ตอนที่ 59
บทที่ 59
ไม่มีใครคาดคิดว่าหลิวจินฮวา จะกระโจนออกมา พอถูกชาวบ้านช่วยกันดึงแยกออก ยายหลิวก็ยังโดนหลิวจินฮวา เตะไปอีกหนึ่งที ในใจโกรธจนแทบระเบิด ไล่จะข่วนหน้าหลิวจินฮวา แต่ถูกคนอื่นดึงเอาไว้แน่นจึงไม่สำเร็จ
“หยุดกันให้หมด ถ้ายังวุ่นวายอีกจะหักคะแนนงาน”
มือที่ยายหลิวยื่นออกไปค้างอยู่กลางอากาศ
ขาที่หลิวจินฮวา ยกขึ้นก็ชะงัก ก่อนจะค่อยๆ เก็บกลับไป
หัวหน้าทีมหยางเห็นว่าทุกคนเงียบลงแล้ว ถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก เรื่องแบบนี้ในกองผลิตก็ถือว่าพบได้บ่อย เรื่องบ้านโน้นบ้านนี้ก็มีไม่ขาด
แต่ปัญหาของหลิวเหลาซานครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นกรณีที่ค่อนข้างร้ายแรง
สายตากวาดมองไปรอบหนึ่ง ก่อนจะหยุดอยู่ที่โจวซือเถียน “ซือเถียน เธอลองเล่าให้ฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น”
โจวซือเถียนจึงเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบให้หัวหน้าทีมฟัง
หัวหน้าทีมหยางก็ไม่ได้ฟังแค่จากโจวซือเถียนฝ่ายเดียว แต่ยังไปถามชาวบ้านที่มุงดูเพื่อรู้เรื่องราวทั้งหมด ซึ่งคำพูดของทุกคนก็แทบไม่ต่างกัน
อย่างน้อยตลอดเหตุการณ์ ซือเถียนไม่ใช่ฝ่ายเริ่มลงมือก่อน
ถึงแม้จักรยานจะบุบไปแค่นิดเดียวแล้วเรียกค่าเสียหายสิบหยวนจะดูเกินไปหน่อย แต่จักรยานของซือเถียนปกติก็ดูแลอย่างดี ใครๆ ก็ถือจักรยานเป็นของมีค่า อยู่ดีๆ ถูกทุบจนบุบ หัวหน้าทีมก็พอเข้าใจ
ส่วนที่หลิวเหลาซานโดนตี ก็เพราะเขาเป็นฝ่ายคิดจะลงมือก่อน
ทางหัวหน้าฝ่ายสตรีรับหน้าที่จัดการเรื่องระหว่างสามีภรรยา ส่วนหัวหน้าทีมก็จัดการไกล่เกลี่ยเรื่องของโจวซือเถียน
สามสิบหยวนถือว่าเยอะเกินไป ไม่มีใครชดใช้กันแบบนั้น สุดท้ายจึงตกลงกันได้ว่า ครอบครัวหลิวจะชดใช้ให้โจวซือเถียนแปดหยวน พร้อมไข่ไก่อีกห้าฟอง
“แต่มันก็ตีลูกชายฉันเหมือนกันนะ” ยายหลิวยังไม่ยอม
“ทำไมไม่พูดว่าลูกชายเธอเป็นฝ่ายจะลงมือกับเด็กผู้หญิงก่อนล่ะ” หัวหน้าทีมพูดอย่างไม่พอใจ “ดื่มเหล้าแล้วก็อาละวาด ไม่ตีเมียก็จะไปตีเด็กผู้หญิง ก็มีปัญญาแค่นี้แหละ”
“ก็เพราะนังแม่ไก่ไม่ออกไข่นั่นไง ถ้ามันให้กำเนิดลูกให้ตระกูลหลิวของฉันได้สักคน ลูกชายฉันก็ไม่มีทางเป็นแบบนี้หรอก”
