ตอนที่ 5
บทที่ 1 ตอนที่ 5 เป้าหมาย
ในสมัยก่อน เธอเคยสนิทสนมกับลู่เฉินมาก่อนในฐานะรุ่นพี่ที่อายุห่างกันสี่ปี ภาพเด็กชายในวันวานที่ยอมใจอ่อนร่วมมือกับเธอแอบเลี้ยงกระต่ายตัวน้อยด้วยกันยังคงแจ่มชัด ความลับที่มีร่วมกันในครั้งนั้นพลอยทำให้เธอสนิทสนมกับ คุณลุงลู่เหอผู้เป็นพ่อของเขา รวมถึงคุณน้าหวังหรง ภรรยาของอาลู่เหอผู้มีอาชีพเป็นแพทย์แผนจีนใจดีประจำหมู่บ้านแห่งนี้ไปด้วย
เธอยังคงจำแผ่นหลังของเด็กชายผู้ร่วมอุดมการณ์เลี้ยงกระต่ายในวันนั้นได้ดี และแอบคิดในใจด้วยความห่วงหาไม่ได้ว่าป่านนี้เขาคนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างแล้ว 
‘ยังคงเป็นพี่ชายใจดีคนเดิมอยู่ไหม คงไม่มีทางกลายไปเป็นคุณหมอปากร้ายหน้านิ่งเหมือนผู้ชายสวมแว่นที่เพิ่งเจอเมื่อครู่หรอกมั้ง’
เสียงหวานละมุนอย่างของสตรีผู้หนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท ดึงสติขอ'gTvให้กลับคืนสู่โลกความเป็นจริงในทันที
“ต้องการสมุนไพรอะไรจ๊ะหนู พอดีร้านใกล้จะปิดแล้วนะ” ผู้หญิงคนนั้นพูดขึ้น
“พอดีหนูมาหาน้าหวังหรงค่ะ” ยามที่สายตาปรับโฟกัสท่ามกลางแสงไฟสีนวลภายในคลินิกและเพ่งมองใบหน้าของสตรีวัยกลางคนตรงหน้าให้ชัด ๆ อีกครั้ง ดวงตาของหลินอันหรานก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่หัวใจจะพองโตพรั่งพรูไปด้วยความดีใจอันล้นพ้น เพราะผู้หญิงคนนั้น ก็คือคุณน้าหวังหรงที่เธอเคยสนิทสนมและคอยให้ความเอ็นดูเธอมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยนั่นเอง
“หน้าตาหนูก็ดูคุ้นๆ อยู่นะจ๊ะ แต่น้ากลับนึกไม่ออกสิว่าเป็นใครกัน เนี่ยสิ” หวังหรงเอียงคอพลางพินิจมองใบหน้าหวานจิ้มลิ้มตรงหน้าอยู่สักพักใหญ่ด้วยความฉงน
“หนู หลินอันหราน หลานสาวของคุณตา”ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะเอ่ยแนะนำตัวจนจบประโยคดี ดวงตาของหวังหรงก็เบิกกว้างขึ้นทันทีด้วยความเซอไพรส์ รอยยิ้มกว้างพลันปรากฏบนใบหน้า
ก่อนที่เธอจะร้องทักขึ้นมาเสียงดังด้วยความดีใจล้นพ้น “ตายจริง หรานหรานเองรึเนี่ย น้าก็ว่า โถ โตขึ้นตั้งเยอะจนน้าจำแทบไม่ได้เลยจ้า น้าได้ยินข่าวจากคนในหมู่บ้านมาเหมือนกันว่าหนูย้ายกลับมาอยู่ที่นี่แล้ว” หวังหรงก็แสร้งทำเป็นพองลมที่แก้มแกล้งตัดพ้อด้วยสายตาเอ็นดู 
“แต่ตอนนั้นน้าก็แอบน้อยใจเหมือนกันนะ ที่อยู่ ๆ ยัยหนูของน้าก็หายเงียบไปแบบไม่บอกลากันสักคำ” 
ขอโทษจริง ๆ ค่ะ” หลินอันหรานพลางเอ่ยอธิบายด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
“ตอนนั้นมันกะทันหันมากเลยค่ะ พอดีคุณแม่ตั้งตัวในเมืองใหญ่ได้แล้ว ท่านเลยมารับหนูไปอยู่ด้วยแบบไม่ทันได้ตั้งตัวเหมือนกัน ตอนนั้นคุณแม่พยายามจะชวนคุณตาให้ย้ายไปอยู่ด้วยกันในเมืองแล้วนะคะ แต่ว่า”
