Littlecat · (นิยาย) เกิดใหม่เป็นวายร้ายผมทองและต้องเอาตัวรอดในนิยายยูริ!

ตอนที่ 93

บทที่ 17 มหากลไกลี้ลับ

บทที่ 17 มหากลไกลี้ลับ

“เฮ้อ จะว่าไป พี่อยากให้น้องกลายเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ น่ารักๆ จังเลย เพราะแบบนั้นพี่จะได้กอดน้องไว้ในอ้อมอกแล้วขยี้ให้หนำใจไปเลย” รุ่นพี่ทำท่าประกอบที่หน้าอกตูมๆ ของเธอ พูดด้วยน้ำเสียงคาดหวัง

กลายเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ?

กอดไว้ในอ้อมอก?

ขยี้?

“ผมดื่ม!”

มูนตบโต๊ะปัง พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น:

“ลูกผู้ชายอกสามศอก จะมากลัวเรื่องแค่นี้ได้ยังไง? รุ่นพี่มีบุญคุณกับผม ผมย่อมต้องตอบแทนอย่างเต็มที่!”

เพราะงั้นฉันไม่ได้อยากกลายเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ แล้วให้รุ่นพี่กอดพร้อมกับขยี้หรอกนะ!

ไม่ใช่ซะหน่อย!

พูดจบ มูนคว้าขวดยาขึ้นมา กระดกทีเดียวหมดเกลี้ยง

ดื่มเสร็จ มูนกะว่าจะได้รับสายตาชื่นชมศรัทธาซาบซึ้งจากรุ่นพี่ แต่กลับพบว่าแววตาของรุ่นพี่แอนนาดูเอือมระอานิดๆ

“น้องมูน”

“ครับ?”

“ยาก็มีปริมาณกำหนดนะ จริงๆ น้องไม่จำเป็นต้องดื่มหมดขวดก็ได้”

“...งั้นผมคายออกมาได้ไหมครับ?”

“ไม่ได้”

พูดจบ รุ่นพี่แอนนาก็หลุดขำออกมา หัวเราะจนตัวงอ

“คิกๆๆ... น้องนี่ตลกชะมัด ใครเขาดื่มยาหมดขวดรวดเดียวแบบนั้นกัน แถมดูหน้าเมื่อกี้สิ อยากให้พี่ชมเหรอ?”

“ผมแค่รู้สึกว่าตัวเองโง่มากครับ”

มูนอยากจะร้องไห้ แทบจะแทรกแผ่นดินหนี “แล้วดื่มเยอะไปจะมีผลอะไรไหมครับ?”

“โอ๋ๆ ไม่เป็นไรหรอก”

รุ่นพี่เดินเข้ามาลูบหัวมูนจริงๆ พูดปลอบโยน: “แค่ฤทธิ์ยาจะอยู่นานขึ้นหน่อยเท่านั้นเอง”

“งั้นเหรอครับ งั้นผมก็วางใจ”

สัมผัสฝ่ามือนุ่มนิ่มของรุ่นพี่ ทำให้มูนโล่งใจ

ไม่เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงเพราะดื่มมากไปก็ดีแล้ว

“งั้นต่อไป...”

“รอจ้ะ”

แอนนายิ้ม “รอดูว่าน้องจะกลายเป็นตัวอะไร”

...

ห้านาที...

สิบนาที...

สามสิบนาที...

หนึ่งชั่วโมง...

จนกระทั่งเสียงออดพักทานอาหารเย็นจากโรงอาหารด้านนอกดังขึ้น มูนก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

“เอ่อ... รุ่นพี่ครับ ยานี้ออกฤทธิ์ช้าจังเลยนะครับ”

“...”

เป็นครั้งแรกที่แอนนาเก็บอาการไม่อยู่ หยิบตำราเก่าๆ ขึ้นมาพลิกดู

สักพัก เธอนวดขมับแล้วพูดว่า:

“โทษทีนะจ๊ะน้องมูน สงสัยพี่จะปรุงผิดสูตร ยาคงเสื่อมสภาพไปแล้ว”

“แล้วจะเอายังไงต่อครับ?”

“อืม... งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว น้องไปกินข้าวเถอะ”

รุ่นพี่แอนนายิ้มอีกครั้ง ลุกขึ้นส่ง

แต่มูนรู้สึกว่ารอยยิ้มของเธอแฝงนัยบางอย่าง

“งั้นเหรอครับ”

แต่มูนก็ทำได้แค่พยักหน้าอย่างว่าง่าย

“งั้นลาก่อนครับรุ่นพี่”

“จ้ะ บ๊ายบายนะน้องมูน”

มูนเดินออกจากห้องชมรมปรุงยาโบราณ

แต่จังหวะที่เดินออกไป เขาเผลอหันกลับมามอง

รุ่นพี่แอนนายืนพิงหน้าต่าง มองออกไปที่ความวุ่นวายภายนอก

เธอดูราวกับไม่เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ สีหน้าเย็นชา ร่างกายดูโดดเดี่ยว

น่าปวดใจจริงๆ

...

