ตอนที่ 1 54
โรงละคร
เช้าวันรุ่งขึ้น
ในลานกองบรรณาธิการอันเงียบสงบปลูกต้นการบูรไว้มากมาย แม้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วแต่ใบของพวกมันยังคงเขียวขจี สายลมยามเช้าจากแม่น้ำพัดพาความชื้นมาสัมผัสกับใบไม้เหล่านั้น
“ซ่า ซ่า ซ่า……”
แสงแดดอันอบอุ่นลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ ตกลงบนผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตา เฉิงข่ายเหยียนค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น มองเพดานที่ไม่คุ้นเคยด้วยใจที่สงบนิ่ง
เขานั่งรถไฟจากกรุงปักกิ่งมาถึงเมืองเจียงเฉิงเมื่อคืนวันที่ยี่สิบเอ็ด นับถึงตอนนี้ก็หกวันแล้ว
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาขลุกอยู่ที่กองบรรณาธิการเพื่อแก้ไขต้นฉบับ ยุ่งมากจริงๆ แต่เมื่อวานนี้ก็แก้ไขเสร็จสมบูรณ์เสียที
เขาได้รับค่าต้นฉบับมาแล้ว เป็นเงินสองพันแปดร้อยเจ็ดสิบหกหยวนกับอีกห้าสิบเอ็ดเฟิน
“ในหมู่บ้านมีสาวน้อยคนหนึ่งชื่อเสี่ยวฟาง หน้าตาสะสวยแถมยังจิตใจดี……”
เฉิงข่ายเหยียนฮัมเพลงพลางลุกจากเตียง เปิดกระเป๋าเดินทางแล้วหยิบเสื้อโค้ทสีดำตัวใหม่เอี่ยมออกมา นี่เป็นตัวที่เขาไปซื้อกับแม่ที่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าวันนั้น ราคาตั้งเจ็ดสิบแปดหยวนเชียว
เดิมทีสวี่อวี้ซิ้วตั้งใจจะให้เขาใส่เสื้อโค้ทผ้าขนสัตว์สีดำตัวนี้ในช่วงเทศกาลปีใหม่
ไม่ว่าลูกบ้านไหน ช่วงปีใหม่ต่างก็ต้องสวมเสื้อผ้าใหม่ เพื่อเอาเคล็ดให้เป็นสิริมงคล
ในสายตาของสวี่อวี้ซิ่ว เฉิงข่ายเหยียนก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กคนหนึ่ง โดยปกติแล้วถ้าเขาอยู่บ้าน สวี่อวี้ซิ่วก็จะคอยซื้อหาเสื้อผ้าให้เขาตลอด
หลังจากสวี่อวี้ซิ่วรู้ว่าเฉิงข่ายเหยียนกำลังจะไปเมืองเจียงเฉิงเพื่อพบหลิวเสี่ยวลี่ เธอก็รีบให้เขาเอาเสื้อโค้ทผ้าขนสัตว์ตัวใหม่ราคาแพงที่เตรียมไว้ใส่ปีใหม่ติดกระเป๋าไปด้วยอย่างไม่ลังเล
ยังไงก็เป็นการไปพบว่าที่ภรรยา จะเสียหน้าไม่ได้เด็ดขาด
“พรึ่บ~”
เฉิงข่ายเหยียนล้างหน้าอยู่หน้ากระจก ใช้ผ้าขนหนูซับจนแห้ง จากนั้นทาครีมบำรุงผิวหน้าเพื่อให้ผิวชุ่มชื้น แล้วจึงจัดแต่งทรงผมเสยไปด้านหลัง
อุณหภูมิในกรุงปักกิ่งช่วงฤดูหนาวอาจลดต่ำลงถึงติดลบสิบกว่าองศา อากาศแห้งจัดและหนาวเย็น แถมลมยังแรงมากอีกด้วย
เฉิงข่ายเหยียนมักจะเห็นเด็กๆ ในตรอกถูกความเย็นกัดจนใบหน้าและใบหูบวมแดง บนหน้ายังมีสะเก็ดบางๆ ขึ้นมา พอสัมผัสโดนก็จะเจ็บปวดมาก
ดังนั้นครอบครัวที่พอจะมีฐานะหน่อยจึงมักจะมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวไว้ใช้ เช่น ครีมบำรุงผิวหน้า ไป่เชวี่ยหลิง หรือครีมไข่มุกหย่งฟางสำหรับทาหน้า
เมื่อจัดการภาพลักษณ์ส่วนตัวเรียบร้อย เฉิงข่ายเหยียนก็ก้าวเท้าออกจากบ้านด้วยความสดใส
“วันนี้จะได้เจอพี่เสี่ยวลี่สักที!”
……
โรงอาหาร
เฉิงข่ายเหยียนสั่งบะหมี่แห้งร้อนมากิน ด้านซ้ายมือเป็นเหล้าไข่หวาน ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือเหล้าข้าวหมักที่นำมาผสมกับไข่ไก่นั่นเอง
เมล็ดข้าวที่ผ่านการหมักมีความนุ่มนิ่ม มีไข่ไก่สีเหลืองทองลอยฟูอยู่ข้างใน กินบะหมี่คำ จิบเหล้าไข่หวานคำ สบายใจเสียไม่มี
“อาจารย์เสี่ยวเฉิง วันนี้ไม่ต้องแก้ไขต้นฉบับแล้ว ทำไมยังตื่นเช้าขนาดนี้ล่ะคะ?”