โจวซือเถียนแค่นเสียง “ตกลงเธอต้องการไก่ที่ออกไข่ หรืออยากได้ลูกสะใภ้กันแน่ ถ้าชอบไก่ ก็ไม่ต้องให้ลูกชายแต่งเมียตั้งแต่แรกสิ ให้แต่งกับแม่ไก่ไปเลยดีกว่า ให้แม่ไก่ออกไข่ให้ทุกวัน อยากได้หลานชายก็เอาไข่มาฟัก ไม่อยากได้ก็เอาไปกิน สะดวกดีจะตาย”
“ยัยเด็กบ้า กล้าพูดแบบนี้เหรอ” ยายหลิวยกมือขึ้นจะฟาดใส่
“มาเลยสิ กล้ามาก็ตีดู ถ้าแตะต้องฉันแม้แต่นิดเดียว ฉันก็กล้าส่งเธอไปสถานีตำรวจให้ติดคุกเลย” โจวซือเถียนไม่กลัว กลับก้าวเข้าไปหาเสียด้วยซ้ำ
หัวหน้าทีมหยางจับมือยายหลิวไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างกดไหล่โจวซือเถียน “พอกันทีทั้งคู่”
โจวซือเถียนกอด อกนิ่งลง ส่วนยายหลิวโกรธจนตัวสั่น
“ฉันไม่จ่าย ฉันจะไม่จ่ายเงินให้ยัยเด็กนี่แม้แต่เฟินเดียว” ยายหลิวมองไปรอบๆ แล้วพูดอย่างแข็งกร้าว “งั้นฉันก็จะไปแจ้งความว่าเธอทำร้ายคนเหมือนกัน”
“เธอน่ะเหรอ? รู้ไหมว่าสถานีตำรวจอยู่ตรงไหน ให้ฉันบอกไหมล่ะ ไปสิ ไปบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าลูกชายเธอตีเมีย แล้วยังจะตีเด็กผู้หญิงในกองเดียวกัน ฉันรอให้เธอส่งลูกชายตัวเองเข้าไปด้วยมือตัวเองอยู่นะ”
“อย่ามาขู่ฉัน ฉันไม่เคยได้ยินว่าตีเมียจะผิดกฎหมาย” ยายหลิวพูดเสียงแข็งแต่ใจกลัว
ส่วนเรื่องตีโจวซือเถียนนั้น ก็ยังไม่ได้สำเร็จ แถมยังโดนสวนกลับอีก เลยไม่นับ
“ไม่เคยได้ยินไม่ได้แปลว่าไม่มี ลูกสะใภ้เธอก็เป็นคน ไม่ใช่แม่ไก่ไม่ออกไข่อะไรนั่น ฉันยังนึกว่าหลิวเหลาซานจะเก่งแค่ไหน ที่แท้ก็แค่ผู้ชายไร้ความสามารถ ดื่มเหล้าสองแก้วแล้วไปตีเมีย เป็นคนขี้ขลาด ผู้ชายแบบนี้ไม่สมควรเรียกว่าผู้ชายเลย สมควรแล้วที่ทำให้เมียตัวเองมีลูกไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง กินอะไรก็ไม่เหลือ เป็นขยะชัดๆ”
ยายหลิวชี้นิ้วใส่โจวซือเถียน มือสั่นไม่หยุด “เหลวไหล! เหลวไหล! ชัดๆ ว่าสวี่เหอฮวา นั่นแหละที่มีลูกไม่ได้ ไม่สามารถสืบสกุลให้ตระกูลหลิวของฉัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับลูกชายฉัน ไม่หย่ามันก็เพราะลูกชายฉันใจดี”
โจวซือเถียนเดินเข้าไป ยายหลิวถอยหลังโดยสัญชาตญาณสองก้าว “จะทำอะไร ฉันบอกนะ คนตั้งเยอะมองอยู่ เธอจะกล้าตีฉันเหรอ”
