ตอนที่ 43
ตอนที่ 43 การแจ้งเบาะแสโดยไม่เปิดเผยตัว
ตอนที่ 43 การแจ้งเบาะแสโดยไม่เปิดเผยตัว
จากข้อมูลที่บันทึกไว้ข้างต้น ตั้งแต่ 20 ปีก่อนก็มีคนของวิหารแห่งขุมนรกทยอยปรากฏตัวบนดาวสีน้ำเงินอย่างต่อเนื่อง
พวกเขาแฝงตัวอยู่ทั่วทุกมุมโลก มีช่องทางการติดต่อลับระหว่างกัน และภารกิจที่แต่ละคนได้รับก็แตกต่างกันไป
สำหรับเนื้อหาที่แน่ชัดของภารกิจนั้น เสิ่นเย่หลานไม่สามารถหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ คาดว่าภารกิจระหว่างฐานที่มั่นแต่ละแห่งน่าจะไม่เชื่อมโยงกัน
แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาทำในดินแดนเทพราตรีนิรันดร์แล้ว จุดประสงค์สุดท้ายก็ไม่พ้นการปล่อยมลพิษและการอัญเชิญเทพโบราณให้ลงมาจุติ
เมื่อนึกถึงสภาพอันน่าเวทนาที่มลพิษกระจายไปทั่วหมู่บ้านอวิ๋นเสียในชาติก่อน เสิ่นเย่หลานไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า หากมลพิษเหล่านี้แพร่กระจายในโลกความจริง ดาวสีน้ำเงินจะยังคงรักษาบรรยากาศที่สงบสุขและปลอดภัยเช่นปัจจุบันไว้ได้หรือไม่?
จากข้อมูลของโรงงานแห่งนี้ ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นเพียงฐานที่มั่นเล็กๆ แห่งหนึ่งของพวกเขาเท่านั้น! ยังมีฐานที่มั่นในลักษณะเดียวกันซ่อนตัวอยู่ในเงามืดอีกไม่รู้เท่าไร
สถานการณ์เช่นนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งที่เธอคนเดียวจะต่อต้านได้
เรื่องนี้ต้องทำให้ทางรัฐบาลได้รับรู้!
ลัทธินอกรีตจากต่างโลกได้แฝงตัวเข้ามาในดาวสีน้ำเงินแล้ว! พวกเขาจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อม!
เสิ่นเย่หลานใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปข้อมูลทั้งหมดรวมถึงลวดลายบนผนังอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงจัดวางเอกสารกลับคืนที่เดิม
เธอเปลี่ยนร่างเป็นมดบินเพื่อออกจากห้องทำงาน เนื่องจากห้องทำงานมีคุณสมบัติในการเก็บเสียงดีเยี่ยม คนที่อยู่ข้างนอกจึงไม่พบความผิดปกติภายใน
พื้นที่ใต้ดินทั้งหมดเต็มไปด้วยกล้องวงจรปิด เสิ่นเย่หลานไม่กล้าอยู่นานเกินไป เธอเพียงหาโอกาสถ่ายรูปบันทึกพวกสิ่งทดลองแล้วรีบออกจากพื้นที่ใต้ดินของโรงงานอย่างรวดเร็ว
หลังจากออกมาแล้ว เธอได้ส่งข้อความนิรนามแจ้งรายละเอียดของโรงงานทั้งหมดให้กับตำรวจ พร้อมแจ้งเบาะแสว่ามีองค์กรลัทธินอกรีตอยู่ในสถานที่แห่งนี้
จากนั้นเธอก็ย่องเข้าไปในคลังสินค้าของโรงงานอย่างเงียบเชียบ
หินต้นกำเนิดถูกวางไว้อย่างสงบนิ่ง ณ ที่แห่งนี้
ภายใต้การทำงานของเนตรหยั่งรู้ความจริง เธอใช้เวลาไม่นานก็พบผลึกพลังงานส่วนที่เหลือที่ยังไม่ได้ถูกดูดกลืน
มดบินซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าหยุดลงบนก้อนหินยักษ์ ชั่วพริบตาเดียวหินยักษ์นั้นก็หายวับไปจากที่เดิม
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เสิ่นเย่หลานจึงผ่อนลมหายใจออก เดินทางออกจากโรงงานและไปซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ไม่ไกลจากโรงงานนัก
เวลาที่หน้ากากสามารถใช้ปลอมตัวเป็นมดบินเหลืออยู่ไม่มากนัก เสิ่นเย่หลานคืนร่างมนุษย์และใช้ทักษะเร้นกายในเงาซ่อนตัวอยู่ในเงามืด โชคดีที่ตอนนี้ฟ้ายังไม่สว่าง บรรยากาศรอบข้างมืดมิด ซึ่งส่งผลดีต่อคุณสมบัติเผ่าพันธุ์ของเธอเป็นอย่างมาก
