Plaifon_Mekkhaow · บ้านไร่ใต้แสงตะวัน

ตอนที่ 1

บทที่ 1 ตอนที่ 1 หลีกหนีจากเมืองใหญ่

รถยนต์คันเล็กเลี้ยวเข้าจอดเทียบข้างทาง หลินอันหรานเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ที่แอพวีลิงค์กำลังสั่นอยู่นานแล้ว ก่อนจะถอนหายใจยาวและกดรับสายเมื่อเห็นว่าเป็นใคร

“หรานหราน ตอนนี้ถึงไหนแล้วลูก”

“ยังไม่ถึงเมืองเถาหยวนเลยค่ะแม่” อันหรานตอบพลางเอนหลังพิงเบาะด้วยความล้า

“แม่ละเชื่อเลยจริงๆ..ตอนนี้แม่อยู่ประเทศ Z ติดประชุมกับลูกค้าตั้งหลายเจ้า เฮ้อ ไปอยู่บ้านนอกแบบนั้นมันดีตรงไหนกันนะหรานหราน” เสียงปลายสายตอบรับ

“มันก็ดีนะคะ เดี๋ยวถึงบ้านจะโทรหานะคะแม่” 

“สำหรับหนูมันดีมากเลยค่ะ” อันหรานระบายยิ้มบางๆ

“เอาไว้ถึงบ้านแล้วหนูจะโทรหานะคะแม่”

เธอไม่รอให้แม่พูดต่อก็ตัดสายทันที ก่อนจะกดส่งสติกเกอร์การ์ตูนบอกลาบนหน้าจอ

ก่อนจะล็อกหน้าจอโทรศัพท์แล้ววางมันลงบนเบาะข้างคนขับ หลินอันหรานสูดหายใจเข้าลึก หมุนพวงมาลัยบังคับรถยนต์คันเก่งให้แล่นทะยานไปข้างหน้า มุ่งหน้าสู่ป้ายบอกทางที่เขียนไว้ว่า ‘เมืองเถาหยวน’

เมืองเถาหยวนที่เป็นจุดหมายปลายทาง..แท้จริงแล้วเป็นเพียงหมู่บ้านชนบทเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยทิวเขาเขียวขจี เข็มนาฬิกาบนคอนโซลรถบอกเวลาช่วงสายของวัน

แสนแดดอุ่นจัดยามสายทอประกายลงมากระทบผืนป่าจนดูราวกับภาพวาด บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบเสียจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านยอดไม้

บนถนนสายเล็กที่ทอดยาวเข้าไปในหมู่บ้าน มีเพียงรถยนต์ของเธอแล่นอยู่ตามลำพัง นานๆ ครั้งถึงจะมีรถกระบะขนพืชผักของชาวบ้านสวนแล่นสวนทางมาสักคัน พร้อมกับรอยยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตรของคนขับที่ส่งผ่านกระจกรถเข้ามา

เมื่อรถยนต์แล่นเข้าสู่ใจกลางชุมชนและค่อยๆ ชะลอความเร็วลง ชาวบ้านสองข้างทางที่กำลังง่วนอยู่กับงานของตนต่างพากันหันมามองผู้มาเยือนคนใหม่ด้วยความสนใจ เพราะนานทีปีหนจะมีคนแปลกหน้าขับรถเข้ามาในที่นี้

ในตอนนั้นเอง ผู้ใหญ่บ้านที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ตรงแคร่ไม้ใต้ร่มไม้ใหญ่ก็ลุกขึ้น และเริ่มก้าวเดินตรงเข้ามาทางรถของเธอด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร

“ยัยหนู ขับรถมาตั้งไกล มีธุระอะไรที่หมู่บ้านเถาหยวนของเราหรือเปล่า”

หลินอันหรานเพ่งมองใบหน้ากรำแดดของชายชราตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วความทรงจำในวัยเด็กที่ห่างหายไปนานสิบกว่าปีก็ผุดซ้อนทับขึ้นมาทันที

ชายคนนี้คือ..ผู้ใหญ่บ้านหวังเหว่ย เพื่อนสนิทของคุณตาเธอนั่นเอง

“ผู้ใหญ่หวังใช่ไหมคะ หนู..หลินอันหรานค่ะ เป็นหลานสาวของคุณตาหลินเจิ้น ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ”

“อ้าว หรานหรานเองเหรอ” เขาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่ด้วยความดีใจ

“โตขึ้นตั้งเยอะ แถมยังสวยขึ้นจนปู่จำแทบไม่ได้เลยนะเนี่ย”

“ขอบคุณค่ะผู้ใหญ่หวัง”

“ว่าแต่..ทำไมถึงขับรถมาถึงที่นี่ได้ล่ะ” หวังเหว่ยชะงักคำพูดไปเล็กน้อยด้วยความเกรงใจ ก่อนจะเอ่ยถามต่อด้วยรอยยิ้ม “หรือว่าเรากำลังหลงทางอยู่หรือเปล่า”

