ตอนที่ 1 56
มาทำความรู้จักกันใหม่เถอะ ฉันชื่อหลิวเสี่ยวลี่นะ!
ณ ศาลาในสวนเล็กๆ ลึกเข้าไปในโรงละครร้องรำทำเพลงเมืองเจียงเฉิง
“ทำไมจู่ๆ ถึงมาที่เมืองเจียงเฉิงได้ล่ะคะ ตอนนี้ยังไม่ถึงช่วงวันหยุดเลยไม่ใช่เหรอ?”
หลิวเสี่ยวลี่มองใบหน้าที่คุ้นเคยตรงหน้า เธอรวบขานั่งบนม้านั่งหิน มือสองข้างกุมกันวางไว้บนตัก กลับคืนสู่ท่าทีที่เยือกเย็นและสง่างามดั่งเช่นทุกวัน
เธอพูดคุยไปพลางลอบสังเกตชายหนุ่มตรงหน้าที่ดูดีจนเกินจริงคนนี้ไปพลาง
เขาสวมเสื้อโค้ทผ้าขนสัตว์สีดำ วางข้อศอกลงบนโต๊ะหิน เอียงตัวใช้ดวงตาสีอำพันมองเธอด้วยแววตาเปี่ยมรอยยิ้ม ภาพตรงหน้านี้เหมือนกับท่าทางในรูปถ่ายใบเก่าของเขาไม่มีผิด
แต่ไม่ใช่เด็กหนุ่มวัยสิบห้าสิบหกที่ผอมบางคนนั้น หากเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบที่ดูอบอุ่นละมุนละไม
ความรู้สึกนี้ทำให้หลิวเสี่ยวลี่รู้สึกเหมือนฝันไป เธอสัมผัสได้ถึงเวทมนตร์แห่งกาลเวลา
ต้องบอกก่อนว่าภาพลักษณ์ของเฉิงข่ายเหยียนในใจของเธอมาโดยตลอด คือภาพของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าสิบหกปีเท่านั้น
บางทีนี่อาจเป็นความเจ้าเล่ห์ของเฉิงข่ายเหยียนก็ได้...
“แน่นอนว่าผมตั้งใจมาหาคุณโดยเฉพาะ เรื่องบางเรื่องถ้าไม่มาพูดให้ชัดเจนต่อหน้า จะได้อย่างไรกัน”
“ขอโทษนะคะ...”
หลิวเสี่ยวลี่ก้มหน้าลงนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
เธอรู้ดีว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องที่เธอส่งจดหมายไปบอกเลิกการหมั้นหมาย
คิดไปแล้วก็จริง เรื่องใหญ่ขนาดนี้ เธอเพียงแค่ส่งจดหมายมาฉบับเดียว มันดูไม่ให้เกียรติกันและเหมือนทำเป็นเรื่องเล่นเกินไป
“ช่างเถอะครับ เรื่องมันผ่านไปแล้ว ครั้งนี้ที่ผมมาเมืองเจียงเฉิง ก็เพื่อมาเยี่ยมคุณและถือโอกาสมาทำธุระนิดหน่อยน่ะครับ” เฉิงข่ายเหยียนโบกมือ เขาไม่ได้มาเพื่อฟังคำขอโทษเสียหน่อย
ในใจของหลิวเสี่ยวลี่มีความรู้สึกผิดและมีความโชคดีอยู่ด้วย โชคดีที่คนตรงหน้าเธอคือเขา
หากเป็นคนอื่น เธอไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าจะเกิดความขัดแย้งแบบไหนขึ้นบ้าง
สหายเสี่ยวเฉิงเป็นคนดีจริงๆ เลยนะ...