“แต่ตาหลินแกไม่ยอมไปใช่ไหมล่ะ” หวังหรงหลุดหัวเราะคิกคัก เอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างรู้ทันเมื่อนึกถึงนิสัยใจคอของชายชรา 
“รายนั้น น่ะติดบ้านสวนจะตายไป ชอบทำไร่ทำสวน แล้วก็เปิดร้านอาหารเล็ก ๆ ของแกไปตามประสา ชวนให้ไปเสวยสุขในเมืองใหญ่ยังไงก็คงไม่ยอมไปหรอกจ้า”หวังหรงเอ่ยด้วยรอยยิ้มพรางนึกถึงความหลัง 
ก่อนจะเหลือบมองดูเวลาก็พบว่าเป็นเวลาเกือบสามทุ่มแล้ว เธอจึงหันกลับมาถามหลินอันหรานด้วยความห่วงใย “ว่าแต่นี่ก็เริ่มดึกแล้ว หนูมีธุระอะไรด่วนหรือเปล่าจ๊ะ”
“อ้อ จริงด้วยค่ะ พอดีหนูลองทำไก่ตุ๋นน้ำแดงตามสูตรของคุณตาดู เดินผ่านหน้าคลินิกพอดีเลยแวะเอามาให้น้าลองชิมดู” หลินอันหรานร้องขึ้นมาอย่างเพิ่งนึกได้ เธอจัดการหยิบกล่องอาหาร ส่งให้ด้วยความนอบน้อม
ในขณะที่ยื่นกล่องข้าวส่งให้ ภายในใจของเธก็แอบคำนวณจำนวนกล่องอาหารที่เหลือไปด้วย
‘ตอนแรกเธอตั้งใจทำอาหารแบ่งใส่กล่องไว้ทั้งหมดหกกล่องใหญ่เพื่อเตรียมแจกจ่าย เมื่อครู่แบ่งให้หวังเหว่ยไปแล้วหนึ่งกล่อง และถ้ารวมกล่องที่กำลังยื่นให้น้าหวังหรงตรงหน้านี้ก็เท่ากับแจกไปแล้วสองกล่อง แปลว่าในกระเป๋าผ้าจะเหลือกล่องข้าวอีกสี่กล่อง ซึ่งจำนวนนี้น่าจะเกินไปสำหรับสองพี่น้องตระกูลสวี่ หากปล่อยไว้พวกเขาสองคนคงกินกันไม่หมดแน่ ๆ’
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินอันหรานจึงตัดสินใจล้วงมือลงไปในกระเป๋าผ้าอีกครั้ง แล้วหยิบกล่องอาหารเพิ่มขึ้นมาอีกใบส่งให้หวังหรงพร้อมรอยยิ้มหวาน “น้าคะ หนูให้เพิ่มอีกกล่องนะคะ เผื่อคุณอาลู่เหอ แล้วก็ฝากเผื่อเสี่ยวสือด้วยนะคะ”
“เสี่ยวสือเหรอ?” หวังหรงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะคิกคักออกมาด้วยความเอ็นดู ยามเมื่อรับกล่องอาหารกล่องที่สองไปถือไว้ 
“โถ พอได้ยินชื่อนี้แล้วน้าก็นึกถึงเรื่องตอนเด็กของพวกหนูขึ้นมาเลย ตอนนั้นหรานหรานเพิ่งจะสามขวบเองมั้ง หนูยังเรียกชื่อของลู่เฉินไม่ชัดเลยด้วยซ้ำ ไปๆ มาๆ เลยเรียกชื่อเพี้ยนเป็นเสี่ยวสืออยู่ตั้งนานจนเข้าโรงเรียนประถมนู่นแน่ะ”
หวังหรงส่ายหน้ายิ้ม ๆ เมื่อนึกถึลู่เฉินที่เป็นลลูกชายคนโต พลางเอ่ยกลั้นหัวเราะอย่างเอ็นดู “นึกทีไรก็ยังตลกไม่หาย ทำเอาลูกชายน้าถูกตั้งฉายาประจำตัวว่าเจ้าก้อนหิน” หวังหรงเอ่ยขำ ๆ 
ก่อนเธอจะถือกล่องอาหารสองกล่องในมือไปวางไว้บนโต๊ะเบาๆ ก่อนจะหันกลับมาเบ้ปากและกลอกตาขึ้นฟ้าเล็กน้อยอย่างเหนื่อยใจเมื่อนึกถึงปัจจุบัน “แล้วดูสิ จนถึงตอนนี้ก็กลายเป็นก้อนหินที่พูดจาขวานผ่าซาก ซ้ำยังหน้าตายไร้อารมณ์อีกต่างหาก”
