ตอนที่ 1 50
ไม่อยากติดค้างน้ำใจใคร
หลัวเฉี่ยวไม่ได้หยุดมือ เธอทำต่อไปจนเห็นว่าเก็บฟืนได้เต็มตะกร้าสะพายหลังแล้วถึงได้หยุด
จากนั้นเธอก็หยิบปลาหนักประมาณหนึ่งกิโลกรัมออกจากตะกร้าสะพายหลังของตัวเอง แล้วใส่ลงไปในตะกร้าของยายเฒ่าหลิน
เธอเอ่ยเสียงเบาว่า "คุณยายหลินคะ ปลานี่หนูจับมาจากสระน้ำค่ะ คุณยายเอาไปให้คุณตาหลินกับคุณยายทานบำรุงร่างกายนะคะ"
ยายเฒ่าหลินตกใจรีบปฏิเสธว่า "แม่หนู ไม่ได้หรอกจ้ะ แค่ธัญพืชพวกนั้นพวกยายก็รู้สึกละอายใจมากแล้ว จะให้รับปลาของหนูอีกได้ยังไง ในสระน้ำนั่นถึงจะมีปลาแต่ก็จับยากนะจ๊ะ"
แม่หนู ต่อไปหนูอย่าไปแถวสระน้ำนั่นบ่อยเลยนะ มันลึกมากเชียว จำได้ว่าพ่อสามีของยายเคยบอกว่าใช้เชือกยาวห้าสิบหกสิบเมตรหย่อนลงไปก็ยังไม่ถึงก้นเลย เชื่อยายเถอะนะแม่หนู อย่าไปที่นั่นบ่อยเลย"
หลัวเฉี่ยวกล่าวว่า "คุณยายหลินคะ หนูไม่ได้ลงน้ำไปค่ะ หนูใช้ตาข่ายช้อนเอา คุณยายวางใจได้ค่ะ"
มือของเธอยังคงทำงานไม่หยุด เธอวางปลาไว้ใต้ตะกร้าแล้วเอาฟืนทับไว้ ยายเฒ่าหลินที่ยืนอยู่ตรงนั้นทำได้เพียงรีบร้อนตบมือไปมาด้วยความร้อนใจ
หลัวเฉี่ยวกล่าวว่า "คุณยายหลินคะ ในตะกร้าหนูยังมีอีกตัวหนึ่งค่ะ คุณยายอย่าเกรงใจเลย ฟ้าจะมืดแล้ว รีบกลับบ้านเถอะค่ะ"
ยายเฒ่าหลินทำได้เพียงพยักหน้าด้วยความรู้สึกซับซ้อนและเตรียมตัวกลับบ้าน หลัวเฉี่ยวเห็นตะกร้าฟืนใบนั้นแล้วรู้สึกไม่สบายใจจึงกล่าวว่า "คุณยายหลินคะ คุณยายรอหนูตรงนี้สักครู่นะคะ อย่าเพิ่งไปไหนนะคะ"
จากนั้นเธอก็รีบสะพายตะกร้าของตัวเองแล้วก้าวยาวๆ กลับบ้าน ลงจากเขาไปไม่ไกลก็เป็นเรือนพักยุวปัญญาชนแล้ว ดังนั้นจึงใกล้มาก
เธอรีบวางตะกร้าไว้ในลานบ้านแล้วล็อกประตูให้เรียบร้อย ก่อนจะวิ่งกลับไปหาคุณยายหลิน แล้วแบกตะกร้าฟืนของแกขึ้นหลังพร้อมกล่าวว่า "ไปกันเถอะค่ะ หนูจะไปส่งคุณยายที่บ้านเอง"
ยายเฒ่าหลินรีบกล่าวด้วยความร้อนใจว่า "โธ่เอ๊ย ไม่ต้องจริงๆ จ้ะ ยายก็นึกว่าหนูมีธุระอะไรเสียอีก ยายแบกไหวจ้ะ"
หลัวเฉี่ยวกล่าวว่า "ไม่เป็นไรค่ะคุณยายหลิน ไปเถอะค่ะ เดี๋ยวจะสายจนทำอาหารไม่ทันเอา"