หญิงสาวดึงชายกระโปรงพลางคิดในใจ
“งั้น... คุณมาถึงเมื่อไหร่คะ เมื่อวานหรือวันนี้? แล้วหาที่พักได้หรือยังคะ ถ้ายังไม่ได้ ฉันช่วยได้นะ”
ตอนนี้อารมณ์ของหลิวเสี่ยวลี่ดีขึ้นมากแล้ว เธอถามด้วยความห่วงใย
เธอยังเข้าใจว่าเฉิงข่ายเหยียนมาถึงแล้วก็รีบมาหาเธอทันที
“เมื่อสองสามวันก่อนครับ เรื่องที่พักไม่ต้องเป็นห่วง ผมพักที่เกสต์เฮาส์ของกองบรรณาธิการน่ะครับ”
“ค่ะๆ”
ดูเหมือนบทสนทนาระหว่างทั้งสองจะเริ่มติดขัด ทั้งคู่เงียบไปชั่วขณะ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลิวเสี่ยวลี่ก็ทำลายความเงียบขึ้นมา “ถ้าอย่างนั้น... สัญญาของเรายังนับว่าเป็นผลอยู่ใช่ไหมคะ?”
“แน่นอนครับ ไม่ใช่ว่าเราตกลงกันไว้นานแล้วเหรอ?” เฉิงข่ายเหยียนพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วค่ะ”
หญิงสาวลุกขึ้นยืนกะทันหัน มองเฉิงข่ายเหยียนแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังมาก “เฉิงข่ายเหยียน สัญญานี้ไม่ใช่สิ่งที่ฉันใช้ถ่วงเวลาหรอกนะ ฉันจริงจังมาก จริงจังที่สุดเลย คุณเข้าใจไหมคะ?”
เฉิงข่ายเหยียนเงยหน้ามองเธออย่างประหลาดใจ ก่อนจะกล่าวด้วยความจริงจังไม่แพ้กัน “ได้ครับ ผมเองก็จริงจังเช่นกัน”
เมื่อได้ยินคำตอบที่ต้องการ ใบหน้าสวยหวานขาวใสราวกับหยกของหญิงสาวก็เผยรอยยิ้มสดใสออกมาทันที ดวงตากลมโตสีดำขลับจ้องมองเฉิงข่ายเหยียน ก่อนจะยื่นมือออกไปอย่างงดงาม “สหายเฉิงข่ายเหยียน งั้น... เรามาทำความรู้จักกันใหม่นะคะ! ฉันชื่อหลิวเสี่ยวลี่ เป็นนักเต้นค่ะ”
“สหายหลิวเสี่ยวลี่ ผมชื่อเฉิงข่ายเหยียน เป็นเพียงผู้ช่วยอาจารย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งครับ”
เฉิงข่ายเหยียนหัวเราะออกมาเช่นกัน เขาคว้ามือเล็กๆ ที่มีรอยเลือดจางๆ ตรงหน้าไว้อย่างมั่นคง สัมผัสที่ได้รับนั้นอ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูก ทำเอาหัวใจของเขาเต้นไม่เป็นจังหวะ
บางทีในชีวิตต่อจากนี้ ช่วงเวลาที่หัวใจสั่นไหวนี้ เขาจะจดจำมันไปตลอดกาล
“คุณยังลืมไปอีกอย่างนะ นักเขียนไงคะ! คุณนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่!”
“คุณก็เหมือนกันนั่นแหละ คุณนักเต้นสาว!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
“คิกคิกคิก...”
ทั้งสองกุมมือกันแล้วยิ้มให้กัน สบตากันมองเห็นเงาของตัวเองในดวงตาของอีกฝ่าย รู้สึกราวกับว่าจิตวิญญาณของทั้งคู่กำลังสั่นไหว
หลิวเสี่ยวลี่นึกถึงประโยคหนึ่งขึ้นมาได้ว่า การสบตาก็คือการจูบที่ปราศจากกามารมณ์...
เพียงชั่วพริบตา ความเขินอายก็ขึ้นสีระเรื่อบนใบหน้าสวยใสของเธอ ช่วยเติมความเย้ายวนให้บุคลิกที่อ่อนหวานสงบเสงี่ยมของเธอเพิ่มขึ้นอีก
ทั้งสองสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิจากฝ่ามือของกันและกัน สัมผัสจากผิวหนัง การปะทะกันของกระดูก และช่วงเวลาที่หัวใจสองดวงขยับเข้าใกล้กันนี้...
