ตอนที่ 4
บทที่1 ตอนที่ 4 คนแปลกหน้า
“คงบังเอิญแหละ อย่าไปสนใจเลย” หลินอันหรานเอ่ยตัดบทด้วยรอยยิ้ม พลางพาสวี่หว่านเดินตรงไปยังร้านค้าที่อยู่ข้าง ๆ ทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลา
ในจังหวะนั้นเอง สวี่หมิงจ้องมองตามหลังหลินอันหรานไปเงียบ ๆ เขาลอบยิ้มตรงมุมปากก่อนจะรีบสาวเท้าเดินตามสองสาวเข้าไป
หลังจากเลือกตามรายการจนครบแล้ว รถของสวี่หมิงก็พาทุกคนเดินทางกลับมาถึงบ้านเมื่อช่วยขนของลงเสร็จเรียบร้อย สวี่หว่านก็ขอตัวแยกย้ายกลับไปดูแลร้านตัดผมของตัวเองต่อ
ไม่นานนัก ลุงสวี่เจิ้งก็เดินทางมาถึงบ้านพร้อมอุปกรณ์ครบมือเพื่อเริ่มลงมือซ่อมแซมและปรับปรุงตัวบ้านทันที
ซึ่งทางร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าได้นัดแนะว่าจะนำสินค้าทั้งหมดมาส่งให้อีก 2 - 3 วัน ระหว่างนี้หลินอันหราน ก็มีพวกอาหารสดที่พออยู่ได้วันต่อวัน
ระหว่างที่กำลังซ่อมแซมบ้าน หลินอันหรานก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองอยู่เฉยๆ เธอสวมหมวกฟางผูกเชือกใต้คางแล้วลงมือตัดหญ้าที่ขึ้นรกและถางพงไม้รอบๆ เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์รอบๆ ด้วยตัวเองอย่างตั้งใจ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน 
“นี่ คิดจะถางหมดทั้งไร่เลยหรือไง”
เสียงดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้หลินอันหรานต้องชะงักมือแล้วหันไปมอง เขาลอบมองท่านั่งตัดหญ้าอันแสนเก้งก้างของเธอแล้วพลางอมยิ้ม ในมือของเขาหยิบแก้วน้ำดื่มเย็นๆ ส่งมาให้เธอตรงหน้า
“เอ้า ดื่มน้ำเย็น ๆ สักหน่อยสิ ”
“ขอบคุณนะ” หลินอันหรานยิ้มพลางรับน้ำมาดื่มรวดเดียวเพื่อดับกระหาย เธอปาดเหงื่อบนหน้าผาก
“ไปนั่งพักตรงร่มไม้ข้างหน้ากันเถอะ ตรงนั้นลมเย็นดี”
ทิวทัศน์ใต้ร่มไม้ใหญ่มีสายลมพัดผ่านเอื่อย ๆ หอบเอาความเหนื่อยล้าให้ปลิดปลิว หลินอันหรานทอดสายตามองไปรอบ ๆ หมู่บ้านก่อนจะเปรยขึ้นมา
“ที่นี่เปลี่ยนไปมากเลยนะ”
“ก็มีบางอย่างที่เปลี่ยนไปตามเวลานั่นแหละ” สวี่หมิงทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ พลางยืดขา
“แต่พวกกิจกรรมออกกำลังกายตอนเช้าก็ยังเหมือนเดิมนะ”
เขามองไปทางถนนหนทาง พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“แต่ถ้าถามถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ล่ะก็ อ้อ ส่วนร้านเหล้าตรงหัวมุมถนนนั่น ตอนนี้ฉันกลายเป็นเจ้าของอยู่ล่ะ วันไหนว่าง ๆ ลองแวะไปนั่งดื่มดูไหม”
“เอ๋? นายเปิดร้านเหล้าด้วยเหรอ” หลินอันหรานหันขวับมามองเขา ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจทันที
สวี่หมิงเห็นท่าทางตื่นตระหนกเกินเหตุของเธอก็หลุดขำออกมา เขายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
“ก็มันน่าแปลกใจนี่นา” หลินอันหรานโคลงศีรษะ พลางหมุนขวดน้ำในมือไปมาเพื่อแก้เขิน
“ก็เห็นมาช่วยงานซ่อมบ้าน ก็เลยคิดว่าทำงานกับลุงสวี่ซะอีก แล้วปกติไม่ได้มาช่วยงานลุงสวี่เป็นประจำเหรอ”
สายลมเอื่อยพัดผ่านร่มไม้พัดเอาปอยผมของหลินอันหรานให้ปลิว 
สวี่หมิงไม่ได้ตอบในทันที เขาเพียงแค่นั่งนิ่ง มองใบหน้าหวานของคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“เปล่าหรอก ที่มาช่วยเพราะอยากเจอใครบางคนต่างหาก” เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเธอโดยไม่หลบเลี่ยง