ขั้นตอนต่อไปคือการรอคอยอย่างอดทน เสิ่นเย่หลานไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า เธอหยิบหินบันทึกความจำออกมาเรียนรู้ทักษะช่างฝีมือต่อ
จนกระทั่งเธอได้ยินเสียงฝีเท้าดังกุกกักในความมืด เสิ่นเย่หลานถอนตัวออกจากสภาวะการเรียนรู้ทันที เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นหน่วยตำรวจติดอาวุธครบมือสามทีมกำลังเข้าใกล้โรงงานอย่างเงียบเชียบ
เสิ่นเย่หลานได้วาดแผนผังโครงสร้างของโรงงานผ่านการสำรวจของเนตรหยั่งรู้ความจริงไว้แล้ว และส่งไปพร้อมกับข้อมูลแจ้งเบาะแสให้ตำรวจ
ดังนั้นพวกเขาจึงรู้ว่าพื้นที่ใต้ดินของโรงงานนั้นไม่ธรรมดา จึงใช้กำลังบุกทำลายช่องลิฟต์เพื่อบุกเข้าไปข้างใน
ไม่นานนัก เสียงอึกทึกก็ดังขึ้นภายในโรงงาน ตามมาด้วยเสียงปืนที่ดังกึกก้อง
ใจของเสิ่นเย่หลานกระตุกวูบ เธอรีบเปลี่ยนร่างเป็นมดบินพุ่งเข้าไปภายในโรงงานทันที
เกิดอะไรขึ้น! คนที่เหลืออยู่ข้างในเธอตรวจสอบหมดแล้ว ทุกคนล้วนเป็นคนธรรมดาเลเวล 0 เหตุใดสถานการณ์ถึงรุนแรงจนถึงขั้นต้องใช้ปืน?
ทันทีที่เข้าถึงในโรงงาน เสิ่นเย่หลานก็ต้องตกใจกับภาพความหายนะตรงหน้า พนักงานกลุ่มนั้นคลุ้มคลั่งถึงขั้นปล่อยพวกหมาป่าเวทมนตร์ที่แต่เดิมถูกขังอยู่ในตู้กระจกออกมา!
ตำรวจที่ไม่มีความเตรียมพร้อมต้องเผชิญหน้ากับหมาป่าเวทมนตร์ที่แหกกฎโลกความเป็นจริงและยิงศรน้ำใส่ ทำให้ได้รับบาดเจ็บอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ทว่าไม่นานพวกเขาก็ปรับตัวได้ และจับคู่กันรับมืออย่างรวดเร็ว
เมื่อเผชิญกับการกราดยิงของปืนกล หมาป่าเวทมนตร์ถึงจะเป็นมอนสเตอร์เลเวล 3 แต่สิ่งมีชีวิตที่ทำจากเนื้อหนังย่อมไม่อาจต้านทานปืนกลอันเย็นเฉียบได้ พวกมันจึงทยอยล้มลงใต้ห่ากระสุน
หมาป่าที่เหลืออยู่เห็นท่าไม่ดีกลับหันหัวหนี
เพื่อป้องกันไม่ให้หมาป่าเวทมนตร์หนีออกจากโรงงานไปทำร้ายประชาชนรอบข้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำใจใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อกักหมาป่าไว้ทั้งหมด ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
เสิ่นเย่หลานมองดูตำรวจในโรงงานที่กำลังประคองกันและกันพร้อมคอยระวังสถานการณ์รอบข้าง เธอเม้มริมฝีปากแน่น
ครั้งนี้สิ่งที่พวกเขาเจอเป็นเพียงหมาป่าเวทมนตร์เลเวล 3 เท่านั้น แต่สิ่งที่วิหารแห่งขุมนรกซ่อนไว้ในที่อื่นอาจจะมีมอนสเตอร์ที่มีเลเวลสูงกว่านี้ ทหารที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเหล่านี้จะต่อต้านวิหารแห่งขุมนรกที่มีพลังเวทมนตร์ได้อย่างไร?
ต้องทำให้รัฐบาลรู้ล่วงหน้าว่า หากค่าร่างกายถึง 50 จะสามารถใช้ทักษะในโลกความจริงได้
มิเช่นนั้นหากวิหารแห่งขุมนรกเคลื่อนไหว ดาวสีน้ำเงินจะเอาอะไรไปต่อต้าน?
แต่การแจ้งเรื่องนี้กับรัฐบาลระดับสูง เธอจะต้องถูกผูกมัดไว้กับฝ่ายรัฐบาลอย่างแน่นอน แล้วถ้าเกิดความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ขึ้นมาจะทำอย่างไร? ต้องยอมสละผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อรัฐงั้นเหรอ? เสิ่นเย่หลานที่อยากจะแข็งแกร่งขึ้นหลังจากเกิดใหม่รู้สึกว่าทำไม่ได้
แต่จะให้เธอนิ่งเฉยดูประเทศถูกปิดหูปิดตา และปล่อยให้ทหารต้องเอาชีวิตที่ยังมีค่าไปแลกกับการต่อสู้กับวิหารแห่งขุมนรกในอนาคตงั้นเหรอ?