ที่หน้าโรงอาหาร เฉินซานซานที่มาสายเดินเข้ามา
“ชินแล้วครับ คุณกินหรือยัง? มาทานด้วยกันสิ!”
“แต่คุณต้องจ่ายนะ เพราะคุณเป็นเศรษฐีใหม่นี่นา”
“ได้สิครับ”
“สมเป็นคนปักกิ่งขนานแท้จริงๆ ใจถึงพึ่งได้สุดๆ!”
ทั้งสองคนกินอิ่มหนำสำราญแล้วก็มุ่งหน้าไปยังตลาดดอกไม้ทันที
ในยุคแปดสิบตลาดดอกไม้ได้ปรากฏขึ้นแล้ว ดอกไม้สดในฐานะของตกแต่งบ้านเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน ในยุคนี้ดอกไม้มักจะปรากฏในงานเทศกาล งานเฉลิมฉลอง หรือโอกาสพิเศษ เพื่อเป็นของขวัญมอบให้แก่ญาติมิตร
อย่างกล้วยไม้ ด้วยคุณค่าทางทัศนียภาพอันเป็นเอกลักษณ์และนัยยะทางวัฒนธรรม จึงได้รับความนิยมอย่างมากในตลาด
โดยเฉพาะในฉางชุน หลังจากดอกจวินจื่อหลานถูกตั้งให้เป็นดอกไม้ประจำเมือง ก็เกิดกระแสการเก็งกำไรขึ้น ราคาพุ่งสูงลิ่วจนถูกเรียกว่า “แท่งทองสีเขียว” ราคาตลาดของดอกจวินจื่อหลานพันธุ์หายากเคยสูงถึงเกินหนึ่งหมื่นหยวนหรือกระทั่งหนึ่งแสนหยวนเลยทีเดียว
“อาจารย์เสี่ยวเฉิงมาตลาดดอกไม้ ไม่ไปที่โรงละครเลยหรือคะ?”
เฉินซานซานขี่จักรยานพลางเอียงคอถามด้วยความสงสัย
“ก็มาซื้อดอกไม้ไงครับ จะให้ทำอะไรได้อีก?”
“ซื้อดอกไม้? จะเอาไปให้พวกนักแสดงหรือคะ?”
เฉินซานซานหัวเราะ เธอเคยดูการแสดงมาหลายครั้งแล้ว มักจะมีผู้ชมขึ้นไปมอบดอกไม้ให้บนเวทีระหว่างการแสดงอยู่บ่อยๆ
จุดประสงค์ก็ง่ายๆ บางคนอยากใกล้ชิดสาวงาม บางคนก็เพื่อแสดงความชื่นชมต่อการแสดงของนักแสดงเหล่านั้น
“ใช่ครับ”
เดินตามเฉิงข่ายเหยียนเข้ามาในตลาดดอกไม้ แม้จะเป็นฤดูหนาว แต่ดอกไม้ในตลาดก็มีไม่น้อยเลย
ที่เห็นเยอะที่สุดคือดอกเหมย รองลงมาคือนาร์ซิสซัส ดอกคาเมลเลีย และดอกดาวเรือง เป็นต้น
สุดท้ายเฉิงข่ายเหยียนก็เลือกดอกนาร์ซิสซัสกับดอกคาเมลเลีย ห่อด้วยหนังสือพิมพ์เก่าแล้ววางไว้ในตะกร้าจักรยาน
จากนั้นทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังโรงละครร้องรำทำเพลง และยื่นบัตรเข้าชมการแสดงสองใบให้เจ้าหน้าที่ที่หน้าประตู
เฉิงข่ายเหยียนและเฉินซานซานเดินเคียงคู่กันเข้าไปในโรงละคร เหยียบบนพรมสีน้ำตาลเข้มที่นุ่มนวลและเงียบสงบ
ทันทีที่ก้าวผ่านประตูที่ประดับด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงเข้ม สิ่งแรกที่เห็นคือโถงทางเข้ากว้างขวาง บนโดมทรงกลมแขวนโคมไฟคริสตัลที่ส่องแสงนวลตาและอบอุ่น กระทบกับภาพวาดฝาผนังอันประณีตและภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของโรงละครที่แขวนอยู่รอบๆ
ที่นั่งที่จัดเรียงเป็นแถวโค้งตามความลาดเอียงของอัฒจันทร์ ซึ่งตอนนี้มีคนนั่งไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่ง
ด้านหน้าสุดคือเวทีขนาดใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยม่านกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม ปักลวดลายสีทองอันประณีต สองข้างเวทีเป็นฉากกั้นที่ซ้อนทับกันหลายชั้น เหนือเวทีขึ้นไปมีอุปกรณ์ให้แสงสว่างจำนวนมากแขวนอยู่บนโครงเหล็ก
“เป็นสถานที่ที่สวยงามจริงๆ”
เฉิงข่ายเหยียนกวาดสายตามองไปทั่วแล้วเอ่ยชม
“แน่นอนอยู่แล้ว ของที่พวกฝรั่งสร้างมา จะไม่ทันสมัยได้ยังไงล่ะ?”