“ค่ะ..หนูหลงทางจริงๆ พอเลี้ยวเข้าหมู่บ้านมาแล้ว ทางมันดูคล้ายกันไปหมดเลย หนูอยากกลับไปบ้านเดิมของคุณตา” เธอหน้าแดงวาบ 

หวังเหว่ยหัวเราะร่าอย่างเอ็นดู ก่อนจะยกมือขึ้นชี้ไปทางเส้นทางเล็กๆ ด้านหน้า

“ทางไปบ้านคุณตาอยู่ทางซอยข้างหน้านี่เอง ขับตรงเข้าไปสุดทางเลยลูก..แต่ปู่ต้องบอกไว้ก่อนนะว่าบ้านหลังนั้นมันเก่ามากแล้ว ตั้งแต่หลินเจิ้นจากไปก็ไม่มีใครเข้าไปดูแลเลย ไว้ยังไงเดี๋ยวให้ปู่เรียกช่างไม้มาดูให้ไหม”

“ขอบคุณมากเลยค่ะ เรื่องช่างไม้รบกวนด้วยนะคะ” หลินอันหรานโน้มตัวแสดงท่าขอบคุณและขอตัวลาหวังเหว่ย

ก่อนจะเคลื่อนรถยนต์ตรงลึกเข้าไปตามเส้นทางในซอยแคบๆ สองข้างทางเปลี่ยนเป็นแมกไม้ร่มครึ้มขนาบข้าง จนกระทั่งรถแล่นมาสุดทางสายตา

ภาพเบื้องหน้าทำให้ต้องชะลอรถจนหยุดนิ่ง

บนผืนดินกว้างใหญ่หลายไร่ของคุณตา มีบ้านไม้สองชั้นหลังเล็กตั้งอยู่ สภาพของมันทรุดโทรมไปมากตามกาลเวลาและขาดการดูแล

หลังคาไม้มีคราบตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะเป็นย่อมๆ สีผนังบ้านหลุดร่อนจนเห็นเนื้อไม้แต่เดิม และมีเถาวัลย์เลื้อยพันขึ้นมาตามเสาเรือน

หลินอันหรานเอื้อมมือไปบิดกุญแจดับเครื่องยนต์ ผลักประตูแล้วก้าวขาออกจากตัวรถยนต์ ก่อนจะหันกลับไปเปิดประตูเบาะหลัง เอื้อมมือหยิบกระเป๋าเดินทางใบโตและสัมภาระออกมา 

เธอกระชับสายกระเป๋าไว้ให้แน่น พลางก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปยังบ้านหลังที่อยู่ตรงหน้า

หลินอันหรานก้าวเดินมาหยุดอยู่หน้าประตู หยิบลูกกุญแจขึ้นมาเสียบ พลันออกแรงบิดเบาๆ จนเกิดเสียงปลดล็อก

เธอเดินเข้าไปสำรวจภายในบ้าน ลองเอื้อมไปกดสวิตช์ไฟตรงผนังด้วยความไม่มั่นใจ

แสงไฟสีส้มสว่างวาบขึ้นมาทันที และเมื่อเธอเดินไปลองบิดก๊อกน้ำเก่าที่อ่างล้างจาน สายน้ำใสสะอาดก็ไหลทะลักออกมาเป็นปกติ

หลินอันหรานมองภาพนั้นด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่รอยยิ้มบางๆ จะผุดขึ้นบนใบหน้าเมื่อนึกถึงเหตุผลได้

‘คงเป็นเพราะพินัยกรรมที่คุณตาทำทิ้งไว้ล่วงหน้า ท่านระบุเงื่อนไขให้กองมรดกหักเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟของบ้านหลังนี้ไว้ทุกเดือนอยู่ตลอด’ หลินอันหรานคิด

เมื่อเห็นว่าระบบน้ำและไฟพร้อมใช้งาน หลินอันหรานก็ไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เธอวางกระเป๋าเดินทางใบโตลงข้างผนัง รวบผมยาวสลวยขึ้นมัดเป็นมวยลวกๆ แล้วถกแขนเสื้อขึ้นเตรียมพร้อม จากนั้นจึงเริ่มลงมือปัดกวาดเช็ดถูฝุ่นที่จับตัวหนาอยู่ตามเฟอร์นิเจอร์ไม้ภายในบ้านทันที

กว่าจะจัดการปัดกวาดเช็ดถูจนบ้านทั้งหลังสะอาดเอี่ยม หลินอันหรานยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อพลางทอดสายตามองผลงานด้วยความภูมิใจ

ทันใดนั้นเอง เสียงรถยนต์ก็ดังขึ้นหน้าบ้าน 

เธอรีบเดินออกไปเปิดประตู เห็นรถกระบะที่มาพร้อมอุปกรณ์ซ่อมบ้านจำนวนหนึ่ง 

หวังเหว่ยที่เดินมาพร้อมกับตะกร้าของกิน โดยมีช่างไม้และลูกมือหนึ่งคนเดินตามหลังมา แต่สิ่งที่ทำให้หลินอันหรานต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ มีใบหน้าที่แสนคุ้นเคยซ่อนอยู่ เขาคือ สวี่หมิง เพื่อนในวัยเด็กที่เธอเคยวิ่งเล่นด้วยกันเมื่อสิบกว่าปีก่อน ซึ่งตอนนี้โตขึ้นเป็นชายหนุ่มท่าทางขยันขันแข็ง โดยมีสวี่เจิ้งผู้เป็นพ่อและเป็นช่างไม้ฝีมือดีของหมู่บ้านเดินเคียงข้างกันมา

