ตอนที่ 1 33
จดหมาย
เฉิงข่ายเหยียนตื่นนอนและทานมื้อเช้าเสร็จแล้ว วันนี้เป็นวันหยุด เขาจึงขลุกตัวอยู่ที่บ้านเพื่อเขียนต้นฉบับ อีกไม่กี่วันก็น่าจะเขียนเสร็จแล้ว
จดหมายงั้นหรือ?
คนที่น่าจะเขียนจดหมายหาเขาในตอนนี้ คงมีเพียงหลิวเสี่ยวลี่เท่านั้น
หากนับเวลาจากจดหมายฉบับล่าสุดที่ส่งไป ก็ใกล้จะครบเจ็ดวันแล้ว
เฉิงข่ายเหยียนคิดไปพลางพลักประตูเดินออกไปที่ลานบ้าน
ใต้ต้นอูถงที่กิ่งใบแห้งเหี่ยว มีบุรุษไปรษณีย์หนุ่มสวมเสื้อนวมตัวใหญ่และหมวกเครื่องแบบไปรษณีย์ยืนอยู่ เขาโอบกอดกองจดหมายไว้ในอ้อมแขนพลางชะเง้อมองไปรอบๆ
“เยอะขนาดนี้เลยหรือครับ?”
เฉิงข่ายเหยียนถามด้วยความประหลาดใจ
“ใช่ครับ ผมลองดูคร่าวๆ แล้ว มีเกือบร้อยกว่าฉบับเลย ส่งมาจากทั่วประเทศเลยครับ คุณเฉิงข่ายเหยียน นี่ใช่สิ่งที่เขาเรียกกันว่าจดหมายจากผู้อ่านหรือเปล่าครับ? ผมเห็นส่งมาจากทั่วสารทิศ บางฉบับที่อยู่เป็นโรงเรียนประถมด้วยซ้ำ”
บุรุษไปรษณีย์หนุ่มถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาดูแลเขตนี้มาหลายปีแล้ว และแน่นอนว่าเขามารับช่วงต่ออาชีพบุรุษไปรษณีย์จากพ่อตา
แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นคนหนุ่มที่รักศิลปะวรรณกรรม ตอนที่มาส่งจดหมายครั้งก่อน เขาก็สังเกตเห็นเฉิงข่ายเหยียนที่อายุน้อยกว่าเขาคนนี้แล้ว
ตอนนั้นยังคุยกันว่าจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันด้วยซ้ำ หลายวันมานี้เขาก็คิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอด เพียงแต่ว่างานยุ่ง อีกทั้งการบุกมาหาดื้อๆ ก็ดูจะไม่สุภาพเท่าไร
เลยผลัดวันมาจนถึงตอนนี้
“น่าจะใช่ครับ”
เฉิงข่ายเหยียนยื่นมือออกไป บุรุษไปรษณีย์เพิ่งจะรู้สึกตัวจึงยื่นถุงจดหมายในมือส่งให้
หลังจากรับมา เฉิงข่ายเหยียนก็พบว่าบุรุษไปรษณีย์หนุ่มคนนี้ยังยืนอยู่ที่เดิม ดูท่าทางลังเล จึงถามว่า “สหายบุรุษไปรษณีย์ มีธุระอะไรอีกหรือเปล่าครับ?”