มองยายหลิวที่ลนลาน โจวซือเถียนยกมือขึ้นตบฉาดเข้าไปทันที
ยายหลิวเอามือกุมแก้ม ยัยเด็กนี่ลงมือเร็วเกินไป ไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัวเลย
“ซือเถียน!” หัวหน้าทีมหยางขมวดคิ้ว มองเธออย่างไม่เห็นด้วย “พูดก็พูดไป อย่าลงไม้ลงมือ”
โจวซือเถียนยอมรับผิดอย่างจริงจัง “ขอโทษค่ะหัวหน้าทีม แค่คำพูดไร้ยางอายของเธอมันกระตุ้นฉันมากไปหน่อย เลยควบคุมมือตัวเองไม่ค่อยอยู่”
“อ๊ะ เหมือนว่ามือฉันจะเริ่มควบคุมไม่ค่อยได้อีกแล้วนะ” โจวซือเถียนยกมือขึ้นพูด
ยายหลิวได้ยินก็รีบหลบ กลัวจะโดนตบอีก
โจวซือเถียนไม่สนใจเธอ เดินไปข้างหลิวเหลาซาน แล้วย่อตัวลงมองเขา หลิวเหลาซานฉวยโอกาสนี้ ยกหมัดขึ้นต่อยใส่หน้าโจวซือเถียนทันที
ทุกคนยังไม่ทันตั้งตัว ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของหลิวเหลาซาน
โจวซือเถียนกางมือ “หัวหน้าทีมก็เห็นแล้วนะ เขาจะตีฉัน ฉันถึงได้สวนกลับ เมื่อกี้ก็เหมือนกัน เขาจะตีฉัน ฉันถึงตีคืน ใครจะไปคิดว่าเขาจะอ่อนแอขนาดนี้ แค่หมัดเดียวของฉันยังรับไม่ไหว”
หลิวเหลาซานกุมข้อมือ ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด กลิ้งไปมาบนพื้น
โจวซือเถียนลุกขึ้นเตะเขา “พอได้แล้ว อย่าร้องโวยวายเลย ฉันถามอะไรหน่อย”
หลิวเหลาซานมองเธออย่างแค้นเคือง หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น
“พ่อของปู่ของนาย หรือก็คือทวดของนาย ชื่ออะไร นายรู้ไหม”
หลิวเหลาซานไม่พูด เอาแต่จ้องเธอ
โจวซือเถียนยักไหล่แล้วหัวเราะ “ก็ไม่รู้น่ะสิ นี่ถ้าบรรพบุรุษพวกนายฟื้นขึ้นมาได้ คงโกรธตายแน่ พวกผู้ชายที่เอาแต่พูดว่าจะสืบสกุลให้ครอบครัว กลับไม่รู้แม้กระทั่งชื่อทวดตัวเอง นายจะสืบสกุลของใครกันแน่”
ไม่ใช่แค่หลิวเหลาซาน แม้แต่คนอื่นๆ สีหน้าก็เริ่มแปลกไป
โจวซือเถียนยังสุ่มชี้ผู้ชายที่มาดูเรื่องสนุกๆ หลายคน ถามว่าพ่อของปู่พวกเขาชื่ออะไร ปรากฏว่าไม่มีใครตอบได้สักคน
บางคนถึงขั้นไม่รู้แม้แต่ชื่อปู่ของตัวเอง เพราะปู่เสียตั้งแต่ยังเล็ก
โจวซือเถียนหัวเราะยิ่งกว่าเดิม “พวกผู้ชายอย่างพวกนาย เอาแต่โวยวายให้ผู้หญิงมีลูกเพื่อสืบสกุล สุดท้ายกลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบรรพบุรุษตัวเองคือใคร ฉันว่าพวกนายเลิกกังวลเรื่องลูกหลานก่อนเถอะ ไปหาว่าบรรพบุรุษตัวเองคือใครให้รู้ก่อนดีกว่า”