“เข้าบ้านมาก่อนนะคะลุงสวี่ หมิงเกอด้วยนะ” หลินอันหรานเอ่ยชวนพลางเบี่ยงตัวเปิดทางให้ทุกคนเดินเข้ามาในบ้าน

สวี่หมิงส่งยิ้มกว้างให้เธอพลางช่วยหอบกล่องเครื่องมือตามหลังผู้เป็นพ่อเข้ามา

“ปู่เอาอาหารกลางวันมาส่งให้น่ะ เห็นว่าหนูเพิ่งทำความสะอาดเสร็จเหนื่อยๆ เอาล่ะ ปู่ไม่กวนแล้ว ขอตัวกลับไปก่อนนะ มีงานต้องไปทำต่อ”หวังเหว่ยส่งยิ้มพลางวางตะกร้าอาหารไว้ที่โต๊ะม้านั่งยาว ก่อนจะโบกมือลาและเดินแยกตัวจากไป

หลินอันหรานจึงเริ่มเปิดบทสนทนากับสวี่เจิ้งด้วยความเกรงใจ

“บ้านหลังนี้เก่ามากเลยค่ะลุงสวี่ หนูเลยไม่แน่ใจว่าต้องซ่อมแซมตรงไหนบ้าง แล้วพวกเฟอร์นิเจอร์เก่าบางอย่างยังพอใช้ได้ไหม” 

“เรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดราคาประมาณเท่าไหร่หรือคะ” เธอถาม 

สวี่เจิ้งหันมาส่งยิ้มอบอุ่นให้หลินอันหราน 

“เดี๋ยวลุงขอเดินเช็กโครงสร้างรอบๆ บ้านก่อนนะ วันนี้หลักๆ คงต้องตรวจดูห้องนอนและประตูหน้าต่างดีๆ ส่วนพวกห้องครัวว่าต้องซ่อมตรงไหนได้บ้าง ในเรื่องราคาเดี๋ยวลุงดูหน้างานเสร็จจะคำนวณราคาแบบเป็นกันเองให้นะ ไม่ต้องห่วง” ก่อนจะยกตลับเมตรขึ้นมาเตรียมพร้อม

“ขอบคุณค่ะ” หลินอันหรานเพูดพร้อมส่งยิ้มคุณลุงสวี่เจิ้ง เธอเปิดกล่องใบชาชั้นดีแล้วเริ่มลงมือชงชาร้อน ระหว่างที่กำลังรอให้ชาได้ที่ ก็หันไปล้างถ้วยชา ไม่นานนักสวี่เจิ้งก็เดินกลับลงมาจากข้างบน

“ในห้องนอนมีจุดที่ต้องซ่อมนิดหน่อยนะ” สวี่เจิ้งพูด

“คุณลุงดื่มชาก่อนไหมคะ หนูเพิ่งชงเสร็จร้อนๆ เลย” อันหรานเอ่ยชวนอย่างสุภาพอ่อนโยน

“เอาไว้ดื่มหลังจากซ่อมเสร็จทีเดียวดีกว่า จะได้ลุยงานยาวๆ” ลุงสวี่พูดพร้อมโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะยื่นกระดาษประเมินราคาให้เธอ

“เท่าที่ลุงดู นี้เป็นราคาที่ใช้ในการซ่อมแซมบ้านจะอยู่ประมาณเท่านี้ งานนี้น่าจะใช้เวลาสักสองสามวันก็เสร็จแล้วล่ะ โชคดีที่สีตัวบ้านยังไม่ลอก ถ้าทำความสะอาดเสียหน่อยมันจะดูดีขึ้นมาก แต่ลุงขอมัดจำล่วงหน้าก่อนสัก 20 เปอร์เซ็นต์นะ”

หลินอันหรานกวาดสายตามองตัวเลข ก่อนจะพยักหน้ารับด้วยความยินดี

“ได้ค่ะลุงสวี่ หนูขอสแกนจ่ายนะคะ”

“ได้เลยๆ อาหมิง เอาโทรศัพทของาแอดวีลิงก์หน่อย”

สวี่หมิงที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบเปิดโทรศัพท์มือถือยื่นบัญชีวีลิงค์ให้เธอทันที หลังจากระบบแจ้งเตือนว่าเงินเข้าเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็จ้องมองหน้าจอพลางอึกอักเล็กน้อย

“เอ่อ หรานหราน ขอแอดเป็นเพื่อนได้หรือเปล่า”

หลินอันหรานชะงักไปนิดก่อนจะคลี่ยิ้มบาง “ได้สิ เอาโทรศัพท์มาสิเดี๋ยวฉันกดรับให้”

สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์