Plaifon_Mekkhaow · บ้านไร่ใต้แสงตะวัน

ตอนที่ 3

บทที่1 ตอนที่ 3 ซื้อของ

หญิงสาวเจ้าของรอยยิ้มสดใสและดวงตากลมโตเบื้องหน้าคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น เธอคือ สวี่หว่าน น้องสาวฝาแฝดของสวี่หมิง และเป็นเพื่อนสนิทในวัยเด็กที่เคยวิ่งเล่นด้วยกันกับเธอ

“หวานหว่าน เธอจริงๆ ด้วย” หลินอันหรานร้องอุทานออกมาด้วยความดีใจ

“ก็ใช่น่ะสิยัยบ้า ฉันนึกว่าเธอจะจำฉันไม่ได้ซะแล้ว” สวี่หว่านแสร้งทำเป็นค้อนขวับ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะโผเข้ามากอดแขนหลินอันกรานด้วยความคิดถึง ก่อนจะปรายตาไปทางสวี่หมิงแล้วบ่น

“ถ้าฉันไม่แอบหลอกถามพ่อก็ไม่รู้หรอกว่าเธอมาที่นี่ ปกติไอ้พี่บ้าคนนี้ไม่เคยคิดจะออกไปไหนเลย ฉันล่ะนึกสงสัยอยู่เชียวว่ารีบตื่นแต่เช้ามาหาใคร ที่แท้ก็แล่นมาหาเธอนี่เอง”

“เฮ้ๆ หยุดพูดเหลวไหลได้แล้ว” เสียงทุ้มกวนๆ ของสวี่หมิงดังขัดขึ้นจากทางด้านหลัง เขายกมือขึ้นเกาคอแก้เขินเล็กน้อยก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง “วันนี้ต้องรีบพาหรานหรานไปซื้อของนะ ”

หญิงสาวทั้งสองหัวเราะขึ้นพร้อมกันเมื่อเห็นเขาทำตัวไม่ถูก ก่อนพากันขึ้นรถออกเดินทางไปยังร้านค้าที่พูดคุยกับสวี่หมิงเมื่อคืน 

***

รถของสวี่หมิงเลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าร้านค้า จุดหมายแรกของพวกเธอคือร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าของ เฉินต้า ที่เป็นคนรู้จักในละแวกนี้

ทันทีที่ก้าวขาเข้ามาด้านใน หลินอันหรานก็หยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กขึ้นมาดูรายการของใช้ สิ่งที่เธอตรงดิ่งเข้าไปเลือกดูเป็นอันดับแรกด้วยความตั้งใจคือตู้เย็นเครื่องใหม่ที่จะเอามาไว้สำหรับแช่วัตถุดิบทำอาหาร

“หรานหราน มาดูตู้เย็นหลังนี้สิ สีมินต์มินิมอลแบบที่เธอชอบเป๊ะเลย” สวี่หว่านกวักมือ พลางชี้ชวนให้ดูเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า

“โธ่ ซื้อตู้เย็นเขาให้ดูที่ความถึกทนสิ ยี่ห้อที่เธอเลือกน่ะบอบบางจะตาย” สวี่หมิงเดินกอดอกเข้ามาขัดคอแกล้งทำหน้าขรึมใส่

“บอบบางอะไรกัน เขาเรียกว่าดีไซน์ทันสมัยย่ะ นายจะไปเข้าใจอะไรล่ะ” สวี่หว่านหันไปแยกเขี้ยวใส่

“ ฉันเกิดก่อนเธอตั้งสามนาทีนะ หวานหว่าน กะ-รุ-ณา-เรียก-พี่-ด้วย”เขายืดอกเถียงกลับทันควัน

ใช่แล้ว สองคนนี้เป็นฝาแฝดที่มักจะมีปัญหากับอายุที่ไม่เท่ากันอยู่เสมอ เพราะสวี่หมิงคลอดออกมาก่อนสวี่หว่านเพียงแค่สามนาทีเท่านั้น แต่นั่นก็ทำให้เขาชอบใช้สิทธิ์ความเป็นพี่ชายข่มน้องสาวอยู่เป็นประจำ

“สามนาทีไม่ได้นับเป็นพี่เฟ้ย” สวี่หว่านบ่นอุบ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีควงแขนหลินอันหรานไปดูตู้เย็นเครื่องอื่น

กว่าจะเลือกได้ก็นานอยู่พอสมควร สองพี่น้องที่ทะเลาะกันอยู่ตลอด หลินอันหรานต้องคอยห้ามทัพอยู่ตลอดจนกระทั่งตัดสินใจเลือกตู้เย็นที่ชอบได้สำเร็จเวลาก็ล่วงเลยไปยี่สิบกว่านาที 