ยายเฒ่าหลินเห็นหลัวเฉี่ยวยืนกรานจะไปส่ง จึงต้องจำยอมเดินกลับบ้านไปพร้อมกับเธอ
ตลอดทางทั้งคนแก่และเด็กคุยกันได้อย่างถูกคอ ระหว่างทางพบเจอชาวบ้านมากมาย บ้างก็ชมว่าหลัวเฉี่ยวเป็นเด็กดี บ้างก็ว่าเธอตาไม่ถึง จะไปประจบยายหลินให้ได้ประโยชน์อะไรกัน ก็แค่แสร้งทำตัวให้คนในหมู่บ้านเห็นเท่านั้นแหละ
คำพูดเหล่านั้นไม่สามารถทำร้ายจิตใจหลัวเฉี่ยวได้เลย หากไม่ใช่เพราะเห็นยายเฒ่าหลินผอมบางเสียจนลมพัดก็คงปลิว เธอคงไม่รู้สึกสงสารและคิดว่านี่เป็นเพียงการหยิบยื่นความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ไม่ใช่ยุควันสิ้นโลก เธอต้องใช้ชีวิตให้กลมกลืนกับที่นี่ อีกอย่างตอนที่เธอเพิ่งมาถึงเรือนพักยุวปัญญาชน หากไม่ได้หัวหน้าทีมผลิตและภรรยาคอยช่วยเหลือ เธอคงไม่สามารถตั้งหลักได้เร็วขนาดนี้
คนเราต้องมองไปข้างหน้า มองในแง่ดี และมองในแง่บวก ยิ่งไปกว่านั้นตอนไปทำงานในไร่นาก็ได้ยินเหล่าป้าๆ เล่าเรื่องราวของตระกูลหลินอยู่บ่อยครั้ง เมื่อได้มาเจอกับตัวจริงๆ ก็ทำใจให้เย็นชาเพิกเฉยไม่ได้หรอก
ส่งของถึงบ้านแล้วเธอก็จากไปโดยไม่ได้อยู่ต่อ หลัวเฉี่ยวไม่ได้พูดเรื่องที่จะมาช่วยตัดฟืนบนเขาในวันหลัง เพื่อไม่ให้ตายายทั้งสองต้องกังวลใจ
ตายายตระกูลหลินคู่นี้อายุเพียงหกสิบกว่าปี แต่ดูจากหน้าตาแล้วเหมือนคนอายุเจ็ดสิบกว่า ช่วยได้ก็ช่วยไปเถอะ อย่างไรเสียสำหรับตัวเธอแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
ส่วนคนอื่นจะพูดอย่างไรก็ช่าง ปากอยู่ที่ตัวเขา จะพูดอย่างไรก็พูดไปเถอะ อย่างไรเสียเธอก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรสักหน่อย
กลับถึงบ้านเธอก็นำปลาสองตัวมาทำอาหาร เธอเกรงว่าถ้าทำน้อยไปลู่ยี่เฉินจะทานไม่อิ่ม อย่างไรเขาก็อุตส่าห์ส่งฟืนให้ตั้งมากมาย จริงๆ แล้วเธออยากบอกเขาว่าไม่ต้องส่งมาให้แล้ว เธอจัดการเองได้จริงๆ
แต่หลังจากพูดไปหลายครั้ง ลู่ยี่เฉินกลับเข้าใจว่าเธอไม่อยากติดค้างน้ำใจเขา ดังนั้นจึงปล่อยเลยตามเลย ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจ เธอคงต้องทำอาหารส่งไปให้เพื่อเป็นการคืนน้ำใจก็แล้วกัน