“ไม่...ไม่มีธุระอะไรครับ เพียงแต่ว่า ผมขอเปิดดูหน่อยได้ไหมครับ? แค่อยากรู้อยากเห็นนิดหน่อยน่ะครับ”
บุรุษไปรษณีย์พูดอย่างติดขัด บนใบหน้ามีสีหน้าเกรงใจ
“เชิญเข้ามาข้างในก่อนสิครับ”
……
เฉิงข่ายเหยียนพาบุรุษไปรษณีย์เข้ามาในบ้าน วางกองจดหมายลงบนโต๊ะเขียนหนังสือแล้วทยอยตรวจดูทีละฉบับ จดหมายของหลิวเสี่ยวลี่น่าจะอยู่ในนั้น เพียงแต่หาตอนนี้คงไม่เจอง่ายๆ จึงขอให้เขาช่วยหา
ทั้งสองคนจึงช่วยกันรื้อหาจดหมายในกองนั้น
บุรุษไปรษณีย์ค้นจดหมายไปพลางแนะนำตัวไปพลางว่าเขาชื่อหลินเหวยหมิน อายุยี่สิบเอ็ดปี เป็นคนหนุ่มจากชนบทแถบเป่ยต้าหวง แต่งงานกับภรรยาเมื่อไม่กี่ปีก่อน ต่อมาภรรยาสาวของเขาก็ได้กลับเข้าเมือง
หลินเหวยหมินที่คิดว่าตัวเองถูกทอดทิ้งถึงกับเจ็บปวดแทบขาดใจ แต่ใครจะคาดคิดว่าไม่กี่เดือนต่อมา ภรรยาสาวก็กลับมาพร้อมกับท้องแก่ เธอพาเขาเข้าเมืองหลวง และยังให้เขามารับช่วงงานบุรุษไปรษณีย์ต่อจากพ่อตาอีกด้วย
พอฟังคำแนะนำตัวจบ เฉิงข่ายเหยียนก็ถึงกับทึ่ง “นายเนี่ยโชคดีเหมือนถูกหวยเลยนะ เรื่องแบบนี้ยังเกิดขึ้นกับนายได้ แต่ที่ถูกทิ้งจริงๆ น่าจะเป็นส่วนใหญ่มากกว่านะ?”
“ใช่ครับ ตอนนั้นในหมู่บ้านเรามีเหล่ายุวปัญญาชนจำนวนไม่น้อยที่กลับเข้าเมืองไปแล้วก็หายเงียบไปเลย ช่วงนั้นวุ่นวายจริงๆ ครับ บางคนเขียนจดหมายไปฟ้องร้อง บางคนก็เก็บความแค้นไว้เต็มอก หรือบางคนถึงขั้นยอมให้ภรรยาหักขาตัวเองเพื่อจะได้กลับเข้าเมืองโดยอ้างว่าเป็นการลาออกเนื่องจากปัญหาสุขภาพ...”
หลินเหวยหมินลูบจมูกตัวเองพลางยิ้มขื่น
“วุ่นวายจริงๆ คนพวกนี้ ด่าว่าสวะก็ยังน้อยไป” เฉิงข่ายเหยียนส่ายหน้า
“สองปีมานี้วรรณกรรมบาดแผลกำลังฮิตมากครับ แต่ผมอ่านแล้วรู้สึกแปลกๆ พวกเราคนชนบทใช้ชีวิตแบบนี้มาทั้งชีวิต แต่พวกเขาลงไปชนบทแค่ไม่กี่ปีกลับร้องโวยวายกันเสียใหญ่โต ไม่รู้ว่ากำลังเข้าใจความรู้สึกใครกันแน่... เอาแต่ตำหนิคนนั้นคนนี้ ทำไมไม่ลองตำหนิตัวเองบ้าง? หวังว่าจะมีนักเขียนสักคนเขียนผลงานมาด่าคนพวกนี้ให้หนักๆ สักที!” หลินเหวยหมินกล่าว
“เดี๋ยวก็คงมีครับ”
มุมปากของเฉิงข่ายเหยียนยกขึ้นเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม
ขณะนั้นหลินเหวยหมินหยุดมือลงแล้วร้องอย่างดีใจ “จดหมายของสหายหลิวเสี่ยวลี่ สหายเฉิงข่ายเหยียน ผมเจอแล้วครับ นี่ครับ... ให้คุณ”
“ขอบคุณมากครับ ถ้าไม่ได้คุณ ผมคงไม่รู้ว่าจะต้องแกะไปถึงเมื่อไร”
เฉิงข่ายเหยียนรับมาแต่ยังไม่รีบอ่าน กลับเก็บใส่ลิ้นชักไว้ก่อน
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ทั้งคู่ก็จัดการแกะจดหมายจนครบทั้งหมด
“ของผมมีเงินแปดหยวน คูปองต่างๆ อีกยี่สิบกว่าใบ แล้วก็มีรูปถ่ายอีกสองสามใบ นี่เป็นรูปสาวน้อยหน้าตาสวยน่ารักทั้งนั้นเลยครับ”
หลินเหวยหมินเก็บรวบรวมของทั้งหมดวางไว้บนโต๊ะพลางพูดด้วยความอิจฉาเล็กน้อย
เป็นนักเขียนนี่สบายจริงๆ!