หวังหรงเอื้อมมือไปกุมมือบางของหลินอันหรานเอาไว้เบา ๆ “น้าล่ะอยากมีลูกสาวน่ารัก ๆ อ่อนหวานแบบหนูสักคนจริงๆ เลย”
หลินอันหรานยิ้มเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยลาเพื่อไปทำธุระต่อ หวังหรงโบกมือให้พลางสำทับไล่หลังด้วยความห่วงใย “เดินทางกลับบ้านดีๆ ระวังๆ **”**
ในที่สุดหลินอันหรานก็มาถึงร้านเหล้าจนได้ พอผลักบานประตูเข้าไปด้านใน เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเบา ๆ เผยให้เห็นภาพของสวี่หมิงที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ ชายหนุ่มที่กำลังนั่งชะเง้อคอมองมาทางประตูถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่าเป็นเธอ
“มาสายจังนะหรานหราน ฉันเป็นห่วงแทบแย่แหน่ะ” สวี่หมิงเอ่ยทักพลางกวาดสายตามองเธอเพื่อความแน่ใจว่าปลอดภัยดี
“ขอโทษทีให้รอนะ พอดีฉันแวะเอาของไปส่งมาหลายที่นะ” หลินอันหรานเอ่ยกลั้นหัวเราะอย่างเกรงใจ โดยยื่นกล่องอาหารในมือส่งให้เขาตรงหน้าหนึ่งกล่อง 
จากนั้นจึงถือวิสาสะเดินอ้อมเคาน์เตอร์บาร์ไปเปิดตู้เย็นของร้าน เพื่อเก็บกล่องอาหารที่เหลืออีกใบเข้าตู้แช่อย่างคุ้นเคยโดยไม่ต้องรอให้เขาอนุญาต
“ว่าแต่ ข้าวที่บอกว่าหุงไว้ ป่านนี้คงสุกพอดีแล้วใช่ไหม” หลินอันหรานถาม
“ใช่ ข้าวสุกสักพักแล้ว” เขานั่งเก้าอี้ข้างตัวเบา ๆ 
“ว่าแต่ กินข้าวมาหรือยัง? มา กินพร้อมกันไหม”
“อ๋อ ไม่เป็นไรจ้า ฉันกินมาเรียบร้อยแล้วนะ” หลินอันหรานยิ้มตอบมองสวี่หมิงที่กำลังใช้ช้อนตักข้าวเข้าปาก กินข้าวด้วยความเอร็ดอร่อย
ทันทีที่สวี่หมิงตักอาหารเข้าปากเป็นคำแรก ความฉ่ำละมุนและรสชาติอันเข้มข้นกลมกล่อมก็ระเบิดอบอวลไปทั่วทั้งปาก ยามที่ซอสสีเข้มประกายเงารสชาติหวานเค็มพอดิบพอดีสัมผัสลงบนชิ้นเนื้อไก่ที่ตุ๋นจนนุ่มแทบละลายในลิ้น เคี้ยวเพียงไม่กี่คำรสหวานตามธรรมชาติของวัตถุดิบก็ซึมซ่านออกมา
“รสชาติเป็นยังไงบ้าง” หลินอันหรานเอ่ยถามพลางลุ้นคำตอบด้วยรอยยิ้ม
“ซอสเข้มข้นเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำสุดๆ รสชาติแบบนี้เปิดร้านอาหารได้สบายเลยนะเนี่ย”
เมื่อเห็นท่าทางตลก ๆ และคำชมอย่างจริงใจของเขา หลินอันหรานก็หลุดหัวเราะขำ แววตาเป็นประกายสดใส “ฉันก็ดีใจที่นายชอบนะ เรื่องเปิดร้านอาหารก็มีคิดไว้อยู่เหมือนกันนั่นแหละ แต่ว่าคงยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก”
เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ร้านอย่างเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยถามต่อด้วยความเกรงใจ “ว่าแต่ คนในร้านเยอะขนาดนี้เราจะคุยกันสะดวกเหรอ มาหาเอาป่านนี้จะรบกวนเวลาทำงานหรือเปล่า?”