ในวินาทีนี้ ราวกับมีเส้นด้ายสีแดงเส้นแล้วเส้นเล่าค่อยๆ พันเกี่ยวกันระหว่างคนทั้งสอง แล้วหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างช้าๆ...
“เสี่ยวลี่ เธออยู่ไหนน่ะ?”
“เสี่ยวลี่!”
ในตอนนั้นเอง เสียงของหญิงสาวหลายคนดังมาจากที่ไกลๆ ทำลายความสงบอันแสนหายากของทั้งคู่ลง
ทั้งสองรีบปล่อยมือที่กุมไว้แน่นเมื่อครู่ แล้วหันไปมองทางต้นเสียง เห็นหญิงสาวกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเหยาะๆ มาจากทางระเบียง
“เพื่อนของฉันเองค่ะ ก่อนหน้านี้อาจารย์ไม่ให้พวกเราพบคนนอกโรงละครเป็นการส่วนตัวเพราะกลัวจะมีปัญหา เมื่อกี้ฉันออกมาหาคุณ พวกเธอเลยเป็นห่วงน่ะค่ะ”
หลิวเสี่ยวลี่อธิบายไปพลาง เอามือไพล่หลังไปพลาง แอบเช็ดฝ่ามือที่เปียกชื้นเพราะความตื่นเต้น โชคดีที่เฉิงข่ายเหยียนไม่ทันสังเกต ทำให้เธอถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ครับ จากนี้ไปคุณต้องระวังตัวให้ดี อย่าทำแบบเมื่อกี้อีกนะครับ”
“มันไม่เหมือนกันนี่คะ คุณเป็น...”
“เป็นอะไรเหรอครับ?”
...
หวังตานผิงจูงมือจางอี๋ และเซียวไฉ่อวิ๋น รวมถึงคนอื่นๆ เดินหาในโรงละครอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็พบรอยเลือดบนพื้นไม้ตรงทางเดิน
ภาพเหล่านั้นทำเอาพวกเธอตกใจมาก รีบออกตามหาทั่วโรงละครด้วยความเป็นห่วงว่าหลิวเสี่ยวลี่จะเป็นอะไรไปหรือไม่
โชคดีที่ห่างจากรอยเลือดไปไม่ไกล พวกเธอก็เห็นร่างของหลิวเสี่ยวลี่ เพียงแต่ข้างกายเธอกลับมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินอยู่ด้วย
“ผู้ชายคนนี้ใช่ไหมที่มาหาพี่เสี่ยวลี่ของเรา?”
“น่าจะใช่นะคะ ดูเขาสูงมากเลย”
หวังตานผิงกัดเล็บพลางบ่นพึมพำ
“คนทางเหนือดูจะสูงกว่าพวกเรานะ ดูอย่างเสี่ยวลี่สิ เธอเป็นคนฮาร์บิน รูปร่างเลยสูงโปร่งกว่าพวกเราใช่ไหมล่ะ?”
“ก็จริงนะ แล้วพวกเธอว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน?”
“ไม่รู้สิคะ ดูท่าทางทั้งสองคนสนิทสนมกันดีนะ”
แม้ทุกคนจะกังวลว่าจะไปรบกวนหลิวเสี่ยวลี่ทั้งสองคน แต่พวกเธอก็ห่วงความปลอดภัยของเธอมากกว่า จึงพากันวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา
...
“ตานผิง พวกเธอมาที่นี่ได้ยังไง?”