จดหมายจากผู้อ่านก็เหมือนกล่องสุ่ม ไม่แน่ว่าข้างในอาจจะมีเงินเศษสตางค์หรือคูปองอะไรพวกนี้อยู่ก็ได้
เพราะยุคนี้งานเขียนไม่ได้ทำเงิน ผู้อ่านที่น่ารักบางคนกลัวนักเขียนจะอดตาย ก็เลยแอบใส่ตั๋วรายเดือนและให้รางวัลเข้ามาในจดหมายด้วย หวังจะยัดเยียดให้ถึงมือนักเขียน ถือเป็นการให้อาหารแก่นักเขียนที่เปรียบเสมือนแมวจรจัดที่อยู่ไกลแสนไกล
“ของผมก็มีเงินสี่หยวนสองเหมาเหมือนกันครับ...”
หลังจากเก็บของเสร็จ หลินเหวยหมินก็ขอตัวกลับ
ก่อนไปเขาถามถึงชื่อหนังสือที่เขียนคราวที่แล้ว เขาอยากซื้อมาอ่านบ้าง
หลังจากส่งบุรุษไปรษณีย์ผู้โชคดีกลับไป เฉิงข่ายเหยียนก็เปิดลิ้นชักนำจดหมายออกมาอ่าน
“สหายเฉิงข่ายเหยียนที่รัก ได้รับน้ำใจจากคุณแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 1980 เป็นต้นไป คำสัญญาของพวกเราสองคนก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!
คุณเฉิงข่ายเหยียน ในจดหมายที่คุณส่งมาคราวก่อนบอกว่าได้ตีพิมพ์นิยายในนิตยสารวรรณกรรมเด็ก ฉันอ่านจบแล้วนะ ยอดเยี่ยมมาก หวังว่าคุณข่ายเหยียนจะพยายามต่อไปและมุ่งมั่นให้มากขึ้นนะคะ
ช่วงนี้โรงละครกำลังเตรียมการแสดงก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีน เลยค่อนข้างยุ่งน่ะค่ะ...”
หลังจากอ่านจดหมายจนจบ พบว่าหลิวเสี่ยวลี่ได้ทำตามสัญญาในจดหมายจริงๆ เธอเริ่มเล่าชีวิตประจำวันให้เฉิงข่ายเหยียนฟัง เช่น ช่วงนี้มีเรื่องงานอะไรที่ไม่ค่อยราบรื่นบ้าง เรื่องอะไรในชีวิตที่ทำให้มีความสุข เพื่อนในหอพักคนนั้นคนนี้มีแฟนแล้ว หรือเรื่องจุกจิกอย่างเช่นวันนี้ถูกครูตำหนิตอนซ้อม เป็นต้น
และในช่วงท้ายของจดหมาย เธอก็บ่นเล็กๆ น้อยๆ
“คุณนี่มันจริงๆ เลย! นิสัยไม่ดีเลย! ทำไมถึงส่งรูปตอนอายุสิบห้าสิบหกมาให้ล่ะคะ เป็นเพราะหน้าตาแย่ลงหรือเปล่า? ส่งรูปปัจจุบันมาให้ดูหน่อยสิคะ อยากเห็น! อยากเห็น!”
ลายมือที่สวยงามและดูสะอาดตาของหญิงสาวทำให้รู้สึกสบายตา เฉิงข่ายเหยียนราวกับเห็นภาพเด็กสาวหน้าตาน่ารักกำลังเท้าสะเอว เชิดคางอันขาวเนียนขึ้นแล้วพูดด้วยท่าทางถือดีอย่างน่ารักว่า “รีบให้ดูเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
“เป็นเด็กผู้หญิงที่น่าสนใจจริงๆ...”
