครูสั่งหรือเปล่า? หรือว่าเป็น… จดหมายแสดงความห่วงใยกันนะ?

เธอแกะซองเอกสารออกด้วยความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นที่ซับซ้อน

ข้างในไม่มีจดหมาย มีเพียงบันทึกที่หนาปึกและถูกจัดเรียงไว้อย่างดี

ลายมือแต่ละหน้าไม่เหมือนกันเลย มีทั้งลายมือที่ดูห้าวหาญของเด็กผู้ชาย และความอ่อนช้อยของเด็กผู้หญิง

หน้าแรกเป็นวิชาคณิตศาสตร์ ลายมือสะอาดตา ตรรกะชัดเจน ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นสไตล์ของหลินเทียน ข้างๆ การเฉลยโจทย์ฟังก์ชันตรีโกณมิติข้อหนึ่ง เขาใช้ดินสอวาดกรอบเล็กๆ ไว้อย่างแผ่วเบา ข้างในเขียนข้อความสั้นๆ ว่า “ตรรกะของโจทย์ข้อนี้ง่ายกว่าเกมเตตริสอีก”

มุมปากของซูเสี่ยวหมานกระตุกขึ้นเล็กน้อยอย่างห้ามไม่ได้ เจ้าหมอนี่นะ ชมตัวเองว่าเก่งเรื่องแก้โจทย์ยังอ้อมค้อมขนาดนี้เลย

หน้าถัดมาเป็นวิชาภาษาจีน ลายมืออ่อนช้อย แถมยังใช้ปากกาหลากสีเน้นจุดสำคัญไว้ ตรงพื้นที่ว่างของการวิเคราะห์บทกวีโบราณ มีกระดาษโน้ตสีชมพูแปะอยู่ บนนั้นวาดรูปหน้ายิ้มน่ารักๆ แล้วเขียนว่า “เสี่ยวหมาน ฉันเองโจวหลิงหลิงนะ วันนี้ชานมเป็นรสสตรอว์เบอร์รีล่ะ ฉันดื่มแทนเธอแล้วนะ! เธอก็ต้องมีความสุขด้วยล่ะ!”

ซูเสี่ยวหมานมองกระดาษโน้ตแผ่นนั้น ในใจส่วนลึกของเธอสั่นไหวเบาๆ

เธอพลิกดูไปทีละหน้า ทีละหน้า

ในบันทึกเหล่านี้ มีทั้งเนื้อหาความรู้ที่จริงจัง มีรอยขีดเขียนเล่นๆ มีการหยอกล้ออย่างเป็นมิตร และมีการบ่นเรื่องไร้สาระ ทุกๆ หน้าบันทึกถึงลมหายใจและจังหวะหัวใจของเพื่อนๆ ในห้อง 14 และห้องเรียนสายศิลป์ไว้อย่างมีชีวิตชีวา

เธอนึกภาพตามผ่านกระดาษเหล่านี้ เห็นหลินเทียนขมวดคิ้วเล่นเกมเครื่องพกพาจนผ่านด่าน เห็นหวังฮ่าวอภิปรายอย่างออกรสในคาบการเมือง และเห็นเพื่อนร่วมโต๊ะที่ขี้อายอย่างโจวหลิงหลิงทำหน้าฟินตอนดื่มชานม...

ทั้งที่เธอถูกกักตัวอยู่บ้านคนเดียวแท้ๆ แต่กลับรู้สึกว่าไม่เคย “มองเห็น” ทุกเหตุการณ์ในรั้วโรงเรียนได้ชัดเจนขนาดนี้มาก่อนเลย

หัวใจของเธอก็พลอยถูกละลายไปทีละน้อยอย่างเงียบๆ

ปากเธอยังคงยืนกรานอย่างดื้อรั้นกับตัวเองว่า “ใครต้องการความสงสารจากพวกเขากันล่ะ”

แต่ร่างกายของเธอกลับซื่อสัตย์กว่านั้น คืนนั้นเธอหยิบปากกาขึ้นมาด้วยตัวเอง แล้วคัดลอกจุดสำคัญจากบันทึกเหล่านั้นลงในสมุดของเธอ