หลังจากนั้นหลินอันกรานก็ไปยังโซนเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าต่อทันที

“หรานหราน ซื้อเครื่องซักผ้ารุ่นนี้สิ มีระบบถังปั่นเลียนแบบการซักมือด้วยนะ” สวี่หมิงแนะนำ

“ไม่ต้องไปฟังเลยหรานหราน ยุคนี้มันต้องเครื่องซักผ้าฝาหน้าพ่วงเครื่องอบผ้าอัจฉริยะในตัว อบเสร็จปุ๊บผ้าแห้งใส่ได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาตากแดดให้เนื้อผ้าเสีย” สวี่หว่านรีบเสนออีกทางเลือก

หลินอันหรานยืนมองสองคนเถียงกันไปมา รอยยิ้มบางๆ เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาในการเลือกซื้อของเข้าบ้านในเช้าวันนี้

หลังจากปล่อยให้ทั้งคู่ถกเถียงกันอีกพักใหญ่ สุดท้ายแล้วเธอใช้เวลาสิบนาทีก่อนจะตัดสินใจเลือกเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าที่ถูกใจได้

จนกระทั่งถึงตอนจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ หลินอันหรานหยิบเงินมาจ่ายไปกว่าหลายหมื่นหยวน

“หรานหราน ทำไมไม่ใช้บัตรเครดิตหล่ะ มันผ่อนชำระได้นะ ไม่จำเป็นต้องพกเงินสดเยอะขนาดนี้ก็ได้” สวี่หว่านตาโตด้วยความทึ่ง หลุดปากพูดออกไปด้วยความประหลาดใจ

“หวานหว่าน ถามแบบนี้มันเสียมารยาทนะ” สวี่หมิงหันไปดุน้องสาวฝาแฝด

หลินอันหรานยิ้มเจื่อนเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบอย่างสุภาพ

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ พอดีทำงานเก็บเงินสะสมจนได้เป็นเงินก้อนจำนวนหนึ่งน่ะ ไม่ค่อยได้ใช้มัน แต่มันก็ไม่ได้มากมายอะไรหรอก”

“เห็นไหม หัดเรียนรู้จากหรานหรานซะบ้างนะหวานหว่าน” สวี่หมิงกอดอกแล้วหันไปบ่นต่อ “เปิดร้านทำผมในเมืองร้านเดียวแท้ๆ แต่สุดท้ายก็ใช้เงินจนหมด ต้องมาแบมือขอเงินที่บ้านอยู่ตลอด” 

“เชอะ ใครจะไปเหมือนพี่ล่ะ” สวี่หว่านเบ้ปากใส่ “อุตส่าห์ขยันเก็บเงินก้อนแทบตาย แต่สุดท้ายกลับโดนผู้หญิงหลอกเอาเงินไปจนหมดตัวน่ะ”

หลินอันหรานได้ยินก็เหลือบมองสวี่หมิงที่จู่ๆ ก็นิ่งเงียบไป เขาไม่เอ่ยเถียงอะไรกลับไปแม้แต่คำเดียว เพียงแค่เดินนำไปก่อนทันที

สวี่หว่านเองก็หน้าถอดสีขบเม้มริมฝีปากแน่น เพราะเธอรู้ตัวดีว่าความปากไวของตนเองได้ขุดเอาแผลเป็นที่ใหญ่ที่สุดของสวี่หมิงขึ้นมาพูด

เธอหันมาคุยกับหลินอันหรานแล้วพูดน้ำเสียงเบาลงกว่าเดิม “เอ่อ..พวกของใช้อย่างอื่น เราไปดูร้านข้างๆ กันต่อเถอะนะ”

แม้จะเปลี่ยนเรื่องคุยบรรยากาศก็ยังคงอึดอัด เมื่อหลินอันหรานเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มหวังจะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศให้ดีขึ้น

“จริงด้วยหวานหว่าน ฉันยังมีรายการของที่ต้องซื้ออีกยาวเป็นหางว่าวเลยล่ะ ขืนพวกเรายังชักช้าอยู่ตรงนี้ มีหวังเที่ยงนี้คงได้ของไม่ครบแน่ๆ ไปกันเถอะ”

คำพูดของหลินอันหรานพอจะผ่อนคลายความมาคุลงไปได้เปราะหนึ่ง 

สวี่หมิงที่เดินนำอยู่ข้างหน้าชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย ท่าทีตึงเครียดของเขาดูอ่อนลงซ้ำยังยอมหันกลับมาพยักหน้ารับคำเธอเบาๆ ก่อนจะเดินนำออกไปคอยที่หน้าร้านก่อน