...

ตอนกินข้าวเย็น มูนบังเอิญเจอแอเรียลกำลังต่อสู้กับขนมปังดำที่โรงอาหารแจกฟรีอย่างดุเดือดอยู่ที่มุมห้อง

ขนมปังดำนั่นทั้งเย็นทั้งแข็ง ว่ากันว่าสำหรับคนจน นอกจากจะเป็นอาหารแล้ว ยังเป็นอาวุธป้องกันตัวชั้นดี ในเขตเมืองล่างของเบลแลนด์ มีคนโดนขนมปังดำตีตายปีละไม่น้อย

ดูแอเรียลสู้รบกับขนมปังนั่นแล้ว ยังดูเหนื่อยกว่าสู้ตายกับศัตรูที่เก่งกว่าสองระดับซะอีก

มูนทนดูไม่ได้ กะว่าจะเข้าไปเลี้ยงข้าว แต่พอเห็นรังสีอำมหิตบนหน้าเธอ คิดไปคิดมา จู่ๆ ก็รู้สึกปอดแหก

เขาจึงแอบขึ้นไปกินชั้นสองเสร็จ ก็รีบชิ่งหนี

รู้สึกว่าขืนเข้าไปตอนนี้ มีหวังโดนฟาดด้วยขนมปังตายคาที่แน่!

ชีวิตย่อมสำคัญกว่า

...

...

“ชีวิตดี๊ดี”

ระหว่างเดินกลับหอพัก สัมผัสความสงบสุขรอบตัว มูนอดไม่ได้ที่จะบิดขี้เกียจ

ตอนนี้ชีวิตในสถาบันของเขาเข้าที่เข้าทางแล้ว ปัญหาเรื่องครูสอนทฤษฎีเวทมนตร์เบื้องต้นก็เคลียร์แล้ว แอเรียลก็ดูไม่มีทีท่าว่าจะพุ่งมาฆ่าแกงกัน

—ถึงช่วงนี้แอเรียลจะชอบทำหน้าตาน่ากลัวใส่ก็เถอะ

แม้แต่ข่าวลือและอคติพวกนั้น ก็คงค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับการจัดระเบียบชมรมข่าวและความพยายามของเขาเอง

“ตามเนื้อเรื่องในนิยาย เหตุการณ์ใหญ่ครั้งแรกในสถาบัน น่าจะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า”

“มหากลไกลี้ลับชั้นที่สามที่ปกป้องสถาบันเสื่อมสภาพด้วยเหตุผลบางอย่าง แล้วศัตรูภายนอกก็บุกเข้ามา”

“หมายความว่า ฉันยังมีเวลาสงบสุขอีกหนึ่งเดือนสินะ?”

มูนลูบคาง ยิ้มออกมา

หลังจากผ่านเรื่องราวมากมายมา แค่คิดว่ามีเวลาสงบสุขอีกตั้งหนึ่งเดือน ก็มีความสุขจนแทบจะลอยได้แล้ว

...

...

“ท่าน! รักษา! การ! อธิ! การ! บดี!”

หอนาฬิกาใหญ่ ห้องทำงานอธิการบดี ศาสตราจารย์พรังตบโต๊ะดังปัง ตะคอกใส่หมีชมพูหน้าตลกที่นอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้:

“ทำไมถึงปิดมหากลไกลี้ลับชั้นที่สาม?”

“ทำไมเหรอ?”

หมีชมพูยื่นแขนล่ำสันขนดกออกมาจากปากหมี ในมือคีบซิการ์ ควันสีขาวลอยออกมาจากตาและหูหมีไม่ขาดสาย

“ก็เพราะมันเปลืองเงินน่ะสิ ฉันเช็คบัญชีรายจ่ายของสถาบันดูแล้ว แค่ค่าบำรุงรักษามหากลไกลี้ลับชั้นที่สามอย่างเดียว ก็ปาเข้าไปตั้งหนึ่งในห้าของรายจ่ายทั้งหมด ไม่คิดว่ามันสิ้นเปลืองไปหน่อยเหรอ?” เสียงของหมีชมพูยังคงเอื่อยเฉื่อย เหมือนลุงวัยกลางคนหมดไฟ

“นายเลยเอาเงินสถาบันไปซื้อซิการ์หรูกับสมุดภาพนักบุญหญิงผิดกฎหมายพวกนี้งั้นเหรอ?”