‘ใครบางคนที่เขาพูดถึงก็คือเธอสินะ นั้นสิต้องอยากเจออยู่แล้วเพราะเธอต้องย้ายบ้านแบบกระทันหันไม่ทันได้บอกลาใครเลย’
แสงแดดแผดเผาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม ทุกคนแยกย้ายกลับบ้าน
หลินอันหรานชูแขนขึ้นสุดตัวพลางบิดขี้เกียจไปมาเพื่อไล่ความเมื่อยล้า เธอก็ขยับกายเข้าสู่ห้องครัวเพื่อทำเมนูไก่ตุ๋นน้ำแดงหม้อใหญ่ สูตรอาหารของคุณตาในสมุดบันทึกที่รสชาติอร่อยกลมกล่อม 
เริ่มจากหยิบน่องไก่ติดสะโพกและปีกไก่สดร่วมสามกิโลกรัม เคล็ดลับการเลือกไก่ก็คือ เนื้อต้องมีสีชมพูระเรื่อดูสดใหม่ หนังขาวอมเหลืองนวล ไร้กลิ่นคาวและไม่มีรอยเขียวช้ำคั่งเลือด เมื่อลองกดนิ้วลงไปแล้วเนื้อต้องแน่น สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เนื้อไก่ยามตุ๋นออกมานุ่มละมุนลิ้นที่สุด
เธอริ่มจุดเตาแก๊ส ตั้งหม้อใบใหญ่พอน้ำมันพืชเริ่มร้อนได้ที่ ก่อนจะจัดการใส่รากผักชี กระเทียม และพริกไทยที่โลกจนละเอียดลงไป พอกลิ่นหอมฉุนละมุนโชยฟุ้งกระจายไปทั่วทุกมุมห้องครัว ก็ใส่หอมใหญ่หั่นเต๋าตามลงไปผัดเคี่ยวจนหอมใหญ่จนเริ่มสุกและส่งกลิ่นหอม
เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานก็ใส่ชิ้นเนื้อไก่สด ๆ ตามลงไปในหม้อ ลงแรงตวัดตะหลิวผัดพลิกกลับไปมาอย่างเบามือ ใส่ซอสมะเขือเทศเข้มข้นรสเปรี้ยวหวาน ซอสพริกที่ช่วยชูรส ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว และตัดรสให้กลมกล่อมด้วยน้ำตาลทรายแดง ซอสสีแดงส้มมันเงาค่อย ๆ เคลือบชิ้นไก่จนทั่วส่งกลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอเป็นที่สุด
ท้ายที่สุดเติมน้ำเปล่าลงไปจนท่วมชิ้นเนื้อ รอจนกระทั่งน้ำซุปเดือดพล่านปุด ๆ คอยหมั่นช้อนฟองขาวละมุนหน้าผิวออกอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ได้น้ำซอสที่ใสสะอาด ก่อนจะลดระดับเป็นไฟอ่อนและปิดฝาหม้อแง้มไว้เล็กน้อย ปล่อยให้เวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งทำหน้าที่เคี่ยวตุ๋นอย่างใจเย็น
กลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวอันเป็นเอกลักษณ์ของซอสน้ำแดงค่อย ๆ โชยอบอวลเคล้าไปกับสายลมโพล้เพล้ยามเย็น เนื้อไก่ชิ้นโตเริ่มเปื่อยนุ่มจนแทบจะล่อนหลุดออกจากกระดูก ซึมซับซอสเข้มข้นขลักเข้าเนื้อจนฉ่ำวาว พร้อมแล้วที่จะเสิร์ฟแล้ว
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูความเคลื่อนไหวในกลุ่มแชทที่มีเธอ สวี่หว่าน และสวี่หมิงอยู่ด้วยกัน หญิงสาวกดพิมพ์ข้อความส่งลงไปทันที พร้อมแนบภาพถ่ายหม้อใบโตที่มีไก่ตุ๋นน้ำแดงร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมน่าทานลงไปด้วย
\[ หลินอันหราน : ตอนเย็นว่างกันไหม พอดีฉันเผลอทำไก่ตุ๋นน้ำแดงหม้อใหญ่เกินไป กินคนเดียวไม่หมดแน่ ๆ เลยอยากชวนมากินมื้อเย็นด้วยกันหน่อย (ส่งสติกเกอร์ยิ้ม) ]
ไม่ถึงครึ่งนาที หน้าจอโทรศัพท์ก็สั่นพร้อมกับการปรากฏตัวอย่างรวดเร็ว
\[ สวี่หว่าน : แต่ว่า..ฮือออ ฉันดันกินข้าวเย็นกับที่บ้านไปเรียบร้อยแล้วน่ะสิ (ส่งสติกเกอร์ร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด) ]
\[ สวี่หว่าน : เปลี่ยนเป็นไว้กินตอนเช้าแทนได้ไหม เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้ารีบไปรับอาหารเองเลย ]