เฉิงข่ายเหยียนหลุดขำออกมา วันที่ส่งจดหมายฉบับนั้น เขากลับมาได้เพียงไม่กี่วัน ในมือย่อมมีแค่รูปถ่ายก่อนเข้ากองทัพเท่านั้น
อีกอย่าง รูปถ่ายในยุคนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะไปถ่ายกันได้ง่ายๆ รูปนั้นเป็นรูปที่เขาเก็บไว้เป็นที่ระลึกตอนวันเกิดอายุสิบหกปี
แต่ทว่าตอนไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยครูปักกิ่งเมื่อไม่กี่วันก่อน เขาได้ถ่ายรูปติดบัตรมาจำนวนหนึ่ง
ตอนนี้ในมือเหลืออยู่สิบเอ็ดใบ แต่เฉิงข่ายเหยียนยังไม่คิดจะทำตามใจหลิวเสี่ยวลี่ง่ายๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉิงข่ายเหยียนก็เริ่มเขียนจดหมายตอบกลับ เล่าถึงประสบการณ์ต่างๆ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
“พี่เสี่ยวลี่ เมื่อเห็นจดหมายฉบับนี้เสมือนได้พบหน้ากัน...”
หลายวันต่อมา
ห้องเรียนภาควิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยครูปักกิ่ง
เฉิงข่ายเหยียนเข้าเรียนพร้อมกับเจี่ยงถิงตามปกติ เขานั่งปะปนกับกลุ่มนักศึกษาและก้มหน้าก้มตาเขียนงานอย่างขะมักเขม้น
บางทีอาจเป็นเพราะไฟในตัวลุกโชน หลังจากเรียบเรียงความคิดได้แล้ว เขาก็เขียนด้วยความเร็ววันละแปดพันคำ นิยายเรื่องหญ้าหอมที่เขียนขึ้นด้วยหยาดเหงื่อแรงกายนี้ เหลือเพียงส่วนสุดท้ายคือการเผาตัวตาย ก็จะเขียนจบสมบูรณ์
“เสี่ยวเฉิงช่วงนี้ดูยุ่งๆ จังเลยนะคะ ทั้งก่อนและหลังเลิกเรียนแทบไม่ได้คุยกันเลย เอาแต่จดจ่อกับการเขียนงาน”
“นั่นสิ รุ่ยเสวี่ย เธอรู้ไหมว่าเป็นเพราะอะไร?”
“เหมือนจะเป็นผลงานชิ้นใหม่มั้ง”
กลุ่มเด็กสาวจากหอพักหญิงที่นั่งอยู่ข้างหลังเฉิงข่ายเหยียนพากันกระซิบกระซาบ
จ้าวรุ่ยเสวี่ยจ้องมองแผ่นหลังของเฉิงข่ายเหยียนด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดูเหมือนว่าเฉิงข่ายเหยียนจะเริ่มเขียนมาตั้งแต่วันปีใหม่แล้วใช่ไหมนะ?
หลังเลิกเรียน เฉิงข่ายเหยียนก็กลับไปที่ห้องทำงาน
หลินเสี่ยวหงและซ่งเจี้ยนหมิงวิ่งเข้ามาหา ทั้งคู่รับหน้าที่รวบรวมต้นฉบับบทกวีในครั้งนี้
“เสี่ยวเฉิง บทกวีของคุณเขียนเสร็จหรือยัง? ใกล้จะถึงกำหนดส่งแล้วนะ”
หลินเสี่ยวหงมองเขาด้วยความกังวลเล็กน้อย
ซ่งเจี้ยนหมิงกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม แต่ในแววตายังแฝงไปด้วยความขบขันเหมือนรอดูเรื่องตลก “ถ้าเขียนไม่เป็นก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะยังไงก็มีเหตุผลที่เข้าใจได้อยู่แล้วนี่นา”