ศาสตราจารย์พรังปาสมุดภาพสาวสวยนุ่งน้อยห่มน้อยลงพื้น “ไม่กลัวโบสถ์แห่งชีวิตรู้เข้า แล้วโดนข้อหาลบหลู่นักบุญหญิงหรือไง?”

“เฮ้ยๆ ถึงชื่อจะเป็นสมุดภาพนักบุญหญิง แต่คนข้างในไม่เกี่ยวกับนักบุญหญิงสักนิด แค่หน้าคล้ายๆ เฉยๆ อย่ามามั่วนะ”

หมีชมพูค่อยๆ เก็บสมุดภาพขึ้นมา ปัดฝุ่นออกด้วยความทะนุถนอม:

“ของพรรค์นี้หายากจะตาย หมดเงินไปตั้งเยอะ”

“ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ นายดันใช้เงินสถาบัน!”

“ตอนนี้ฉันเป็นอธิการบดี เงินสถาบันก็คือเงินฉันไง”

“แต่คนทำบัญชีส่งเบื้องบนตอนสิ้นปี คือฉันโว้ย!” ศาสตราจารย์พรังตะโกนลั่น

“...”

หมีชมพูเงียบไปนิดนึง แล้วจู่ๆ ก็เอามือขนดกเหม็นบุหรี่วางบนไหล่ศาสตราจารย์พรัง:

“ลำบากหน่อยนะ สู้ๆ ฉันเชื่อว่านายทำได้”

“ไม่ต้องมาให้กำลังใจฉัน!”

ศาสตราจารย์พรังปัดมือขนดกออก เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ:

“อีกอย่างเรื่องนี้มันเรื่องเล็ก ที่ฉันมานี่เพราะอยากรู้เหตุผลจริงๆ ที่นายปิดมหากลไกลี้ลับชั้นที่สาม! มหากลไกลี้ลับชั้นที่สามเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องนักเรียน นายปิดมันแล้วความปลอดภัยของนักเรียนล่ะจะทำยังไง?”

“อย่ามาอ้างว่าเปลืองเงิน ค่าบำรุงรักษามหากลไกลี้ลับชั้นที่สาม มาจากเงินบริจาคของพวกขุนนาง ไม่เกี่ยวกับเบื้องบนเลยสักนิด!”

“เฮ้อ นายยังไม่เข้าใจอีกเหรอ? ศาสตราจารย์พรัง?” หมีชมพูถอนหายใจอย่างจนใจ

“ไม่เข้าใจอะไร?”

“เหอะ! ปกติก็ฉลาดดีนี่ ทำไมตอนนี้โง่ชะมัด?”

หมีชมพูสูบซิการ์เข้าปอดลึกๆ พ่นควันออกมาอย่างสบายใจ แล้วพูดว่า:

“นายเคยคิดไหมว่า ทำไมเบื้องบนถึงส่งฉันมาเป็นรักษาการอธิการบดี?”

“เพราะ...”

ศาสตราจารย์พรังชะงัก

ความโกรธในใจเหมือนโดนน้ำเย็นสาด ดับวูบไปเกือบครึ่ง

บางเรื่องมักถูกมองข้าม แต่พอถูกพูดถึง ก็เหมือนเรื่องผีที่ฟังมาตอนกลางวัน ตามหลอกหลอนไม่หยุดหย่อน

อย่างเช่น...

ทำไมคนที่ไม่เหมาะจะเป็นอธิการบดีอย่างหมีชมพู ถึงถูกส่งมาเป็นรักษาการอธิการบดี?

แล้วทำไมอธิการบดีแฮทธาเวย์ที่รักสถาบันยิ่งชีพ ถึงไม่พูดอะไรเลยก่อนจะจากไป?

“เข้าใจหรือยัง?”

หมีชมพูสูบครั้งสุดท้าย แล้วบี้ซิการ์ลงในที่เขี่ยบุหรี่ พูดเสียงเย็นชา:

“การมาของฉัน คือตัวแทนเจตจำนงของเบื้องบน

——พวกเขาเริ่มทนไม่ไหวกับวิธีการสอนที่อ่อนโยนเกินไปของสถาบันแล้ว!”