หลินอันหรานจ้องมองหน้าจอ ไม่กี่อึดใจต่อมา ข้อความจากโปรไฟล์รูปผลไม้ของสวี่หมิงก็เด้งขึ้นมา
\[ สวี่หมิง : ทางนี้ยังไม่ได้กินข้าวเลย แต่ตอนนี้เปิดร้านอยู่ คงไม่สะดวกปลีกตัวไปหาที่บ้านนะ]
\[ หลินอันหราน : งั้นเอาอย่างนี้ไหม เดี๋ยวจะตักใส่กล่องแล้วเอาไปส่งให้ที่ร้านเอง พอดีตั้งใจจะเอาไปฝากผู้ใหญ่หวังด้วยพอดี]
\[ สวี่หมิง : โอเคเลย ขอบคุณมากนะ รบกวนแย่เลย เกรงใจจัง]
\[ สวี่หว่าน : อิจฉาพี่จังเลยย ได้กินของอร่อยฝีมือหรานหรานก่อนใครเพื่อนเลย (ส่งสติกเกอร์ดิ้นด้วยความอิจฉา]
\[ สวี่หว่าน : หรานหราน อย่าลืมเอาส่วนของฉันมาด้วยนะ รักนะจุ๊บๆ ]
\[ หลินอันหราน : แน่นอน ไม่ลืมของเธออยู่แล้ว ]
หลินอันหรานเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า ก่อนจะกระชับถุงผ้าในมืออย่างระมัดระวัง ข้างในมีกล่องอาหารทั้งหกกล่อง มุ่งหน้าตรงไปยังบ้านพักของหวังเหว่ยเพื่อนำอาหารมาฝากตามที่ตั้งใจไว้
“ไม่ได้หรอกครับผู้ใหญ่หวัง ทั้งโรคความดัน เบาหวาน ยิ่ง เป็น ผู้สูงอายุนี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยนะครับ จะละเลยไม่ได้เด็ดขาด”
บานประตูก็ถูกเปิดออกเสียก่อน จังหวะนั้นเองทำให้หลินอันหรานที่กำลังจะยกมือเคาะชะงักไปเล็กน้อย และสบตาเข้ากับคนในบ้านอย่างจัง สายตาสองคู่ประสานกันโดยบังเอิญท่ามกลางความเงียบ แววตาภายใต้กรอบแว่นของหมอหนุ่มกลับดูเย็นชาและดุดันขึ้นมาวับหนึ่ง ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากตำหนิเสียงเรียบนิ่ง
“ไม่รู้จักเคาะประตูก่อนงั้นเหรอ เสียมารยาท”
“เอ่อ ขอโทษที่มารบกวน พอดีเอาไก่ตุ๋นน้ำแดงมาให้ เห็นว่ามันเยอะเกินไปหน่อยเลยแบ่งมาให้ลองชิมดู” หลินอันหรานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรงใจ พลางรีบยื่นกล่องอาหารส่งให้คนตรงหน้าเพื่อหวังจะลดความกดดัน
หวังเหว่ยที่เดินตามมาข้างหลังเห็นท่าไม่ดีจึงรีบยื่นมือออกไปรับกล่องอาหารมาแต่โดยดี ด้วยตั้งใจจะเอาไปแบ่งให้หลาน ๆ และคนอื่น ๆ ในบ้านได้กินกัน ชายชราส่งยิ้มอบอุ่นอบอวลเพื่อกู้สถานการณ์ “ขอบใจมากนะ กลิ่นหอมเชียว เด็ก ๆ ในบ้านต้องชอบกันมากแน่ๆ ”
“หอมตรงไหนกัน ของมีแต่น้ำตาลกับโซเดียมแบบนี้ กินเข้าไปมีแต่ทำลายสุขภาพ” ชามหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“…” หลินอันหรานถึงกับยืนอึ้ง สมองกำลังประมวลผลอย่างหนักว่าเขาคนนี้คือใครกันแน่
“ส่งของเสร็จแล้วใช่ไหม งั้นคุณก็กลับไปได้แล้วล่ะ” เขาเอ่ยปากไล่ ทำเอาหวังเหว่ยทำตัวไม่ถูก
“เอ่อ ขอตัวกลับก่อนนะคะ” หลินอันหรานรีบโค้งตัวลา ก่อนจะหมุนตัวออกจากบ้านทันที
ในระหว่างทางที่กำลังเดินมุ่งหน้าไปยังร้านเหล้าตรงหัวมุมถนน สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นอาคารไม้ข้างทางที่เปิดไฟสว่างไสว พร้อมป้ายชื่อที่เด่นหราว่า ‘คลินิกแพทย์แผนจีน ลู่เหอ’ เธอจึงตัดสินใจเดินเข้าไปด้านใน 
ทันทีที่ผลักบานประตูไม้เลื่อนเข้าไป กลิ่นหอมสะอาดชวนผ่อนคลายของสมุนไพรจีนแห้งหลากชนิดก็ลอยมาแตะจมูก สัมผัสอันคุ้นเคยนั้นทำให้ภาพความทรงจำในวัยเยาว์ที่เกือบจะเลือนหายไปย้อนคืนกลับมาในสมองของหลินอันหรานอีกครั้ง
***
ตอนที่ 4 เป็นยังไงบ้างคะ