เสิ่นเย่หลานก็ไม่ได้ใจแข็งขนาดนั้น
เสิ่นเย่หลานขยี้ปลายนิ้วด้วยความร้อนรน จะทำอย่างไรถึงจะส่งข่าวออกไปได้?
ในตอนนี้ เธอคิดถึงสถานะคู่ขนานที่เธอมีในเกมเหลือเกิน
ถ้าหากในโลกความจริงสามารถแยกร่างได้ก็คงดี
[เจ้าทำได้นะ!]
เนตรหยั่งรู้ความจริง จู่ๆ ก็โพล่งออกมาว่า [แค่เจ้าอัปค่าสติปัญญาถึง 50 เจ้าก็จะสามารถควบคุมสองร่างให้เคลื่อนไหวไปพร้อมกันในโลกความจริงได้แล้ว]
เสิ่นเย่หลานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยความตื่นเต้นยินดี "แกแน่ใจนะ?"
เนตรหยั่งรู้ความจริงไม่พอใจอย่างยิ่งที่เธอไม่ไว้ใจ
[o( ̄ヘ ̄o#) เจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้ว! ข้าคือใคร? ข้าคือเนตรหยั่งรู้ความจริงผู้ยิ่งใหญ่! ไม่มีเรื่องไหนที่ข้าไม่รู้!]
เสิ่นเย่หลานมองดูสิ่งที่โผล่ขึ้นมาด้วยความงุนงง "แกไปเรียนรู้ไอ้พวกนี้มาจากไหนอีก?"
[ดาวสีน้ำเงินของพวกเจ้านี่ก็สนุกดีนะ สิ่งนี้ควรจะให้เนตรหยั่งรู้ความจริงผู้ยิ่งใหญ่อย่างข้าใช้สิ! <( ̄︶ ̄)>]
เสิ่นเย่หลานรู้สึกคิ้วกระตุก แต่เห็นแก่ที่เนตรหยั่งรู้ความจริงเพิ่งบอกข่าวดีขนาดใหญ่ให้เธอ จึงยอมอดทนไว้ เอาเถอะ อย่างไรเสียก็แค่ใช้ตัวอีโมจิ ปัญหาก็ไม่ได้ใหญ่อะไร
มองดูเวลา ตอนนี้เกือบ 6 โมงเช้าแล้ว เสิ่นเย่หลานมองไปที่กองกำลังตำรวจ พวกเขาพบศพของเสิ่นเหยียนฟางในห้องทำงานแล้ว และกำลังปิดล้อมพื้นที่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
พวกหมาป่าเวทมนตร์เหล่านั้นก็ถูกพวกเขาเก็บกวาดขึ้นรถขนส่งแบบปิดผนึกออกไป
เสิ่นเย่หลานลูบคาง เมื่อมีหลักฐานเหล่านี้ ทางการน่าจะรู้แล้วว่าโลกใบนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่าเชื่อขึ้นสินะ?
เธอรวบรวมความคิด ใช้เวลาที่เหลืออยู่ของการปลอมตัวเป็นมดบิน ปล่อยโดรนบินกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทางเวลาปลอมตัวหมดลง เสิ่นเย่หลานไม่มีทางเลือก จึงหาตั๊กแตนข้างทางเพื่อปลอมตัว แล้วปีนขึ้นโดรนเพื่อกลับบ้านอีกครั้ง
จนกระทั่งเวลา 7 โมงเช้า เสิ่นเย่หลานก็ปรากฏตัวที่บ้านตรงเวลา เธอเดินออกจากห้องนอนและทักทายพยาบาลด้วยสีหน้าปกติ "อรุณสวัสดิ์ค่ะน้าซ่ง วันนี้รบกวนฝากดูแลคุณแม่ด้วยนะคะ พอดีฉันมีธุระต้องไปที่ศูนย์วิจัยค่ะ"
น้าซ่งเป็นพยาบาลที่อาจารย์แนะนำมา มีประสบการณ์การทำงานหลายปี ความประพฤติไว้ใจได้ เสิ่นเย่หลานจึงวางใจที่จะฝากคุณแม่ไว้กับเธอ
แต่เนื่องจากข้อมูลที่ได้รับเมื่อคืน เสิ่นเย่หลานรู้สึกว่าบริเวณรอบวิลล่าดูจะไม่ปลอดภัยนัก จึงโทรศัพท์หาทีมตกแต่งภายใน เตรียมจะล้อมรั้ววิลล่าให้มิดชิด
นี่คือฐานที่มั่นของเธอ จะปล่อยให้คนของวิหารแห่งขุมนรกมาขุดรากถอนโคนไม่ได้เด็ดขาด
. . .