พอสวี่หมิงเดินลับสายตาไป หลินอันหรานกลับแอบเอื้อมมือไปรั้งแขนเสื้อของสวี่หว่านเอาไว้เบาๆ พอเห็นอีกฝ่ายยังคงยืนหน้าเสียและกำมือแน่นด้วยความรู้สึกผิด เธอจึงเข้าไปกระซิบปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“หวานหว่าน สิ่งที่เธอพูดเมื่อกี้มันแทงใจดำเขามากเลยนะ ลองเดินไปขอโทษสวี่หมิงดีไหม”

สวี่หว่านเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ

“อื้ม..ฉันรู้แล้วหรานหราน ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่องนั้นเลยจริงๆ”

หลินอันหรานยิ้มให้กำลังใจ พลางดันหลังเพื่อนสาวเบาๆ ให้เดินนำออกไปก่อน

สวี่หว่านสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ เข้าไปหาสวี่หมิงที่ยืนรออยู่หน้าร้าน เธอเอื้อมไปดึงชายเสื้อของเขาแล้วเขย่าเบาๆ

“เมื่อกี้ฉันขอโทษนะ ฉันปากเสียไปเอง พี่อย่าโกรธฉันเลยนะ” สวี่หว่านช้อนตามอง ในดวงตาแสดงออกชัดเจนว่ารู้สึกผิดจริงๆ

สวี่หมิงหันมองสวี่หว่าน เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นมะเหงกใส่หัวสวี่หว่านไปทีหนึ่งอย่างไม่แรงนักด้วยความหมั่นไส้

“รู้ตัวก็ดี วันหลังอย่าพูดเรื่องนี้อีกเข้าใจไหม”

“โอ๊ย เจ็บนะ!” สวี่หว่านลูบหัวตัวเองป้อยๆ แต่ก็ยอมหัวเราะออกมาได้ในที่สุด

ในตอนที่คนทั้งสามกำลังจะก้าวขาเดินพ้นเขตร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าของเฉินต้าเพื่อไปยังจุดหมายถัดไป สายตาของพวกเขาก็พลันสะดุดเข้ากับร่างของใครคนหนึ่งที่กำลังเดินสวนเข้ามาพอดี

ชายหนุ่มผู้นั้นมีบุคลิกโดดเด่น สวมใส่เสื้อผ้าที่ดูราคาเเพงพร้อมสวมแว่นกันแดดบนใบหน้า เขามีบุคลิกโดดเด่นสะดุดตา ยิ่งไปกว่านั้น ด้านหลังยังมีกลุ่มชายชุดดำคอยเดินตามรับใช้อยู่ไม่ห่าง

หลินอันหรานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะถามขึ้นมาด้วยความสนใจ

"นั่นใครนะ"

“ นั่นคือ เซิ่งอวี้ ลูกชายของตระกูลเซิ่งที่อยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ในเมืองเขต A นี่นา” สวี่หว่านพูดพลางทำตาโต “พ่อของเขาคือเซิ่งคุน ย้ายมาตั้งรกรากเมื่อเก้าปีก่อนนี่เอง เห็นว่าเป็นเจ้าของธุรกิจรีสอร์ตหรูแล้วก็คอกม้าขนาดใหญ่ที่เปิดในเมืองนี้”

หลินอันหรานฟังแล้วพยักหน้าและเหลือบมองตามหลังชายหนุ่มสวมแว่นกันแดดและกลุ่มลูกน้องที่เดินผ่านไป เธอคิดไม่ว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้จะมีธุรกิจใหญ่เข้ามาเปิดบริการด้วย

ในขณะที่ความคิดในหัวกำลังแล่น ร่างสูงโปร่งของเซิ่งอวี้พร้อมกลุ่มลูกน้องก็กำลังจะเดินสวนผ่านคนทั้งสามไปทิศทางตรงกันข้าม

ในวินาทีที่ระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่ก้าว สายตาของหลินอันหรานสบกับเซิ่งอวี้ที่เบนสายตามาพอดี แม้เธอจะไม่เห็นดวงตาภายใต้กรอบแว่นนั้น แต่รับรู้ได้ว่าเขาก็จ้องตรงกลับมาที่ดวงตากลมโตของเธอโดยตรงอย่างไม่คิดปิดบัง

เขามองอยู่ไม่นานก็หมุนตัวเดินนำกลุ่มลูกน้องตรงเข้าไปในห้าง

“หรานหราน เมื่อกี้ฉันเห็นนะ นายน้อยเซิ่งหันมามองเธอด้วยใช่ไหม” สวี่หว่านหันมาแซว

เขียนสามตอนรวด ฉลองเรื่องใหม่ ไรท์ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ ฝากคอมเม้นให้เกำลังใจด้วยนะคะ

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์