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา การไปรับถุงกระดาษคราฟต์ที่ห้องยามประจำหมู่บ้านตอนสี่โมงครึ่ง ก็กลายเป็นความเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องบอกกล่าวระหว่างแม่ลูกตระกูลซู

ซองเอกสารกระดาษคราฟต์มาส่งตรงเวลาทุกวัน ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก

เนื้อหาข้างในก็เริ่ม “ไม่เป็นทางการ” ขึ้นทุกวัน

บางวันก็เป็นภาพวาดรวมห้องที่หวังฮ่าววาด ทุกคนถูกวาดเป็นรูปมนุษย์ก้างปลาหน้าตาประหลาด มีแค่ตัวเขาเองที่ถูกวาดเป็นเจ้าชายรูปงามสูงสง่า แถมข้างๆ ยังเขียนว่า “F4 ก็แค่ขี้ผง”

บางวันก็เป็น “ชาร์ตเพลงฮิตประจำวันของห้อง 14” เพลงที่แนะนำมีตั้งแต่ฉีหลี่เซียง (Qi Li Xiang) ของโจวเจี๋ยหลุน ไปจนถึงเจียงหนาน (Jiang Nan) ของหลินจวิ้นเจี๋ย หรือแม้กระทั่งเพลงเหลียงจือหูเตี๋ย (Liang Zhi Hu Die) ของผังหลง

ซูเสี่ยวหมานดูไปก็อดขำไม่ได้ พอยิ่งขำ น้ำตาก็เริ่มเอ่อล้นออกมา

เธอเริ่มตั้งตารอคอยเวลาสี่โมงครึ่งของทุกวัน ถุงกระดาษคราฟต์ใบนั้นกลายเป็นสิ่งเชื่อมโยงเดียวระหว่างเธอกับโลกที่ทำให้เธอทั้งรักทั้งเกลียดใบนั้น

เธอเริ่มหัดทำโจทย์ปัญหาที่ถูกวงไว้ในสมุดโน้ตลงในสมุดของตัวเองเงียบๆ ราวกับว่ากำลังใช้หนทางนี้พูดคุยโต้ตอบกับเหล่า “สหายร่วมรบ” ที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน

เธอคิดว่าวันคืนเช่นนี้จะดำเนินไปอย่างสงบสุขตลอดไป

จนกระทั่งบ่ายวันนั้น

ท้องฟ้าแปรปรวนในชั่วพริบตา

ช่วงบ่ายยังคงเป็นท้องฟ้าโปร่งใส แต่พอถึงบ่ายสามโมง ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยหยาดฝนเม็ดเท่าถั่วที่ตกลงมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน กระหน่ำลงมาจนกลายเป็นม่านฝนผืนใหญ่ในชั่วพริบตา

ฤดูร้อนของเมืองเจียงเฉิง พายุฝนฟ้าคะนองมักมาเยือนอย่างรุนแรงเช่นนี้เสมอ

ซูเสี่ยวหมานยืนอยู่หน้าหน้าต่าง มองดูผืนโลกสีขาวโพลนภายนอก ฟังเสียงฝนที่กระหน่ำตีหน้าต่างอย่างบ้าคลั่ง ในใจพลันรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก

ฝนตกหนักขนาดนี้ “พัสดุ” ของวันนี้คงไม่มาแล้วสินะ

ก็จริง ใครจะยอมฝ่าฝนตกหนักขนาดนี้เพื่อ “เรื่องเล็กน้อย” แค่นี้กันล่ะ? การที่เขาช่วยถือเป็นน้ำใจ ถ้าไม่ช่วยก็เป็นเรื่องปกติ ซูเสี่ยวหมาน เธอจะยังคาดหวังอะไรอยู่อีก?

เธอหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ ก่อนจะหันหลังเตรียมกลับเข้าห้องหนังสือ

ในวินาทีที่เธอหันหลังกลับ ร่างผอมบางร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเธอที่มองออกไปนอกหน้าต่าง

นั่นเป็นเด็กนักเรียนหญิงในชุดเครื่องแบบของโรงเรียนมัธยมเจียงเฉิงแห่งที่หนึ่ง เธอกำลังกางร่มที่สั่นคลอนราวกับจะพังแหล่มิพังแหล่อยู่ท่ามกลางลมพายุ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างยากลำบากทีละก้าว

คือจ้าวหมิ่น

ซูเสี่ยวหมานจำเธอได้ ทั้งสองคนแทบไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกันเลยในห้องเรียน ซูเสี่ยวหมานถึงกับแอบคิดในใจว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ค่อนข้าง “เข้ากับคนยาก” และ “ดูหม่นหมอง”

ในขณะนี้ เด็กหญิงคนนั้นกำลังกอดซองเอกสารที่ถูกห่อไว้อย่างแน่นหนาด้วยถุงพลาสติกไว้ในอ้อมอก ปล่อยให้ลมพายุพัดพาหยาดฝนซัดสาดใส่แผ่นหลังและขากางเกงของตัวเอง

ร่มของเธอแทบจะเอียงไปทางซองเอกสารนั้นทั้งหมด เพื่อปกป้องมันจากลมและฝน ส่วนร่างกายอีกครึ่งหนึ่งของเธอเองกลับเปียกปอนไปหมดด้วยน้ำฝนเสียแล้ว

เธอเดินมาถึงบ้านของซูเสี่ยวหมาน วางซองเอกสารลงในช่องรับของอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นหันหลังกลับ แล้วพุ่งตัวเข้าไปในสายฝนสีขาวโพลนอีกครั้ง โดยตลอดทั้งกระบวนการนั้น เธอไม่เคยเงยหน้ามองเข้ามาในบ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ซูเสี่ยวหมานยืนอยู่ที่หน้าต่างเช่นนั้น ไม่ไหวติง

เธอมองดูแผ่นหลังของจ้าวหมิ่นที่ดูบอบบางและผอมโซยิ่งขึ้นท่ามกลางสายฝน มองดูสภาพที่ดูทุลักทุเลของเธอเพื่อปกป้องซองเอกสารใบนั้น น้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน

ทำไมกันนะ?

ซูเสี่ยวหมานถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจ

ทำไมต้องเป็นเธอ? เราสองคนไม่สนิทกันเลยสักนิด

ทำไมต้องทำเรื่องโง่ๆ แบบนี้ด้วย? ก็แค่สมุดโน้ตปึกเดียว พรุ่งนี้ค่อยเอามาส่งจะเป็นไรไป?

เธอคิดไม่ตก และหาคำตอบไม่ได้

เธอรู้เพียงว่า ในวินาทีนั้น โลกทัศน์เดิมในใจของเธอได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

ที่ผ่านมาเธอคิดเสมอว่า ความสัมพันธ์ทุกอย่างล้วนมีราคาค่างวด การเสียสละทุกอย่างล้วนมีเพื่อผลตอบแทน แต่เหตุการณ์ตรงหน้า กลับไม่สามารถใช้ตรรกะใดๆ ที่เธอเคยรู้จักมาอธิบายได้เลย

แม่ของซูเสี่ยวหมานเดินเข้ามา เห็นลูกสาวร้องไห้เงียบๆ อยู่ที่หน้าต่างก็ตกใจ รีบถามว่าเกิดอะไรขึ้น

ซูเสี่ยวหมานไม่ตอบ

เธอเพียงแต่ใช้มือที่สั่นเทาชี้ไปยังร่างที่ค่อยๆ ห่างไกลออกไปท่ามกลางสายฝน ชี้ไปยังซองเอกสารที่หน้าต่างห้องยามซึ่งถูกห่อหุ้มไว้อย่างดีไร้รอยขีดข่วนด้วยถุงพลาสติกสีขาว จากนั้นเธอก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ออกมา

เธอรู้ดีว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป มีบางอย่างที่เปลี่ยนไปแล้ว

นั่นไม่ใช่แค่สมุดโน้ตอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือจดหมายเชิญต่างหาก

จดหมายเชิญที่มาจากห้อง 14

มันกำลังบอกว่า ซูเสี่ยวหมาน กลับบ้านกันเถอะ ทุกคนเฝ้ารอการกลับมาของเธออยู่นะ ถ้าหากตอนนี้เธอยังตัดสินใจไม่ได้ พวกเราก็จะทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเธอจะกลับไป เพราะเธอเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ของห้อง 14

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์