คนทั้งกลุ่มหน้าแดงก่ำ “พูดเหลวไหล ผู้หญิงไม่ให้กำเนิดลูก แล้วจะทำอะไรได้”
“ทำได้ตั้งหลายอย่าง ผู้หญิงชนบทซักผ้า ทำกับข้าว ลงนา ทำงานในบ้านนอกบ้านได้หมด ผู้หญิงในเมืองก็ทำงานบ้านได้ดี พร้อมกับทำงานโรงงาน ขับรถแทรกเตอร์ เป็นเจ้าหน้าที่ เป็นผู้อำนวยการ เป็นผู้นำก็ได้ สรุปแล้วจะทำอะไรก็ยังดีกว่าพวกนายที่ไม่รู้ว่าบรรพบุรุษตัวเองคือใคร”
สิ่งที่โจวซือเถียนพูด ทำให้พวกเขารู้สึกเหลือเชื่อ เพราะพวกเขาไม่คิดว่าหลิวเหลาซานจะมีปัญหาอะไร
“แล้วสวี่เหอฮวา แต่งงานกับหลิวเหลาซานมาตั้งนาน ยังไม่มีลูก แบบนี้ก็ต้องเป็นความผิดของเธอสิ ผู้หญิงที่มีลูกไม่ได้ จะเอาไว้ทำอะไร”
โจวซือเถียนหัวเราะเยาะ “เคยไปโรงพยาบาลตรวจหรือยัง แน่ใจว่าเป็นปัญหาของผู้หญิง? พวกนายบอกว่าผู้หญิงสืบสกุลไม่ได้ เป็นภาระ แต่ตอนนี้กลับบอกว่าผู้หญิงต้องสืบสกุล คิดให้ดีก่อนพูดสิ อย่าพูดขัดกันเอง เหมือนว่าผู้หญิงจะสืบสกุลได้หรือไม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับปากของพวกนาย”
“เด็กผู้หญิงอย่างเธอ รู้เหรอว่าการมีลูกมันเป็นยังไง”
“รู้สิ” โจวซือเถียนตอบ
“ยัยเด็กไร้ยางอาย เธอจะไปรู้เรื่องแบบนี้ได้ยังไง”
“ไร้สาระ ในหนังสือก็มีเขียน ผู้ชายกับผู้หญิงอยู่ด้วยกันถึงจะมีลูก ไม่งั้นจะแต่งงานกันทำไม ว่างๆ ก็ไปเรียนรู้บ้างสิ คิดว่าทุกคนจะโง่เหมือนพวกนายหรือไง”
“หลิวเหลาซานตัวใหญ่ขนาดนั้น จะมีปัญหาได้ยังไง” มีคนเถียงขึ้นมา
โจวซือเถียนจุ๊ปาก “ไม่รู้จะพูดยังไงกับพวกนายดี เขาตัวใหญ่ก็แปลว่าไม่มีปัญหาเหรอ แล้วฝ่ายผู้หญิงเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกหรือไง ตีผู้หญิงดีๆ จนเป็นแบบนี้ ฉันว่าเขาก็มีปัญญาแค่นี้แหละ สมควรแล้วที่ร่างกายมีปัญหา มีลูกไม่ได้”
“เธอว่าใครมีปัญหา!” หลิวเหลาซานเดือดทันที
กลัวว่าเขาจะฟังไม่ชัด โจวซือเถียนดึงหูเขามา แล้วตะโกนเสียงดัง “ฉันพูดถึงนาย หลิวเหลาซาน ร่างกายนายมีปัญหา คนที่มีลูกไม่ได้คือนาย กลัวว่าเมียจะทิ้ง เลยจงใจบอกว่าเมียมีลูกไม่ได้ นายมีปัญหา นายมีปัญหา นายมีปัญหามาก คนที่มีลูกไม่ได้คือนาย นาย มี ปัญหา!”