“พวกเรามาตามหาพี่ค่ะ เมื่อกี้เห็นรอยเลือดเยอะมากที่ระเบียง เป็นห่วงว่าพี่จะเป็นอะไรไป เลยรีบมาดู พี่เสี่ยวลี่คะ พี่ไม่เป็นไรใช่ไหม? ดูเหมือนพี่จะมีเลือดออกอยู่นะคะ”
หวังตานผิงเดินเข้ามา สังเกตเห็นอย่างเฉียบคมว่าบนตัวของหลิวเสี่ยวลี่ดูเหมือนจะมีรอยเลือดติดอยู่
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ เมื่อกี้รีบวิ่งไปหน่อยเลยเหยียบชายกระโปรงแล้วล้มลงน่ะ”
หลิวเสี่ยวลี่ลูบหลังหญิงสาวรุ่นน้องพลางอธิบาย
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วค่ะ เล่นเอาพวกเราตกใจหมดเลย”
ทุกคนต่างพากันถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงอย่างเซ็งแซ่
ในตอนนั้นเอง เซียวไฉ่อวิ๋นก็มองไปทางเฉิงข่ายเหยียนแล้วถามว่า “สหายท่านนี้คือใครเหรอคะ?”
“ใช่ค่ะ พี่เสี่ยวลี่คะ สหายท่านนี้คือใครเหรอคะ?”
หลิวเสี่ยวลี่หันไปมองเฉิงข่ายเหยียนแวบหนึ่ง ก่อนจะแนะนำเพื่อนๆ ของเธออย่างเปิดเผยว่า “คนนี้คือเฉิงข่ายเหยียน เขาเป็นคู่หมั้นของฉัน...”
ขณะที่เธอกำลังจะเปิดเผยความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้น เฉิงข่ายเหยียนก็ลุกขึ้นยืนตบไหล่หญิงสาวเบาๆ แล้วแนะนำตัวว่า “สวัสดีทุกคนครับ ผมชื่อเฉิงข่ายเหยียน ส่วนนี่คือพี่เสี่ยวลี่ของผมครับ”
จากนั้นเขาก็ส่งสายตาที่ให้ความอุ่นใจแก่หลิวเสี่ยวลี่ที่กำลังงุนงง จริงๆ แล้วทั้งสองยังไม่ถือว่าเป็นคู่รักกันเสียทีเดียว เพียงแต่อยู่ในสถานะที่กำลังพัฒนาความสัมพันธ์ไปในทางนั้น
ตอนนี้เพิ่งเขียนจดหมายหากันไม่กี่ครั้งและพบกันเพียงครั้งเดียว หากจะให้หญิงสาวเป็นคนมาเปิดเผยความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เฉิงข่ายเหยียนคงรู้สึกว่าตัวเองดูไม่มีความรับผิดชอบจนเกินไป
ดังนั้นสถานะพี่น้องในนามไปก่อนจึงเป็นคำอธิบายที่ดี ส่วนจะยืนยันความสัมพันธ์เมื่อไหร่นั้น เฉิงข่ายเหยียนได้วางแผนไว้แล้ว
“อ๋อ!!”
“คุณนี่เอง! เฉิงข่ายเหยียน ฉันเคยเห็นชื่อคุณบนซองจดหมายด้วยค่ะ!”
“ใช่แล้วๆ อาทิตย์ที่แล้วพวกเรายังพูดกันอยู่เลยว่าคุณคือ...” หวังตานผิงหลุดปากออกมา
เซียวไฉ่อวิ๋นที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็รีบเอามือปิดปากหวังตานผิงไว้แล้วถามว่า “แต่คุณไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงหรอกเหรอคะ ทำไมถึงมาถึงเมืองเจียงเฉิงได้ล่ะคะ ระยะทางตั้งพันกว่ากิโลเมตรเลยนะ”
“ผมมาทำธุระที่เมืองเจียงเฉิงน่ะครับ ถือโอกาสแวะมาหาพี่เสี่ยวลี่ของผมด้วย”
เฉิงข่ายเหยียนใช้ความได้เปรียบเรื่องส่วนสูง ลูบผมของหลิวเสี่ยวลี่เบาๆ
“เล่นอะไรเป็นเด็กไปได้”
สีหน้าสงบเสงี่ยมอ่อนหวานของหลิวเสี่ยวลี่ยังคงเดิม เธอยังคงยิ้มพลางปัดมือซุกซนของเขาออก พร้อมกับขยิบตาให้เขา
นั่นหมายความว่าเธอเข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อแล้ว
ปรับปรุงรายละเอียดบางส่วน