“แต่... วิธีการสอนแบบนี้มันไม่ดีตรงไหน?” ศาสตราจารย์พรังมองด้วยความสับสน “พวกเขายังเป็นเด็กนะ”

“ศาสตราจารย์พรัง ลืมไปแล้วเหรอ? ฉันก็เคยเป็นนักเรียนเซนต์แมรีกาเหมือนกันนะ”

หมีชมพูรำลึกความหลังอย่างหดหู่ “เซนต์แมรีกาสมัยฉัน ถึงจะมีนักเรียนตายปีละหลายสิบคน แต่นั่นก็ถูกเรียกว่ารุ่นทองคำ และรุ่นนั้นแหละ ที่เป็นรากฐานของจักรวรรดิในปัจจุบัน

แต่ดูสิ ตั้งแต่มีมหากลไกลี้ลับชั้นที่สาม สถาบันไม่มีรุ่นทองคำโผล่มานานแค่ไหนแล้ว? ศาสตราจารย์พรัง คิดว่าเป็นปัญหาที่พรสวรรค์จริงๆ เหรอ?

ไม่! เป็นเพราะชีวิตที่สุขสบายเกินไป ทำให้เด็กพวกนั้นอ่อนแอลงต่างหาก!

ศาสตราจารย์พรัง ฉันไม่เชื่อหรอกว่านายจะไม่รู้สึก!”

“แต่... มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอ?”

ศาสตราจารย์พรังกัดฟันพูด “เริ่มปรับเปลี่ยนจากหลักสูตรก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องหักดิบขนาดนี้...”

“เพราะไม่มีเวลาแล้ว”

หมีชมพูถอนหายใจ:

“เดิมทีเบื้องบนก็วางแผนไว้อย่างที่นายว่า จะเคี่ยวเข็ญนักเรียนสักพัก แล้วค่อยๆ เปิดมหากลไกลี้ลับชั้นที่สามในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง แต่เพราะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็เลยต้องเลื่อนเข้ามา”

“เหตุการณ์ไม่คาดฝัน?”

“อยากรู้ไหม?”

หมีชมพูหัวเราะ หึๆ หยิบแผ่นหินสีดำออกมาวางตรงหน้าศาสตราจารย์พรัง:

“สาบานก่อน!”

“พันธสัญญาแห่งความเงียบงัน?”

มองแผ่นหินสีดำ สีหน้าของศาสตราจารย์พรังเริ่มเคร่งเครียด:

“ร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ?”

หมีชมพูยักไหล่ ทำท่าว่าพูดอะไรไม่ได้

“ก็ได้ หวังว่าคำตอบของนายจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง”

หลังเงียบไปครู่หนึ่ง ศาสตราจารย์พรังก็วางมือลงบนแผ่นหิน

ทันใดนั้น ลวดลายซับซ้อนบนแผ่นหินก็ส่องแสง พลังที่มองไม่เห็นร่วงหล่นลงมาจากที่ที่ไม่มีใครรู้ กลายเป็นตัวอักษรสีทอง แทรกซึมเข้าไปในหัวใจของศาสตราจารย์พรัง

พันธสัญญาเสร็จสมบูรณ์

นั่นคือพลังแห่งกฎเกณฑ์จากทวยเทพ หากใครผิดคำสาบานบนแผ่นหินสีดำ หัวใจจะระเบิดตายทันที

ศาสตราจารย์พรังชักมือกลับ มองหมีชมพูอย่างเย็นชา

“ตานายตอบแล้ว”

“โอเคๆ อย่ารีบร้อนสิ”

หมีชมพูหยิบซิการ์ออกมาอีกมวน ตัดปลาย จุดไฟ แล้วสูบเข้าปอดลึกๆ อย่างชำนาญ

รอจนควันพวยพุ่งออกจากตา หู หรือแม้แต่หัวของชุดมาสคอต เปลี่ยนเขาจากหมีชมพู เป็นหมีชมพูขี้โมโห เขาถึงพูดเนิบๆ ว่า:

“เรื่องมันง่ายมาก เทพชั่วร้ายเริ่มก่อเรื่องอีกแล้ว”

“เทพชั่วร้ายก็ก่อเรื่องทุกวันอยู่แล้วนี่”

ศาสตราจารย์พรังพูดอย่างเย็นชา “พวกสาวกลัทธิมารไม่เคยหยุดพักหรอก”

“เพราะงั้น ฉันถึงบอกว่าคนที่ก่อเรื่องคือเทพชั่วร้าย ไม่ใช่สาวกลัทธิมาร”

“เทพชั่วร้าย? ลงมือเอง?”

คราวนี้แม้แต่ศาสตราจารย์พรังก็เริ่มนั่งไม่ติด เพราะเขารู้ดีว่าสองคำนี้ที่ดูคล้ายกัน แต่ความหมายแฝงต่างกันราวฟ้ากับเหว!

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์