“รบกวนอะไรกันล่ะ ไม่เป็นไรเลยสักนิด”เขารีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวันพลางหัวเราะร่า “นี่มันสามทุ่มแล้ว เลยช่วงเวลาคนแน่น ๆ ไปแล้ว ลูกค้าโต๊ะอื่นเขาแค่นั่งดื่มพูดคุยกันชิล ๆ กำลังว่างพอดี มีอะไรคุยกับได้ยาว ๆ เลย สะดวกแน่นอน”
“เดี๋ยวปิดร้านตอนห้าทุ่ม จะไปส่งที่บ้านนะหรานหราน ดึก ๆ ดื่น ๆ ผู้หญิงเดินคนเดียวมันอันตราย” สวี่หมิงเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจังระคนเป็นห่วง
หลังจากหลินอันหรานยิ้มรับและพูดคุยกับสวี่หมิงต่ออีกเพียงเล็กน้อย 
ตัดกลับมาอีกด้านหนึ่ง
ลู่เฉินกำลังนั่งทานอาหารเย็นอยู่ตรงโต๊ะอาหาร เบื้องหน้าของเขามีพ่อและแม่นั่งอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา เขาคีบเนื้อไก่ตุ๋นชิ้นโตเข้าปาก เคี้ยวช้า ๆ ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันทันที
“แม่ครับ” ลู่เฉินวางตะเกียบลงพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทต “ไก่ตุ๋นน้ำแดงนี่ แม่ไม่ได้ทำเองใช่ไหม?”
ลู่เหอที่กำลังเคี้ยวข้าวอย่างเอร็ดอร่อยหัวเราะหึ ๆ แล้วเอ่ยขึ้นก่อน “แกก็ทักซะเสียมารยาทเลย แต่ก็จริงของแก รสชาติเข้มข้นกลมกล่อมเข้าเนื้อขนาดนี้ แถมเนื้อไก่ยังนุ่มจนแทบละลายในปาก รสชาติแบบนี้ไม่ได้กินมานานมากแล้วจริงๆ ”
หวังหรงยิ้มกริ่ม แววตาเป็นประกายล้อเลียนยามจ้องมองใบหน้าหน้าตายของลู่เฉิน “แหม ทายถูกทันทีเลยนะ พูดแบบนี้แม่ก็แอบน้อยใจเป็นเหมือนกันนะเนี่ย”
เขารู้สึกคุ้นเคยกับกลิ่นหอมนี้อย่างน่าประหลาด หัวใจกระตุกวูบราวกับมีความทรงจำบางอย่างกำลังจะผุดขึ้นมา หรือว่า พอละสายตาจากเนื้อไก่ตรงหน้าแล้วเงยขึ้นสบตากับหวังหรง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจับผิด 
“แม่ไปรับอาหารนี้มาจากคนแปลกหน้าใช่ไหม”
เดินทางมาถึงตอนที่ 5 แล้วนะคะทุกคน เรื่องราวเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ อ่านแล้วรู้สึกยังไง คอมเมนต์มาคุยกันได้นะคะ อยากรู้กระแสตอบรับจากทุกคนเลยยย ฝากกดหัวใจและติดตามตอนต่อไปด้วยน้าา