เฉินซานซานจูงเขาไปหาที่นั่งแถวที่สี่แล้วนั่งลงด้วยกัน เก้าอี้นั้นนุ่มสบายมาก
“ยังไม่เริ่มเลย เสียดายที่โรงละครไม่ขายป๊อปคอร์น ไม่งั้นคงต้องซื้อมาลองกินสักหน่อยแล้ว”
เฉินซานซานพึมพำ
“ที่นี่คือสถานที่สำหรับชื่นชมศิลปะ จะมาขายป๊อปคอร์นให้คุณได้ยังไง”
“ดูรายการแสดงสิ ดูเหมือนพวกหลิวเสี่ยวลี่จะมีแสดงระบำคลาสสิกด้วยนะ เต้นเก่งแถมยังสวยกันทุกคนเลย”
“งั้นก็มาได้จังหวะพอดีเลย”
เฉิงข่ายเหยียนและเฉินซานซานพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย พลางมองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบด้วยความอยากรู้อยากเห็น
นี่คือสถานที่ที่เธอทำงานงั้นเหรอ? บรรยากาศดีใช้ได้เลยนะ
……
ในขณะเดียวกัน ที่หอพักหญิงของโรงละคร
“เสร็จหรือยังตานผิง บอกกี่ครั้งแล้วว่าตอนนอนให้ห่มผ้าดีๆ อย่าเอาเท้าโผล่ออกมา เห็นไหมล่ะ ตอนนี้ท้องเสียเลย” หลิวเสี่ยวลี่พับชุดเต้นรำบนเตียงเสร็จแล้วจึงเดินไปที่หน้าห้องน้ำในหอพักแล้วถามด้วยความเป็นห่วง
“รอฉันด้วยนะ อืม~”
“เสี่ยวลี่ พวกเราไปก่อนนะ ฉันกับจางอี๋ยังไม่ได้กินข้าวเลย จะไปซื้อข้าวที่โรงอาหารก่อน เดี๋ยวพวกเธอค่อยตามมานะ” เซียวไฉ่อวิ๋นเพื่อนร่วมห้องบอกกล่าวพลางพาจางอี๋ลงไปข้างล่าง
“ได้จ้ะ”
หลิวเสี่ยวลี่พยักหน้า เธออยู่รอหวังตานผิงที่นี่เพียงลำพัง
หลังจากทั้งสองคนออกไปแล้ว ในห้องพักก็เงียบสงัด
หลิวเสี่ยวลี่นั่งอยู่บนเตียง หยิบหนังสือวรรณกรรมเด็กที่ซื้อมาคราวก่อนขึ้นมาอ่านอย่างไร้จุดหมาย
หน้าแรกยังคงเป็นเรื่อง “เรือดำน้ำยามค่ำคืน” ของเฉิงข่ายเหยียน เมื่อเห็นชื่อที่ทั้งคุ้นเคยและห่างเหินนี้ หลิวเสี่ยวลี่ก็ลดสายตาลงพลางคิดในใจว่า "เขาไม่น่าจะเป็นคนแบบนั้นนะ จดหมายอาจจะยังมาไม่ถึงหรือเปล่านะ?"
ผ่านไปไม่กี่นาที เด็กสาวก็ยังคงท้องเสียอยู่
"ตานผิง ฉันจะลงไปดูตู้จดหมายข้างล่างหน่อยว่ามีจดหมายมาหรือเปล่า เธอรีบตามลงมานะ"
"รู้แล้ว! แป๊บเดียว!"
เมื่อได้คำตอบ หลิวเสี่ยวลี่ก็หยิบของแล้วหันหลังเดินลงบันได เสียงฝีเท้าที่ดังดัก ดัก ดัก ราวกับสัญญาณนำทางสู่การประหาร มันเต็มไปด้วยความหนักอึ้งแต่ก็แฝงไว้ด้วยความคาดหวัง
เมื่อเดินไปถึงตู้จดหมายที่ประตูเริ่มขึ้นสนิม หลิวเสี่ยวลี่ก็รู้สึกใจหายวูบ
จริงดังคาด ภายในตู้จดหมายยังคงว่างเปล่าเช่นเคย
"ช่างทำตัวเองแท้ๆ…… เซอร์ไพรส์งั้นเหรอ? นี่หรือคือเซอร์ไพรส์ของเขาน่ะ? เซอร์ไพรส์จริงๆ เลยนะ……"
หลิวเสี่ยวลี่เม้มปาก อากาศที่หนาวเย็นของยามเช้าพัดมาจนปลายจมูกขาวละเอียดของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
"พี่เสี่ยวลี่ ไปกันเถอะ!"
ในตอนนั้นเอง หวังตานผิงก็วิ่งลงมาจากชั้นบน