ปล่อยหูเขาแล้ว โจวซือเถียนพูด “ชัดพอไหม จะให้พูดอีกไหม”
ดวงตาหลิวเหลาซานแดงก่ำ ส่งเสียงหอบหนัก มองโจวซือเถียนเหมือนอยากจะพุ่งเข้ามาฆ่าเธอ
“เหลวไหล! เธอไม่ใช่หมอ จะไปรู้ได้ยังไงว่าลูกชายฉันมีปัญหา ยัยไร้ยางอาย ยังไม่แต่งงานแท้ๆ กล้าพูดเรื่องในห้องนอน ไม่อายบ้างเหรอ” ยายหลิวตะโกน
โจวซือเถียนแคะหู “แล้วพวกเธอก็ไม่ใช่หมอเหมือนกัน ทำไมพอไม่มีลูก ก็สรุปว่าเป็นความผิดของผู้หญิงล่ะ ทั้งๆ ที่การมีลูกเป็นเรื่องของคนสองคน พวกเธอกลับตัดสินได้ทันทีว่าเป็นความผิดของผู้หญิง เก่งขนาดนี้ จะให้แนะนำไปเป็นหมอในโรงพยาบาลใหญ่ไหม ไม่ต้องตรวจโรค แค่อ้าปากก็วินิจฉัยได้เลย”
“ยังไงลูกชายฉันก็ไม่มีปัญหา” ยายหลิวพูด
“มีหรือไม่มีไม่ใช่เธอตัดสิน หมอเป็นคนตัดสิน ฉันรำคาญพวกชอบเดาสุ่มแบบพวกเธอจริงๆ ฉันว่าประเทศชาติตามใจพวกเธอมากไป ควรส่งพวกที่สมองเต็มไปด้วยความคิดล้าหลังไปค่ายแรงงาน ให้ไปทำงานหนักๆ จะได้เลิกว่างจนคิดอะไรไร้สาระ ถ้าว่างมาก ก็ไปขุดหลุมศพตัวเองไว้ก่อน ว่างมากก็ลงไปนอนในนั้น แล้วกลบตัวเองไปเลย จะได้ไม่ต้องคิดเรื่องไร้สาระพวกนี้”
ยายหลิวโกรธจนแทบเป็นลม
จะเถียงก็เถียงโจวซือเถียนไม่ชนะ
จะตีก็ตีไม่ชนะ แม้แต่ลูกชายก็ยังสู้ไม่ได้
สุดท้ายได้แต่นั่งลงกับพื้น ร้องไห้พลางตบต้นขาตัวเอง เหมือนกำลังร้องงิ้ว “บาปกรรมจริงๆ บาปกรรมจริงๆ ตอนนั้นไม่น่าให้สวี่เหอฮวา แต่งเข้ามาเลย บาปกรรมจริงๆ!”
โจวซือเถียนพูดขึ้น “ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ยังบอกเลยว่า ผู้หญิงสามารถค้ำฟ้าได้ครึ่งหนึ่ง พวกเธอคิดว่าคำพูดของผู้นำไม่ถูกต้อง หรือมีความคิดเห็นอะไรกับคำพูดของผู้นำ?”
เสียงร้องของยายหลิวหยุดลงทันที เธอจะกล้ามีความเห็นกับคำพูดของผู้นำได้ยังไง ยัยเด็กนี่พูดเหมือนขุดหลุมดักไว้เลย
แต่เธอก็ยังไม่ยอม จึงหันไปร้องกับหัวหน้าทีม “หัวหน้าทีม ท่านต้องช่วยพวกเรานะ ยัยเด็กนี่ตีลูกชายฉันจนเป็นแบบนี้”
“หัวหน้าทีม ผมว่าทั้งแม่ทั้งลูกคู่นี้ไม่คิดจะสำนึกผิด ส่งไปค่ายแรงงานเลยดีกว่า คนในสังคมใหม่จะยังมีความคิดแบบสังคมเก่าได้ยังไง”
หัวหน้าทีมกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดที่จุดหนึ่ง แล้วรีบเดินไปทางนั้น
“หัวหน้าสหกรณ์หวง ท่านมาที่นี่ได้ยังไง?”
ทุกคนตกใจ เพิ่งรู้ตัวว่ามัวแต่ดูเรื่องสนุก จนไม่ทันสังเกตว่าผู้นำจากตำบลมาถึงแล้ว